... ตำหนักฮ่องเต้ ...
บุรุษหน้าตาเคร่งขรึม สวมชุดสีเหลืองดำดูสง่า นั่งอ่านฏีกาด้วยสีหน้าที่เรียบนิ่ง วันนี้เป็วันดีที่ทำให้บุรุษผู้สง่างามที่นั่งอยู่บนเก้าอี้อันโอ่อ่านั้นมีความสุขอย่างยิ่ง มู่หยางเดินตามหลังขันทีเข้าไปภายในตำหนัก
“ถวายบังคมฝ่าาพ่ะย่ะค่ะ” มือหนาสองข้างประสานกันแน่นทำความเคารพ เขารู้ดีว่าฮ่องเต้เรียกตนเข้าเฝ้าเพราะเหตุใด
“ฮูหยินเ้าเป็เยี่ยงไรบ้าง ? สุขภาพแข็งแรงดีหรือไม่? ”
คิ้วหนาขมวดชนกันแน่น ได้แต่สงสัยว่าทำไมฮ่องเต้ถึงทรงถามเช่นนั้น พระองค์ท่านไม่เคยสนใจฮูหยินของตนมิใช่รึ? มู่หยางพยายามปรับสีหน้าให้เป็ปกติก่อนจะเอ่ยบอกออกไป
“นางแข็งแรงดีพ่ะย่ะค่ะ”
“อย่างนั้นรึ ? หากเป็เช่นนั้นก็ดี ข้าอยากจะให้เ้าไปอยู่ที่เมืองเป่ยหลงหนึ่งเดือน”
ฮ่องเต้วางฏีกาในมือลงก่อนจะเดินลงไปหยุดอยู่ตรงหน้ามู่หยาง สายตาคมจ้องมองไม่กระพริบตา แต่แม่ทัพหนุ่มผู้นี้ยังคงเป็แม่ทัพที่เก็บซ่อนอาการในแววตาได้เป็อย่างดี มิอาจรู้ได้ว่าแม่ทัพมู่หยางผู้นี้กำลังคิดเช่นไรอยู่
“กระหม่อมน้อมรับคำบัญชาพ่ะย่ะค่ะ” มู่หยางเอ่ยยืนกรานเสียงดังฟังชัด เื่นี้เขาได้เสนอฮ่องเต้ในประชุมที่ท้องพระโรงไปแล้ว แต่ไม่คิดว่าพระองค์ท่านจะให้ตนไปอยู่ที่เมืองเป่ยหลงนานเช่นนั้น
“ดี เ้าสามารถพาฮูหยินของเ้าไปด้วยได้ ถือว่าไปพักผ่อนก็แล้วกัน เ้าไปออกรบที่ชายแดนนานหลายเดือนมิใช่รึ ? ถือว่านี่เป็โอกาสที่ดีที่พวกเ้าจะได้ใช้ชีวิตอยู่ด้วยกัน แต่เ้าอย่าลืมว่าเ้าไปที่เมืองเป่ยหลงเพราะอะไร”
“ขอบพระทัยฝ่าา กระหม่อมรู้พ่ะย่ะค่ะ” ภายในใจมู่หยางพลางครุ่นคิด ฮ่องเต้ไม่เคยสนใจชีวิตการเป็อยู่ของเหล่าขุนนางมาก่อน อยู่ๆ ก็มาสนใจชีวิตส่วนตัวของเขาเช่นนี้ พระองค์ท่านต้องมีแผนอะไรในหัวอยู่เป็แน่
“คนของข้าบอกว่าท่านอาจารย์ที่อยู่บนเขาได้ลงมาแล้ว ข้าคิดว่าอีกไม่นานบุตรของเย่วเล่อคงไปโผล่ที่เมืองเป่ยหลงเป็แน่ เ้าเฝ้าติดตามดูให้ดี”
“พ่ะย่ะค่ะ”
“เ้ากลับไปเตรียมตัวเถิด ดูแลฮูหยินเ้าให้ดีด้วย”
มู่หยางโค้งศรีษะทำความเคารพ ั์ตาคมชำเลืองมองไปที่หลังฉากกั้นก็เห็นเงาลับๆ ของใครคนหนึ่งหลบอยู่ก่อนจะหันกายเดินออกจากตำหนักไป สายตาลึกลับจ้องมองตามแผ่นหลังกว้างของมู่หยาง มุมปากผุดยิ้มสุดแสนจะชั่วร้ายแล้วหันไปบอกใครบางคนที่หลบอยู่หลังฉากกั้นออกมา
“ลู่หาน ถึงเวลาที่เ้าต้องไปทำหน้าที่ของเ้าแล้ว” บุรุษร่างบึกบึนเดินออกมาจากหลังฉากกั้น สายตาเหมือนดั่งปีศาจมองออกไปที่นอกตำหนัก ในใจแอบคิดว่า แม่ทัพหนุ่มผู้นั้นนะรึ ? ที่ชาวบ้านเลื่องลือว่าโหดนักหนา
“ฝ่าาทรงรับสั่งกระหม่อมมาได้เลยพ่ะย่ะค่ะ”
“หากเจอเป้าหมายแล้ว ! เ้าลงมือชิงหยกหงส์มาแล้วสังหารได้เลย!”
