“กู้ชิงเกอ!”
เหนือท้องฟ้าตระกูลกู้ ซูฉางเซิงจ้องมองมาด้วยสายตาเหม่อลอยเขาไม่สนใจเหล่าผู้แข็งแกร่งของตระกูลกู้ที่กำลังตื่นตระหนกและคำรามด้วยความโกรธแค้นทว่ากลับใช้พลังจิตครอบคลุมไปทั่วทั้งตระกูลกู้
เขา้าค้นหาสตรีผู้มีโชคชะตาผู้นั้น
“เจอเ้าแล้ว!”
ในไม่ช้ามุมปากของเขาก็ยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย ดวงตาเป็ประกาย
ภายใต้พลังจิตระดับเซียนนักบุญ แผ่นดินกว้างใหญ่นับหมื่นลี้มิอาจหลบซ่อนได้ กู้ชิงเกอถูกเขาพบตัวในเวลาอันรวดเร็ว
นั่นคือร่างที่งดงาม
ถึงแม้จะอายุยังน้อย สวมชุดกระโปรงสีขาวเรียบง่าย ดูอ่อนเยาว์ทว่าริมฝีปากแดงระเรื่อ ฟันขาวราวไข่มุก คิ้วเข้มดั่งภาพวาดเผยให้เห็นความงามอันไร้ที่ติ
แม้ว่าซูฉางเซิงจะผ่านโลกมาไม่น้อย ได้พบเจอกับหญิงงามมามากมาย ตลอดหลายพันปีที่ผ่านมาไม่ว่าจะเป็หญิงนักบุญ เทพธิดา กระทั่งเซียนสาว
ทว่าเขาต้องยอมรับว่ากู้ชิงเกอผู้นี้ นางงดงามไม่แพ้ผู้ใด
ทำให้เขาอดใจสั่นไม่ได้
หากนางกลายเป็จักรพรรดินีนางจะงดงามเพียงใด
ซูฉางเซิงค่อนข้างคาดหวังที่จะได้เห็นภาพผืนนั้น
“อืม สมกับเป็สตรีผู้มีโชคชะตา เวลาเช่นนี้ยังคงสงบเสงี่ยมเพียงแต่พลังบำเพ็ญเพียรยังอ่อนแออยู่ในระดับทะเลปราณ ดูเหมือนจะเพิ่งถูกปลุกขึ้นได้ไม่นาน!”
ซูฉางเซิงมองดูด้วยความสนใจด้วยพลังจิตระดับเซียนนักบุญของเขา กู้ชิงเกอไม่อาจตรวจพบการแอบมองของเขาได้
แม้ว่ากู้ชิงเกอในชาติที่แล้วจะเป็ถึงระดับจักรพรรดิทว่าเพิ่งมาเกิดใหม่ได้ไม่นาน พลังของนางยังไม่แข็งแกร่งจึงไม่อาจตรวจจับเขาได้
ยิ่งไปกว่านั้นจากความผันผวนของปราณบนร่างกายนางซูฉางเซิงมองออกว่านางเพิ่งไต่ทะลวงระดับได้ไม่นานนี้เอง
เห็นได้ชัดว่านางเพิ่งเกิดใหม่และอยู่ใน่ที่เปราะบางที่สุด
เป็่เวลาที่เหมาะที่สุดในการควบคุม!
“นั่นซูฉางเซิงนี่ เขากลายเป็เซียนแล้วรึ”
“อุกอาจ โจรตระกูลซูพวกเ้ากล้าโจมตีตระกูลกู้ ไม่กลัวว่าบรรพบุรุษของเราจะทำลายล้างตระกูลของเ้ารึ เขาเป็ถึงเซียนเชียวนะ!”
“รีบไปเชิญกลุ่มผู้าุโสูงสุดมา!”
“สังหาร!”
