อาวุธมนุษย์เกิดใหม่เป็นเจ้าชายขยะ ในโลกที่ตัดสินว่าเวทมนต์คือทุกสิ่ง

    บทที่ 70 ในเงามืด

            ยามค่ำคืน

            ภายในห้องนอนของเออร์วินตอนนี้มีคนสองคนอยู่หนึ่งคือเรเวนส่วนอีกหนึ่งคือเจ้าของห้อง เออร์วินตอนนี้กลับแต่งตัวด้วยชุดสีดำทั้งตัวบนเตียงมีหน้ากากหนึ่งใบวางอยู่พร้อมกลับกล่องสามใบ เรเวนมองหน้ากากบนเตียงด้วยความสงสัยเพราะเธอคล้ายสัมผัสได้ว่าหน้ากากใบนี้อาจไม่ได้เรียบง่ายกว่าที่คิด

            “เธอไม่ต้องให้ฉันไปด้วยจริงๆ เหรอ” เรเวนถามพลางละสายตาจากกล่องมาที่เออร์วินซึ่งตอนนี้เขาแต่งตัวเสร็จแล้ว และได้เปิดกล่องใบแรกเผยให้เห็นปืนกล่องพริกไทยสองกระบอกอยู่ในกล่อง

            “ผมไม่ต้องการให้ใครรู้ว่าผมเป็นใครแต่เวทย์ประจำตระกูลของพี่สาวมันเด่นสะดุดตามากเกินไปครับ”

            เออร์วินตอบก่อนจะหยิบปืนกล่องพริกไทยในกล่องขึ้นมาทำการเช็คกระสุน เรเวนมองปืนกล่องพริกไทยนั้นด้วยความฉงนตอนแรกเธอคิดว่าเป็นปืนแบบเดียวกับของคนแคระแต่เธอพบว่ามันมีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงโดยเฉพาะในเรื่องความซับซ้อนจึงอดถามไม่ได้ว่า

            “นี่คือ?”

            อาวุธตอบพลางหยิบปืนกล่องพริกไทยอีกกระบอกขึ้นมาเช็คกระสุน

            “อาวุธที่ช่วยในการย่นระยะห่างระหว่างคนที่มีพลังเวทย์สูงกับคนที่มีพลังเวทย์ต่ำครับ ด้วยเจ้าสิ่งนี้แม้จะเป็นคนที่มีพลังเวทย์ด้อยกว่าแต่ก็สามารถสังหารคนที่มีพลังเวทย์สูงกว่าได้อย่างไม่ยากเย็น”

            คำตอบของเออร์วินทำให้เรเวนจ้องมองปืนกล่องพริกไทยด้วยความสงสัยยิ่งกว่าเดิม

            “เป็นอาร์ติแฟกต์หรืออุปกรณ์เวทย์มนต์?”

            เออร์ตอบพลางเปิดกล่องที่สองแล้วหยิบปืนกล่องพริกไทยออกมาเช็คกระสุน

            “ไม่ใช่ทั้งสองอย่างครับ” เออร์วินรู้ว่าเธอจะถามอะไรเขาอีกจึงถามกลับไปว่า “พี่สาวยังจำที่ผมบอกได้ไหมครับเรื่องวิทยาศาสตร์น่ะ”

            เรเวนพยักหน้าตอบ

            “จำได้”

            เออร์วินชูปืนกล่องพริกไทยขึ้นมา

            “เจ้านี่ก็เป็นผลผลิตจากวิทยาศาสตร์ที่ว่านั่นแหละครับ”

            เรเวนนิ่งไปทันทีเพราะเรื่องแบบนี้เป็นสิ่งที่เธอไม่เคยเจอหรือได้ยินมาก่อน เออร์วินเปิดกล่องใบที่สามขึ้นข้างในนั้นยังมีปืนกล่องพริกไทยอีกสองกระบอก เออร์วินหยิบปืนกล่องพริกไทยขึ้นมาเช็คกระสุนพลางพูดว่า