“น้อมรับคำสั่งพ่ะย่ะค่ะ” สิ้นประโยค บุรุษร่างบึกผู้นั้นก็ได้หายตัวไป ฮ่องเต้เดินกลับไปนั่งอ่านฏีกาเหมือนเดิม ก่อนจะสงเสียงหัวเราะออกมาอย่างชอบพระทัย
“หยกหงส์นั้นต้องเป็ของข้า ท่าเรือหม่าต้องตกอยู่ใต้อำนาจข้า ฮ่าฮ่าฮ่า ~”
หลายปีมานี้ ฮ่องเต้ได้จ้างสายลับที่มากฝีมือคอยตามหาหยกหงส์นั่น เื่นี้เงียบหายไปนานหลายปี แต่แล้ววันหนึ่ง สายลับที่จ้างไปก็ได้ข่าวมาว่าท่านอาจารย์อยู่บนยอดเขาที่ท่านหญิงหม่าเย่วเล่อได้ฝากหยกไว้ ได้ลงมาจากเขาแล้วตามหาคนๆ หนึ่ง คนๆ นั้นก็คือแม่ทัพมู่หยาง
ทว่าสายลับกลับบอกว่า ท่านอาจารย์ผู้นั้นได้ให้เพียงจดหมายฉบับหนึ่งแก่มู่หยาง ไม่ได้ให้หยกหงส์แก่เขา แต่เื่นี้ก็น่าสงสัย มู่หยางเป็แม่ทัพที่ชาญฉลาด วางกลยุทธ์รบศึกได้ชัยชนะกลับมาทุกครั้ง หากเื่นี้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับมู่หยาง อาจารย์ผู้นั้นคงไม่ตามหาเขาแน่นอน
เพราะเหตุนี้ ฮ่องเต้ถึงได้ส่งแม่ทัพมู่หยางไปที่เป่ยหลง เพื่อพิสูจน์ข้อข้องใจนี้ หากเขามิใช่บุตรของเย่วเล่อที่แฝงตัวมาก็ปล่อยผ่านไป หากมู่หยางคือบุตรของหม่าเย่วเล่อ เขาจะต้องจบชีวิตลง
มู่หยางเดินออกมาจากวังหลวงก็เห็นเหลียนเปายืนรอตนอยู่แล้ว มองช้ายแลขวาไม่เห็นผู้ใดจึงลากเหลียนเปาหลบมุมก่อนจะเอ่ยถามด้วยสีหน้าที่วิตกกังวล
“เ้าตามมาหาข้าถึงที่นี่มีเื่อันใดรึ ! ข้าบอกเ้าแล้วมิใช่รึว่าถ้าหากไม่มีเื่อันใดห้ามโผล่หน้ามาที่นี่!”