ภายในตระกูลกู้ ผู้แข็งแกร่งนับไม่ถ้วนล้วนคำรามลั่น
หลังจากผ่านความตื่นตระหนกและตกตะลึงใน่แรกผู้แข็งแกร่งแต่ละคนเริ่มลงมือต่อสู้อย่างดุเดือด รัศมีแห่งเซียนส่องประกายวิชาลับและเวทมนตร์ต่างๆ ปกคลุมไปทั่วทำลายตำหนักราชวังไม่เหลือชิ้นดี
ูเาิญญาแต่ละลูก พระราชวังที่ลอยอยู่เหนือท้องฟ้า ล้วนถูกทำลายด้วยเคล็ดลับต่างๆ
แต่เดิมตระกูลกู้ที่เคยงดงามราวกับแดน์ บัดนี้แทบจะพังทลายลงจนสิ้น
ฉากอันน่าสะพรึงกลัวนี้ทำให้ผู้บำเพ็ญเพียรนับไม่ถ้วนตกตะลึง ทั่วทั้งเมืองเป่ยจี๋เทียน พวกเขาต่างถูกดูดดึงให้มา ณ ที่แห่งนี้ สายตาเต็มไปด้วยความตระหนก
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจะถึงขั้นนี้แล้วผู้แข็งแกร่งของตระกูลกู้ก็ยังไม่สิ้นหวังเหล่าผู้าุโสูงสุดในระดับนิรันดร์ต่างฟื้นคืนชีพจากดินแดนโบราณของตระกูลทีละคน และออกมาต่อสู้กับผู้แข็งแกร่งของตระกูลซู
เพราะพวกเขารู้ว่าบรรพบุรุษของตนทะลวงระดับไปสู่ขั้นเซียนแล้วตราบใดที่เขากลับมา วิกฤตนี้ก็จะได้รับการแก้ไขเป็แน่
“มิตรสหายแห่งตระกูลซูข้าเพียงผ่านทางมา มิได้เป็พวกเดียวกับตระกูลกู้ โปรดอย่าทำร้ายผู้บริสุทธิ์!”
“ข้าคือเ้าสำนักนิกายเป่ยเจี้ยน ท่านผู้นำตระกูลซูทั้งหมดนี้เป็เพียงความเข้าใจผิดขอรับ!”
“ข้าคือผู้าุโแห่งนิกายว่านโซ่ว มิได้เป็มิตรกับตระกูลกู้ มีสิ่งใดก็พูดกันดีๆ...”
ภายในตระกูลกู้แสงศักดิ์สิทธิ์พุ่งขึ้นสู่ท้องนภา เหล่าผู้แข็งแกร่งจากสำนักต่างๆ ที่มาเยี่ยมเยียนตระกูลหรือประจบสอพลอ เมื่อเห็นว่าสถานการณ์ดูไม่สู้ดีต่างก็ทยอยเลือกข้างใหม่
“ไร้ยางอาย!”
เมื่อเห็นเช่นนี้ผู้าุโของตระกูลกู้คนหนึ่งถึงกับจะกระอักเืออกมา
บัดซบเหตุใดจึงแตกต่างจากก่อนหน้านี้โดยสิ้นเชิงเล่า พวกเ้าไม่ได้บอกว่าจะอยู่เคียงข้างตระกูลกู้และให้พวกเขานำทางหรอกหรือ
ก่อนหน้านี้พวกเ้าไม่ได้เลียแข้งเลียขาพวกเขาหรืออย่างไรกัน
“ฆ่ามันให้หมด!”