            “เพียงแต่ว่าสิ่งของที่ผมกำลังจะไปเอานั้นเป็นสิ่งที่เหนือว่าของพวกนี้อีกครับและแน่นอนว่ามันเป็นผลผลิตทางวิทยาศาสตร์ด้วยเช่นกัน”

            เมื่อเช็คกระสุนเสร็จเออร์วินก็เก็บปืนกล่องพริกไทยลงบนซองหนังแต่ละที่บนร่างกาย ที่เอวซ้ายขวาข้างละหนึ่งกระบอก ที่หน้าอกสองกระบอก และที่เอวด้านหลังอีกสองกระบอก เสร็จแล้วเขาก็เดินไปที่หน้าต่างก่อนจะเปิดมันออก

            “เดี๋ยวผมจะกลับมาก่อนรุ่งสางนะครับพี่สาว”

            เออร์วินตอบเพียงเท่านี้และก็พุ่งออกไปทันทีทิ้งเรเวนไว้อย่านั้น สักพักประตูก็เปิดออกเป็นลิลิธเดินเข้าห้องมาเธอมองไปที่เตียงตามได้หน้าต่างที่เปิดอ้าก่อนจะพูดว่า

            “ออกไปข้างนอกอีกแล้วเหรอเด็กคนนั้น”

             

            เออร์วินจากที่เออร์วินปีนออกมามาทางหน้าต่างก็พบกับเรื่องประหลาดขึ้นอย่างหนึ่ง ทหารองครักษ์ที่เดินตรวจตราบริเวณปราสาทดูจะหนาแน่นและรัดกุมขึ้นกว่าคราวก่อนเสียอีก

            ‘นี่มันเรื่องอะไรกัน’

            เออร์วินพูดในใจเพราะเขาจำได้ว่าครั้งสุดท้ายที่เขาออกไปล่าค่าหัวทหารองครักษ์ที่เดินตรวจตรายามค่ำคืนไม่ได้เยอะขนาดนี้ แต่นั่นก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคเขาใช้วิธีเดินหลบรอดตามจุดอัปสายตาและเงามืดออกมาจนพ้นเขคปราสาท ทว่าเมื่อเขามาโผล่ในเขตขุนนางกลับต้องอึ้งรอบสองเมื่อพบว่าภายในเขตนี้ก็มีเหล่าทหารและอัศวินตรวจตราอยู่เยอะผิดปกติ คราวนี้เออร์วินเริ่มรู้สึกแล้วว่าจะต้องมีอะไรแน่ แต่นั่นก็ไม่ได้ขัดขวางเขาไม่ให้ออกไปได้เออร์วินใช้ทักษะเดิมนั่นคืออาศัยจุดบอดสายตาและเงามืดตามที่ต่างๆ ออกจากเขตขุนนางได้สำเร็จ จนมาโผล่ที่ชั้นสองของเมืองไพร์ล็อกได้อย่างไม่ยากเย็น

            เมื่อมาโผล่ที่ชั้นนี้เออร์วินกลับแทบอยากจะบ้าเพราะที่ชั้นนี้ก็ไม่ต่างจากสองสถานที่ก่อนหน้า คือเต็มไปด้วยทหารมากมายเดินตรวจตรา เออร์วินรู้สึกสงสัยว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ทำไมวันนี้ถึงมีการเดินตรวจตรามากผิดปกติ ขณะที่เออร์วินกำลังสงสัยอยู่นั้นเขาก็รู้สึกได้เหมือนมีคนกำลังเดินมาจึงรีบหลบเข้ามุมมืดในบริเวณนั้น สักพักก็มีทหารสองคนเดินคู่กันมาทหารคนหนึ่งพูดขึ้น

            “เฮ้ยนี่เราจะต้องเดินตรวจตราแบบนี้ไปอีกกี่วันฟะเนี่ย”

