คุณทรงกลด‘เงียบ’ ไม่ตำหนิไม่ปริปากต่อว่าลูกสาวคนเล็กสักคำ เหมือนดังเช่นวันก่อน แต่ต่างกันตรงที่คืนนี้ท่านไม่ได้หนีหน้าไปข้างใน กลับตรงเข้ามาช่วยประคองผู้ที่เมาไม่ได้สติเอาแต่ส่งเสียงกรีดร้องบ้าง ร้องไห้บ้างสลับกับคำพูดตัดพ้ออะไรหลายสิ่งซึ่งจับใจความไม่ได้เป็นเรื่องเป็นราว
แต่เท่าที่เข้าหูจอมพธูในความเกรี้ยวกราดด่าทอ ชื่อของโอมหลุดออกมาเป็นระลอกครั้นจะถามให้รู้แน่ชัดในเวลานี้ เห็นทีจันทร์เจ้าคงจะไม่สามารถให้คำตอบได้ด้วยสติไม่สมประดี
“ให้น้องไปนอนเถอะ...มีอะไรค่อยคุยกันพรุ่งนี้”
เมื่อจันทร์เจ้าเงียบเสียงลงประโยคแรกของผู้เป็นพ่อจึงหลุดออกมา แม้ท่านจะยิ้มให้ลูกสาวคนโตแต่นั่นเป็นความรู้สึกฝืนและดวงตาคู่นั้นซึ่งหม่นแสงก็ไม่อาจซ่อนความเจ็บช้ำในใจบางอย่างได้
ผู้เป็นบิดาซึ่งแต่เดิมเป็นคนใจเย็นไม่ว่าจะเกิดปัญหาเรื่องเล็กหรือใหญ่ ทั้งในและนอกครอบครัว ท่านจะใช้สติเป็นตัวชี้นำเหตุผลอยู่เหนืออารมณ์ ความใจเย็นของท่านจึงทำให้ทั้งสองคนเข้าหาและนึกประจบอย่างลูกสาวที่ติดพ่อ คงด้วยเหตุนี้กระมังจึงทำให้มารดาในสมัยก่อน ซึ่งรับราชการครูและติดเอาความเข้มงวดจากโรงเรียนมาใช้กับที่บ้าน การเลี้ยงลูกให้อยู่ในกรอบของท่านจึงดูเหมือนกับมารดาเป็นคนที่ลูกสาวทั้งสองไม่อยากใกล้ชิดนัก
จึงเกิดการเปรียบเทียบระหว่างพ่อกับแม่จนเห็นได้ชัด!
แต่เมื่อโตขึ้นทั้งคู่พอรู้ความ...สิ่งที่มารดามักปฏิบัติก็ลดหย่อนลงไปมากท่านมีเหตุผลเหมือนบิดานั่นล่ะ กล่าวคือต้องการให้ลูกเติบโตไปได้ดี เพียงแต่บางครั้งอารมณ์มักเป็นตัวชี้นำเหตุผล ดังนั้นลูกสาวทั้งสองจึง ‘ห่าง’ ท่าน
จันทร์เจ้าซึ่งขอไปอยู่หอพักข้างนอกโดยอ้างว่าติดกิจกรรมบ้าง เรียนหนักบ้าง การเดินทางเป็นอุปสรรคบ้างจึงอ้างเรื่องเรียนเข้ามาต่อรอง ทั้งที่ความจริงเจ้าตัวนั้นอยากจะอยู่ให้ห่างหูห่างตาบิดามารดานั่นเอง...ความห่างของลูกสาวคนเล็กกับครอบครัวจึงเริ่มปูทางนับแต่นั้น
ส่วนจอมพธูเลือกที่จะอยู่บ้านด้วยรู้สึกว่าพ่อกับแม่เริ่มอายุมากขึ้น คงต้องการความรักและเอาใจใส่กลับคืนตามความเข้าใจของหล่อน ซึ่งเกิดขึ้นเองตามวัยวัน
ผู้เป็นพี่จึงค่อนข้างอยู่ในกรอบและเกิดความเคยชินโดยไม่รู้สึกว่าความรักของพ่อกับแม่แบบนี้เป็นเรื่องน่ารำคาญหรืออึดอัดสักนิดต่างกับน้องสาวซึ่งกลับมาบ้านอาทิตย์ละครั้ง เคยบ่นกับหล่อนอยู่เป็นประจำและมักลงท้ายด้วยความไม่เข้าใจผู้ปกครอง