ซูฉางเซิงมองไปยังผู้แข็งแกร่งของสำนักต่างๆด้วยสายตาเรียบเฉย และกล่าวด้วยน้ำเสียงนิ่งสงบ
ในเมื่อพวกเ้าร่วมมือกับตระกูลกู้ เช่นนั้นพวกเ้าก็คือศัตรูของตระกูลซู
ยิ่งไปกว่านั้น เขา้าพัฒนาตระกูล ต้องขยายอำนาจในอนาคตกว้างไกล ตระกูลกู้ก็เป็เพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น
สำนักกองกำลังชั้นนำอื่นๆและสำนักกองกำลังระดับสูงสุดในทวีปเจินเซิ่ง ล้วนเป็ศัตรูของเขาทั้งสิ้น
ในเมื่อเป็เช่นนี้ การสังหารผู้แข็งแกร่งเหล่านี้เสียั้แ่บัดนี้ ก็อาจใช้เป็ข้ออ้างในการขยายอำนาจและทำาในอนาคตได้เช่นกัน
“อะไรกัน”
“กระไรนะ”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ผู้แข็งแกร่งของสำนักต่างๆ ล้วนก็อกสั่นขวัญหนีไปตามๆ กัน
“อุกอาจข้าคือผู้าุโแห่งนิกายว่านโซ่ว ตระกูลซูไม่กลัวว่าจะนำภัยพิบัติมาสู่ตนเลยหรือ”
ชายชราผมแดงร่างกำยำในชุดหนังสัตว์คำรามด้วยความโกรธเกรี้ยว
นิกายว่านโซ่วเป็สำนักกองกำลังระดับสูงสุดมีเซียนนักบุญสองท่านประจำนิกาย เขาเป็ถึงผู้าุโระดับนิรันดร์และเป็หนึ่งในผู้แข็งแกร่งระดับสูงสุดในนิกายเช่นเดียวกัน
แม้ตระกูลซูเล็กๆจะมีเซียนเกิดขึ้นเพราะโชคช่วยแล้วอย่างไร กล้าล่วงเกินสำนักนิกายว่านโซ่วหรืออย่างไร
ป๊าบ!
สีหน้าซูฉางเซิงเฉยเมย เขาเพียงเหลือบมองเล็กน้อย ก่อนจะกางฝ่ามือออกไป ราวกับกำลังตบแมลงวัน เพียงฝ่ามือเดียวก็ทำให้ร่างของชายชราแตกสลาย
นิกายว่านโซ่วหรือ
เขาจงใจฆ่าผู้แข็งแกร่งของนิกายว่านโซ่วนั่น
เขาท่องไปทั่วทวีปเจินเซิ่งมานับพันปี รู้ดีว่าสำนักใดที่เขายั่วยุได้และสำนักใดที่เขามิอาจยั่วยุได้ในตอนนี้
นิกายว่านโซ่วรึ
หากนิกายว่านโซ่วกล้ามาเอาเื่เขาไม่ลังเลที่จะบุกไปยังประตูนิกายพวกมันโดยตรง ก่อนจะยึดครองดินแดนของนิกายมันเสีย
“โเี้เช่นนี้เชียวรึ”
ฉากนี้ทำให้ผู้แข็งแกร่งของสำนักต่างๆรู้สึกเย็นเยียบไปถึงขั้วหัวใจ พวกเขาตัวสั่นด้วยความหวาดกลัว เกือบใจนสิ้นสติ
นั่นคือผู้แข็งแกร่งในระดับนิรันดร์ขั้นที่เจ็ดเป็ถึงผู้าุโของนิกายว่านโซ่ว ในแผ่นดินเป่ยหวงแห่งนี้ เขาคือผู้แข็งแกร่งระดับสูงสุดสูงส่งยิ่งกว่าผู้นำของสามสำนักกองกำลังชั้นนำเสียอีก
ที่แท้เซียนนักบุญของตระกูลซูผู้นั้นโเี้เช่นนี้คาดไม่ถึงว่าจะไม่สนใจไยดี ใช้ฝ่ามือเดียวก็สังหารเขาได้ไม่เกรงกลัวภัยคุกคามจากนิกายว่านโซ่วเลยแม้แต่น้อย
กลับกัน หากเป็พวกเขาเกรงว่าคงจะน่าอนาถยิ่งกว่า
“ผู้าุโโปรดไว้ชีวิตข้ายินยอมสวามิภักดิ์ต่อตระกูลซู ยินดีที่จะให้ใช้เยี่ยงวัวเยี่ยงม้า!”