            “ไม่รู้ดิแต่คงอีกไม่นานหรอกมั้ง” ทหารอีกคนพูดขึ้น

            “ให้มันจริงเหอะนี่พวกเราเพิ่มการเดินตรวจตราแบบนี้มาได้จะสองอาทิตย์แล้วนะ”

            แล้วทหารสองคนนั้นก็เดินจากไปทิ้งความมึนงงไว้ให้กับเออร์วิน

            ‘อะไรนะสองอาทิตย์มีการเพิ่มการเดินตรวจตราแบบนี้มาสองอาทิตย์ นี่มันเกิดอะไรขึ้นโดยที่เราไม่รู้กันเนี่ย’

            แม้ว่าจะรู้สึกสงสัยแต่เขาก็เลือกที่จะปล่อยวางเรื่องนี้เอาไว้ก่อนแล้วให้ความสำคัญกับการไปเอาชิ้นส่วนปืนลูกโม่เป็นอันดับแรก เออร์วินใช้วิธีเดิมหลบซ่อนตามมุมมืดเคลื่อนไหวในจุดอับสายตาออกจากเขตชั้นสองผ่านชั้นที่สามที่เป็นเขตที่อยู่อาศัยของชาวเมืองพบว่าชั้นนี้แม้มีการเพิ่มคนเดินตรวจตราแต่ไม่หนาแน่นเท่ากับสองชั้นก่อนคาดว่าเพราะไม่ต้องการก่อให้เกิดความแตกตื่น เขายังคงใช้วิธีเดิมหลบรอดมาจนถึงประตูทางเข้าเมืองที่แน่นอนว่าต้องปิดสนิท ทว่าเขาพบว่าบริเวณนี้กลับมีทหารอออยู่เต็มไปหมดดูๆ แล้วน่าจะราวๆสามสิบคนได้ เออร์วินมองฝ่าความมืดไปพบเห็นคนคุ้นเคยอยู่ท่ามกลางคนเหล่านั้น

            ชายในชุดเกราะในมือถือหอกหนึ่งเล่มหันหลังให้ประตูเมืองสายตาทอดมองไปเขตชุมชน

            “ออกัสเขามาทำอะไรที่นี่?”

            เออร์วินรู้สึกสงสัยเพราะจากทิศทางการเฝ้าระวังของออกัสคล้ายกับว่าเขาระวังไม่ให้มีสิ่งใดออกไปจากเมืองไพร์ล็อกได้แทนที่จะเป็นการระวังไม่ให้มีสิ่งใดเข้ามา เออร์วินสงสัยเป็นอย่างยิ่งว่าตกลงแล้วเขาตกหล่นอะไรไปกันแน่ มีเรื่องอะไรเกิดขึ้นในเมืองที่เขาไม่รู้หรือไม่

            เขาตัดสินใจเดี๋ยวพรุ่งนี้จะลองถามพ่อดูแต่ตอนนี้สิ่งที่เขาต้องทำก็คือการหาวิธีฝ่าคนพวกนี้ออกไปนอกเมือง ซึ่งนั่นไม่ใช่เรื่องยากสำหรับเขาเออร์วินหลบเข้าไปในมุมมืดหาที่กำบังก่อนหยิบปะทัดกับระเบิดควันออกมาขากถุงมิติเทียมก่อนจะทำการจุดไฟที่ปะทัดแล้วเหวี่ยงปะทัดไปอีกทางหนึ่งจากนั้นก็รอเวลา

            ไม่เกินอึดใจเสียงปะทัดก็ดังขึ้นจากทิศทางที่เขาปาไป ออกัสรีบหันไปมองทางทิศนั้นทันทีก่อนจะออกคำสั่งให้ทหารแปดคนตามเขาไปส่วนที่เหลือให้เฝ้าประตูเมืองไว้ เสร็จแล้วก็พุ่งไปยังทิศทางที่เสียงปะทัดดังขึ้นทันที เมื่อออกัสจากไปแล้วก็มีลูกกลมสามสี่ลูกกลิ้งมาที่เท้าของพวกทหาร ขณะที่พวกทหารกำลังสงสัยว่ามันคืออะไรลูกกลมเหล่านั้นก็ปล่อยควันออกมาอย่างรวดเร็ว พริบตาเดียวบริเวณนั้นก็เต็มไปด้วยควันบดบังทัศนะวิสัยของเหล่าทหารไปจนหมดสิ้น