‘จันทร์เบื่อ...เบื่อที่จะต้องมาฟังคนแก่สองคนคอยบ่นจู้จี้จุกจิกอยู่เรื่อย ทั้งที่ตอนนี้จันทร์ก็เรียนจวนจะจบปริญญาตรีอยู่รอมร่อแต่ทั้งพ่อกับแม่ก็ยังคิดว่าจันทร์เป็นเด็ก กลับบ้านดึกก็บ่น ใช้เงินมากก็บ่นไปไหนมาไหนกับเพื่อนผู้ชายก็บ่น ทั้งที่พี่จอมก็น่าจะรู้ไมใช่หรือว่าวัยเรียนอย่างเรา บางทีกิจกรรมเอย โครงงานเอย ใช้ทั้งเงินและเวลาจะให้จำกัดต้องเวลานั้นเวลานี้ เงินเท่านั้นเท่านี้ มันจะเป็นไปได้ยังไงกัน’
‘พ่อกับแม่เขาก็เป็นห่วงเราสองคนแบบนี้มาตั้งแต่ไหนแต่ไรจันทร์ยังไม่ชินอีกหรือไง...จันทร์อย่าลืมสิว่าที่ท่านทั้งคู่พร่ำสอนเราสองคนต่างๆนานา ก็เพราะท่านเป็นห่วง’
‘คำก็ห่วงสองคำก็ห่วง แต่บางทีมันทำให้จันทร์รู้สึกเหมือนว่าตัวเองเป็นเด็กอยู่ตลอดเวลา อย่างเรื่องเพื่อนผู้ชายทำไมจะต้องห้ามไม่ให้จันทร์ไปไหนต่อไหนกับผู้ชายสองต่อสองมันจะต่างกันยังไงถ้าจะไปไหนกับผู้ชายเป็นกลุ่ม ในเมื่อผู้ชายเหล่านั้นมันก็คือเพื่อนของจันทร์ทั้งนั้น’
‘จันทร์อย่าพูดแบบนี้ให้ท่านได้ยินเลยนะพี่ไม่อยากให้ท่านเสียใจ’
‘หมายความว่าถ้าเป็นพี่จอมพูดจะมีน้ำหนักกว่าที่จันทร์พูดด้วยหรือเปล่า’
เมื่อไหร่ที่จันทร์เจ้าได้ระบายความในใจมักจะพรั่งพรูความรู้สึกน้อยใจเช่นนี้มาตลอด โดยที่จอมพธูไม่เคยเฉลียวใจเลยว่าในหลายๆครั้งจันทร์เจ้าจะมีถ้อยคำที่แอบ ‘กินใจ’ ผู้เป็นพี่ซ่อนอยู่ทุกครั้งแล้วความรู้สึกแบบนั้น มันกำลังเจริญเติบโตอย่างเงียบเชียบส่อเค้าว่าจะทวีคูณจนยากคะเน
อีกทั้งความรู้สึกเช่นนั้นมันยังทำให้จันทร์เจ้าทะเยอทะยานอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนทางใดที่ดีที่เด่นกว่าพี่สาว แม้ไม่รู้ว่ายึดจับไว้แล้วจะมั่นคงหรือไม่หญิงสาวยินดีพร้อมที่จะเลือกมัน
เหตุการณ์อันพลั้งพลาดในคืนก่อนจึงเกิดขึ้นคำสอนของมารดาซึ่งพึงให้ระวังการอยู่กับผู้ชายสองต่อสองจึงบังเกิดโดยง่ายจะด้วยความเต็มใจหรือไม่ จันทร์เจ้าก็สูญเสียมันไปแล้ว เพียงแต่ว่าแค่ชั่วข้ามคืนผู้ชายซึ่งเคยแสดงความรัก ห่วงใย และดูแลจันทร์เจ้าประดุจเจ้าหญิงกลับพลิกฝ่ามือได้อย่างน่ารังเกียจที่สุด จนดูเหมือนค่าของสตรีอย่างจันทร์เจ้าเป็นเพียงมวลธุลี
คำที่ว่าได้มาง่าย ก็เสียไปง่ายจึงเกิดขึ้น!
กลับกันตรงที่ ผู้ที่เป็นฝ่าย ‘ได้’ คือโอม...แต่ผู้ที่เป็นฝ่าย‘เสีย’ คือจันทร์เจ้าต่างหาก
......................................จบตอนที่ 9