ผู้นำนิกายเป่ยเจี้ยนะโลั่นคุกเข่าลงกลางอากาศ วิงวอนขอความเมตตาจากซูฉางเซิง
ฉากนี้ทำให้ผู้บำเพ็ญเพียรที่เฝ้ามองอยู่โดยรอบต่างใ
นี่คือผู้นำนิกายเป่ยเจี้ยนผู้นั้นจริงหรือผู้นำนิกายที่หยิ่งยโสและไม่เกรงกลัวต่ออำนาจใดๆ
“น่าสนใจ ไม่เลว ได้สิ!”
ซูฉางเซิงก็ประหลาดใจเช่นกัน ไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะขี้ขลาดถึงเพียงนี้ ทว่าหากยินยอมจะเป็สุนัขรับใช้ เช่นนั้นก็ไม่เลว
อย่างไรเสีย พลังของตระกูลซูยังคงอ่อนแอเกินไปหาก้ายึดครองดินแดนอันกว้างใหญ่ของตระกูลกู้ ก็ยัง้าผู้ใต้บังคับบัญชาอยู่ไม่น้อย
“นับจากนี้ไปเ้าคือคนรับใช้ของตระกูลซู บัดนี้จงติดตามตระกูลซูไปต่อสู้และไถ่โทษด้วยความดีความชอบ!”
ซูฉางเซิงดีดนิ้วไปที่ดวงิญญาของอีกฝ่ายฝังตราประทับลงไปเพื่อควบคุมจากนั้นจึงออกคำสั่ง
“ขอรับ ผู้าุโ!”
ผู้นำนิกายเป่ยเจี้ยนกล่าวด้วยความเคารพลุกขึ้นยืนมองไปยังผู้แข็งแกร่งของตระกูลกู้ด้วยความอาฆาต
“ขออภัย มิตรสหายแห่งตระกูลกู้ข้ายังมีชีวิตอยู่ได้อีกหลายพันปี เพียง้ามีชีวิตอยู่ต่อไปไม่อยากตายไปพร้อมกับพวกเ้า!”
ผู้นำนิกายเป่ยเจี้ยนกล่าวด้วยความรู้สึกผิด
ฉิ้ง!
ชั่วพริบตา เขาก็ดึงดาบออกมาเจตจำนงแห่งดาบอันแหลมคมแผ่กระจายไปไกลนับพันลี้ฟาดฟันไปยังผู้แข็งแกร่งของตระกูลกู้
ถึงแม้เขาจะเป็เพียงผู้บำเพ็ญเพียรระดับนิรันดร์ทั่วไป ทว่าก็มากพอที่จะปราบปรามผู้แข็งแกร่งของตระกูลกู้ได้
แสงดาบวาดผ่านผู้แข็งแกร่งของตระกูลกู้ถูกฟันจนร่างแหลกสลาย
“ไร้ยางอาย!”
เหล่าผู้าุโของตระกูลกู้แทบกระอักเืด้วยความโมโห ปากบอกว่ารู้สึกผิด ทว่าเหตุใดจึงไม่ปรานีปราศรัยกันเลยเล่า
“ผู้าุโโปรดไว้ชีวิตข้ายินยอมสวามิภักดิ์!”
“โปรดให้ข้าได้เป็สุนัขรับใช้ของท่านด้วย...”
“ผู้าุโ...”
เมื่อเห็นเช่นนี้ผู้แข็งแกร่งจากสำนักต่างๆ ก็เลียนแบบบ้าง ทยอยะโออกมาโดยไม่สนซึ่งศักดิ์ศรีในฐานะผู้แข็งแกร่งขอเพียงมีชีวิตรอดก็เท่านั้น
ไม่มีทางเลือก ฉากที่ซูฉางเซิงตบสังหารผู้าุโของนิกายว่านโซ่วด้วยฝ่ามือเดียวนั้น ช่างน่าหวาดกลัวเสียยิ่งกระไร
มากไปกว่านั้นเขายังเป็ถึงเซียนนักบุญอีกด้วย
ผู้แข็งแกร่งเหล่านี้จะกล้าต่อต้านได้อย่างไร
“น่าสนใจนี่!”