            ด้านออกัสที่รับพุ่งมาตรงตำแหน่งที่มีเสียงดังขึ้นกลับไม่พบอะไรนอกจากคราบเขม่าสีดำ เศษกระดาษสีแดงบนพื้นและกลิ่นไหม้ ชาวเมืองที่อาศัยอยู่ในบริเวณนั้นต่างก็ตกใจตื่นแล้วพากันเปิดหน้าต่างดูด้วยความสงสัยและหวาดกลัว ออกัสไม่สนใจชาวเมืองเขามองเศษกระดาษสีแดงเหล่านั้นก่อนจะครุ่นคิดอะไรได้บางอย่างจึงรีบพุ่งกลับไปที่ประตูเมืองพบว่าตอนนี้เต็มไปด้วยควัน พริบตานั้นเขาคล้ายเข้าใจในอะไรบางอย่าง

            ออกัสมองภาพเหล่านั้นด้วยใบหน้าที่ซีดเซียวเหงื่อเริ่มผุดขึ้นบนหน้าผาก เสียงของไลลาดังขึ้นจากด้านหลังเขา

            “ออกัสเกิดอะไรขึ้น?”

            ออกัสตอบโดยไม่หันกลับไปมองเธอด้วยว่า

            “เจ้าชายหนีออกไปจากเมืองได้แล้ว”

            “อะไรนะ” ไลลาร้องขึ้นด้วยความตกตะลึง

             

            เออร์วินที่หลังจากใช้ควันอำพรางก็เข้าไปที่ประตูเมืองก่อนจะทำการปีนข้ามประตูออกไป จากนั้นก็วิ่งข้ามสะพานที่ใช้ข้ามแม่น้ำซิลเวอร์ริลที่เป็นปราการธรรมชาติจนไปโผล่ที่ทุ่งหญ้า เออร์วินยืดเส้นยืดสายเล็กน้อยก่อนจะทำการเคลื่อนย้ายมานาไปตามการใช้วิชาย่างก้าวเงาภูติแล้วก็มุ่งหน้าไปยังป้อมปรากรแอสทราวินอย่างรวดเร็ว เขาวิ่งฝ่าความมืดในป่าใหญ่ด้วยความคุ้นเคย

            อีมุมหนึ่งภายในป่าเอ็นวี่กำลังนอนพิงต้นไม้ต้นหนึ่งด้วยความเบื่อหน่าย ในขณะที่ริคกลับนั่งยองๆ บนยอดต้นไม้ใหญ่อีกต้นหนึ่งสายตาของริคสอดส่ายไปมาคล้ายกับว่ากำลังมองหาอะไรบางอย่าง จนกระทั่งสายตาของเขาสะดุดเข้ากับสิ่งๆ หนึ่งที่อยู่ไกลออกไป ม่านตาขยายแล้วโฟกัสไปที่สิ่งๆ นั้น พบว่าเป็นคนร่างเล็กที่เคลื่อนที่ได้อย่างรวดเร็ว ตามตัวของเขาถูกติดไว้ด้วยอาวุธรูปร่างประหลาด ริคที่เห็นดังนั้นจึงรีบร้องว่า

            “เจอตัวแล้ว!!!”

            เอ็นวี่ที่ดูท่าทางเบื่อหน่ายมาจนถึงเมื่อครู่รีบสะดุ้งโหยงทวนคำของริคทันที

            “เจอตัวแล้ว?”

            ริคพยักหน้าแต่กำลังจะพูดว่าให้รีบไปก็มีคนกลุ่มหนึ่งเดินมาทางนี้ เขาก้มลงมองพบว่ามีทั้งหมดสี่คน คนที่ดูน่าจะเป็นหัวหน้าเป็นดูกำยำล่ำสันที่สุด ศีรษะล้านเลี่ยนทั้งตัวมีแต่รอยบาดแผลที่ด้านหลังของเขาสะพายขวานขนาดยักษ์ ริคตั้งใจจะบอกเอ็นวี่ให้ไม่ต้องสนใจคนกลุ่มนี้แต่เหมือนว่าอีกฝ่ายจะไม่ได้คิดแบบนั้น แกเร็ทเงยหน้ามองริคกับเอ็นวี่บนต้นไม้ก่อนถามว่า

            “เฮ่ยพวกแกน่ะคืนไอ้พวกที่ออกล่าพวกนักล่าค่าหัวอยู่ตอนนี้ใช่มั้ย?”

            ริคไม่ตอบอะไรกลับเป็นเอ็นวี่ที่พูดว่า

            “เออเป็นพวกตูเองแต่ตอนนี้พวกตูไม่ได้มีธุระอะไรกับพวกเอ็งแล้วว่ะเพราะงั้นจะไปไหนก็ไปซะ”

            เอ็นวี่พูดจบก็มีปีกขนาดใหญ่งอกออกมาจากหลังของริคและเตรียมจะพุ่งไปทางที่คนในชุดดำคนนั้นโดยที่มีเอ็นวี่ตามเขามาอีกทีหนึ่ง

            แต่ก่อนที่สองคนนั้นจะได้ทำอะไรแกเร็ทหยิบขวานยักษ์ที่สะพายไว้ข้างหลังแล้วฟาดใส่ต้นไม้ที่เอ็นวี่อยู่พร้อมกับบอกว่า

            “ในเมื่อเป็นพวกแกก็อยู่คุยกันหน่อยสิฟะ”

            ขวานขนาดยักษ์ที่ควารจะหนักและช้าแต่กลับถูกฟาดอย่างรวดเร็ว ทันทีที่คมของขวานฟาดถูกต้นไม้ก็เกิดระบิดขึ้น โคนต้นไม้แหลกเป็นผุยผงส่งผลให้ส่วนที่เหลือของต้นไม้ล้มลงกับพื้นรวมทั้งตัวเอ็นวี่ด้วย ซึ่งริคที่ตอนนี้ลอยอยู่กลางอากาศด้วยปีกขนาดใหญ่กลับไม่ได้มีท่าทีสนใจเอ็นวี่เพราะเขารู้ว่าแค่นี้ทำอะไรเอ็นวี่ไม่ได้ เขาจึงหันไปถามแกเร็ทว่า

            “พวกแกต้องการอะไรกันแน่”

            แกเร็มตอบว่า

            “ตอนนี้ทางสมาพันธ์นักล่าค่าหัวได้ตั้งค่าหัวของพวกแกคนละ 25 เหรียญทอง สองคนรวมกันก็เป็น 50 เหรียญทอง เท่านี้แกคงรู้แล้วใช่มั้ยว่าพวกเราต้องการอะไร”

            ริคเหลือบมองแกเร็ทแล้วไม่ตอบคำสำหรับเขาแล้วพวกนี้ก็แค่คนโง่รนหาที่ตาย กลับเป็นเอ็นวี่ที่พูดจากซากต้นไม้ว่า

            “ริคไอ้พวกนี้ให้ฉันจัดการเองนายไปจับตัวเป้าหมายแล้วเอาของสิ่งนั้นมาก็พอ”

            ริคที่ได้ฟังก็เตรียมจะพุ่งไปออกไปแต่กลับต้องชะงักเมื่อมีอะไรบางอย่างพุ่งผ่านหน้าเขาไปพอมองดูพวกแกเร็ทพบว่าหนึ่งในนั้นถือคันธนูหันมาที่ตน มือธนูคนนั้นยิ้มให้ริคก่อนจะพูดว่า