ซูฉางเซิงมองด้วยสายตาเ้าเล่ห์ ทว่าเขาไม่ได้ลงมือสังหารพวกมันทั้งหมดผู้แข็งแกร่งส่วนใหญ่ที่นี่ล้วนเป็ของสำนักต่างๆ ในแผ่นดินเป่ยหวง การที่พวกเขายอมสวามิภักดิ์ก็หมายความว่าสำนักต่างๆ จะตกอยู่ภายใต้การควบคุมของตระกูลซู
ด้วยวิธีนี้ ตระกูลจะเข้ายึดครองแผ่นดินเป่ยหวงเกือบทั้งหมดได้โดยไม่ต้องเสียเืเสียเนื้อ
“หลังจากแผ่นดินเป่ยหวง ก็จะเป็ดินแดนเขตตะวันออก และกระทั่งทวีปเจินเซิ่งทั้งหมด!”
ดวงตาของซูฉางเซิงเป็ประกาย
ทวีปเจินเซิ่งนั้นกว้างใหญ่ไพศาล นับล้านลี้ แผ่นดินเป่ยหวงเป็เพียงมุมเล็กๆของดินแดนตะวันออกเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม เขายังไม่รีบร้อนอย่างน้อยที่สุดต้องรอให้ตนได้กลายเป็าานักบุญเสียก่อน จึงจะกวาดล้าง และรวมทวีปเจินเซิ่งไว้ในกำมือได้
“สังหาร!”
หลังจากที่ซูฉางเซิงควบคุมผู้แข็งแกร่งของสำนักต่างๆได้แล้ว สถานการณ์ก็กลับพลิกผันทันใด
เดิมทีตระกูลกู้ยังคงได้เปรียบ
อย่างไรพวกเขาก็ยังคงมีผู้แข็งแกร่งในระดับนิรันดร์อยู่สิบกว่าคนและคงมีกองกำลังเช่นกองทัพเกราะแดงปรากฏตัวอยู่ ทว่าการเข้าร่วมของผู้แข็งแกร่งเหล่านี้สถานการณ์กลับเริ่มพลิกผันเข้าข้างตระกูลซู
ในที่สุด หลังจากการต่อสู้อันดุเดือดเป็เวลานานจบลง ผู้แข็งแกร่งระดับสูงสุดและกองทัพของตระกูลกู้ก็ถูกทำลายล้างจนเหี้ยน
เหล่าทายาทสายตรงล้วนถูกสังหาร ส่วนญาติห่างๆก็ถูกลดระดับให้เป็เพียงทาสรับใช้ตระกูลซู
สำหรับเื่ทั้งหมดนี้ ซูฉางเซิงมองดูอย่างเฉยเมยเขาคุ้นเคยกับสถานการณ์เช่นนี้มานานหลายพันปีแล้ว
หากไม่ใช่เพราะระบบปรากฏขึ้นทำให้เขากลายเป็เซียน สถานการณ์อันน่าอนาถของตระกูลกู้ในวันนี้อาจเป็ของตระกูลซู
“ตระกูลกู้จบสิ้นแล้ว ตระกูลซูคือผู้ชนะในศึกสุดท้ายนี้ ์ของแผ่นดินเป่ยหวงแห่งนี้เปลี่ยนไปแล้ว!”
ภายในเมืองเป่ยจี๋เทียน ผู้บำเพ็ญเพียรนับไม่ถ้วนต่างเฝ้ามองเหตุการณ์นี้อยู่เงียบๆ ก็คิดเช่นเดียวกันนี้
แผ่นดินเป่ยหวงอาจรวมกันเป็หนึ่งเดียวภายใต้สำนักกองกำลังระดับสูงสุดสำนักเดียว
ซึ่งนั่นก็คือตระกูลซู