            “จะรีบไปไหนกันเล่าค่าหัว 25 เหรียญทอง”

            ริครู้ได้ทันทีว่าคนพวกนี้คงไม่ยอมปล่อยพวกตนไปง่ายๆ แน่ สักพักก็มีคนหนึ่งเดินเข้ามาเขาใส่เกราะทั้งตัวโดยที่ตัวเกราะถูกสลักไว้ด้วยอักขระอยู่ทั่วเกราะ เมื่อเขาโผล่หน้าออกมาก็อุทานทันที

            “โอ๊ะโอมีคนเจอเป้าหมายก่อนหรือนี่แถมยังเป็นแกเร็ทคนดังซะด้วย”

            แกเร็ทพูดอย่างไม่พอใจว่า

            “เฮ่ย ข้าเจอมันก่อนวะเฟ้ยแกน่ะอยู่เฉยๆ ไป”

            คนใส่เกราะพูดว่า

            “มันไม่สำคัญหรอกว่าใครเจอมันก่อนแต่มันสำคัญว่าใครจะฆ่ามันได้ต่างหาก”

            แกเร็ทจ้องมองไปที่คนใส่เกราะอีกฝ่ายก็จ้องมองเขาตอบอย่างไม่เกรงกลัว เสียงของสตรีนางหนึ่งดังผ่านป่ามาทันที

            “อุ๊ยตายพวกผู้ชายนี่ร้อนแรงกันจังเลยนะเอายังงี้สิทั้งสองคนไปคุยกันพักหนึ่งก่อนเดี๋ยวฉันจะอยู่คุยกับหนุ่มๆ สองคนนั้นเอง”

            แกเร็ทกับคนในชุดเกราะพูดพร้อมกันในทันที

            “ “ฝันไปเหอะ” ”

            ร่างสตรีร่างหนึ่งโผล่ออกมาเธอเป็นผู้หญิงที่ดูแล้วอายุน่าจะยังอยู่ในเกณฑ์ยี่สิบต้นๆ ใบหน้าดูเย้ายวนเปี่ยมเสน่ห์ ในขวาของเธอถือคทาด้ามยาวที่ดูคล้ายเถาวัลย์ ด้านหลังของเธอเดินตามด้วยเด็กผู้หญิงสองคนที่มีอายุไล่เลี่ยกันซึ่งไม่น่าจะถึง 20 ปี สตรีที่ถือคทาด้ามยาวถอนหายใจเล็กน้อยก่อนจะพูดว่า

            “งั้นคงต้องมาดูกันแล้วล่ะว่าใครจะได้ค่าหัวของคนๆ นี้ไป”

            พูดจบเธอก็ปักคทาลงกับพื้นก่อนจะมีวงแหวนเวทย์มนต์โผล่ที่พื้นของของหญิงสาวทั้งสามคน เอ็นวี่พุ่งขึ้นมาจากซากเศษไม้กวาดสายตาที่คล้ายอสูรพิษไล่มองทีละคน ริคที่ยังคงลอยอยู่กลางอากาศต้องการจับตัวเป้าหมายให้ได้ก่อนที่อีกฝ่ายจะเข้าไปในป้อมปราการแอสทราวิน เพราะเขาไม่ต้องการให้พวกศาสนจักรได้ตัวเป้าหมายไปซึ่งเสี่ยงต่อการที่พวกเขาอาจต้องเข้าปะทะกับพวกศาสนจักรเพื่อชิงตัวอีกฝ่ายมา

            “เอ็นวี่ดึงพวกนี้ไว้ที”

            “ไม่มีปัญหา” เอ็นวี่พูดออกมาพร้อมกับกลายแขวนขวาเป็นงูแล้วพุ่งเข้าใส่แกเร็ท ซึ่งแกเร็ทกลับไม่ได้มีความคิดที่จะหลบแต่อย่างใด เขาเหวี่ยงขวานยักษ์ใส่หัวงูที่พุ่งเข้ามาทันที่หัวงูกับคมขวานยักษ์เข้าปะทะกันก็เกิดแรงระเบิดขึ้นทันที

             

            เออร์วินที่กำลังใช้ย่างก้าวเงาภูติพุ่งไปที่ทางป้อมปราการแอสทราวินอย่างสุดกำลังได้ยินเสียงระเบิดดังขึ้นเป็นครั้งที่สองแต่เขาไม่สนใจ เพราะในตอนนี้สิ่งที่เข้าต้องทำก็คือรีบไปรับชิ้นส่วนปืนลูกโม่มาจากแกรี่แล้วรีบหากลับไปที่เมืองไพร์ล้อกโดยที่ต้องไม่มีใครติดตามเขากลับไป แต่เออร์วินก็รู้ว่านั่นคงเป็นไปได้ยากเพราะการที่ศาสนจักรส่งคนมาด้วยตัวเองกับคนอีกกลุ่มที่ฆ่าคนไปมากมายเพียงเพื่อความหาตัวเขาไม่มีทางยอมปล่อยเขาไปง่ายๆ แน่ แต่เพราะเขามีข้อมูลเกี่ยวกับคนพวกนี้น้อยเกินไป จึงทำได้แต่แค่ระวังตัวให้มากที่สุดแล้วเตรียมรับมือกับทุกสถานการณ์ที่เกิดขึ้น

            ขณะที่เออร์วินกำลังวิ่งสุดชีวิตอยู่นั้นสัญชาตญาณระวังภัยของเขาก็คล้ายสัมผัสอะไรได้ เขาหยุดวิ่งหันไปมองทางทิศที่เกิดการระเบิดสองครั้งนั้น แต่สายตาของเขากลับจ้องมองบนท้องฟ้าคล้ายกำลังมองเห็นอะไรบางอย่าง มือทั้งสองก็เตรียมอยู่ที่ปืนกล่องพริกไทยตรงเอวซ้ายขวา เขาอยู่ในท่านั้นนิ่งไม่กระดุกกระดิกจนพบว่าบนท้องฟ้าในยามราตรีนั้นมีจุดๆ หนึ่ง ซึ่งจุดๆ นั้นใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ บนพบว่ามันกำลังพุ่งมาทางเขาด้วยความรวดเร็ว เออร์วินเพ่งตามองจนเมื่อจุดนั้นใกล้มากพาเขาจึงมองเห็นว่าที่พุ่งเข้ามาเป็นคนๆ หนึ่งที่มีปีกนกขนาดใหญ่บนหลัง คนเจตนาดีไม่มาแต่เมื่อมาก็เดาไว้ก่อนว่าต้องไม่มีเจตนาดี ไม่รอช้าเขาชักปืนกล่องพริกไทยสองกระบอกที่เอวออกมาแล้วเล็งไปที่อีกฝ่าย

            ริคอาศัยจังหวะที่พวกคนที่มาล่าค่าหัวก้มหลบแรงระเบิดรีบพุ่งเข้ามาหาเป้าหมายอย่างรวดเร็ว จนเมื่อเขาพบว่าเป้าหมายคนนี้กลับหยุดวิ่งเขาก็รู้สึกเอะใจแต่ก็ยังพุ่งเข้าไปเพราะเป้าหมายหยุดนิ่งนับว่าเป็นผลดีสำหรับคนที่ไล่ตาม จนเมื่อเขาเข้าใกล้มากพอกลับพบว่าอีกฝ่ายกำลังเล็งอาวุธประหลาดมาที่เขา ลางสังหรณ์ของริคร้องเตือนทันทีเขารีบขยับปีกขนาดใหญ่มาบังตัวเขาไว้จนมิดก่อนที่จะมีเสียงดัง ปัง! ปัง! ปัง! ปัง!

    คล้ายกับเรื่องอาวุธมนุษย์เกิดใหม่เป็นเจ้าชายขยะ ในโลกที่ตัดสินว่าเวทมนต์คือทุกสิ่ง ที่คุณอ่าน