“ข้าน้อยขอประทานโทษ แต่เื่นี้สำคัญจริงๆ ที่ข้าน้อยต้องรีบมาบอกท่านแม่ทัพด้วยตัวเอง”
“มีเื่สำคัญอะไรรึ ? ” เสียงเข้มเอ่ยถาม คิ้วหนาชนกันแน่นด้วยความสงสัย
“ฮูหยินขอรับ ฮูหยินกำลังจะเดินทางไปที่เมืองเป่ยหลงขอรับ”
“เ้าว่ากระไรนะ ?!!!” มู่หยางแทบไม่อยากจะเชื่อหูตัวเอง นางจะเดินทางไปที่เมืองเป่ยหลงยามนี้อย่างนั้นรึ? ต้องเกี่ยวกับหยกหงส์นั้นเป็แน่
“หยงโห่วติดตามนางไปด้วยรึไม่ ? ” ั้แ่กลับมาจากเมืองเป่ยหลงในวันนั้น มู่หยางก็ได้บอกให้หยงโห่วคอยอยู่ติดตามและปกป้องนางอยู่ห่างๆ เื่ที่คนร้ายบุกเข้าไปที่จวนในวันนั้นเขาให้เหลียนเปาไปสืบมา คนร้ายคือคนของฮ่องเต้ หากไม่ได้ป้ายติดตัวของคนร้ายจากนาง เขาก็คงจะไม่รู้
“หยงโห่ว เนี่ยนจิน ตามฮูหยินไปด้วยขอรับ”
“ได้ เ้าไปดูเหล่าทหารกองกำลังของเราที่ยอดเขา ข้าจะไปอีกที่หนึ่งก่อน แล้วเราจะออกเดินทางไปที่เมืองเป่ยหลงกัน”
มู่หยางควบม้าไปที่ชานเมืองพบกับใครบางคน เขายังจำวันนั้นได้ดี วันที่ได้พบกับท่านอาจารย์ผู้นั้น เขาเคยได้ยินถึงชื่อเสียงของอาจารย์ท่านนี้มาบ้างแล้ว ท่านเป็อาจารย์ที่มากฝีมือ วรยุทธเป็หนึ่งไม่เป็สองรองใครและท่านก็มีวิชาหายตัวที่จับตัวได้ยาก วันนั้นท่านเอาจดหมายลับมาให้ตน
ท่านอาจารย์ผู้นั้นได้บอกกับตนว่า เดินทางไปอีกประมานห้าลี้จะพบกับฝนฟ้าคึกคะนอง ให้เขาหลบเข้าไปที่เรือนไม้เล็กหลังหนึ่ง พอเดินเข้าไปในเรือนเล็กนั่นหลบฝน ก็เห็นท่านอาจารย์นั่งรออยู่แล้ว ครานั้นท่านอาจารย์ถึงได้ยื่นหยกสีเขียวขุ่นมาให้เขา แล้วบอกว่าให้นำกลับไปให้ฮูหยินของตน
ตอนนั้น มู่หยางถึงได้หยิบเอาจดหมายลับออกมาอ่านดูจึงได้เดินทางไปที่เมืองเป่ยหลงพร้อมกับหยงโห่ว เมื่อรู้ว่าหยกหงส์นี้ทรงอำนาจเพียงใดและมีส่วนเกี่ยวข้องกับฮูหยินของตัวเอง เขาจึงได้สั่งให้เหลียนเปา ฝึกทหารกองกำลังลับกว่าหนึ่งหมื่นนายเตรียมตัวให้พร้อม หากฮ่องเต้รู้เื่นี้เมื่อใด หยู่ถงตกอยู่ในอันตรายเป็แน่
... เมืองเป่ยหลง ...
ฟ้าค่อนมืด หยู่ถงก็ได้เดินทางมาถึงที่เมืองเป่ยหลงได้อย่างปลอดภัย ชาวเมืองที่นี่ดูร่ำรวยมีชีวิตที่ดีกว่าเมืองเจ้อเจียงนัก แต่ก็ไม่ได้ทำให้นางรู้สึกตื่นเต้นไปด้วยเลย เพราะที่นางมาที่นี่ก็เพื่อมาหาความจริงของหยกนั้น
เดินผ่านผู้คนต่างมองมาที่นางกันหมด หยู่ถงเลือกที่จะแต่งตัวปลอมเป็บุรุษเพื่อเดินทางมาที่นี่ นางไม่อยากให้ผู้ใดรู้ตัวตนที่แท้จริงของนาง บางทีอาจจะเป็เพราะความเคยชินจากยุคที่นางจากมา ทุกครั้งที่ต้องไปทำภาระกิจนางจะต้องแฝงตัว ปลอมตัวอยู่ทุกครั้ง
ในจดหมายลับบอกให้นางเอาหยกนั้นไปยืนยันตัวตน นั้นก็หมายความว่าคนที่จะยืนยันตัวตนนางได้ไม่เคยพบหน้านางมาก่อน เพื่อความแน่ใจ นางจะต้องปลอมเป็ผู้ชายให้แน่ใจเสียก่อนว่าจะไม่มีอันตรายใดๆ เกิดขึ้นกับตนอีก ได้เกิดใหม่ครานี้นางจะไม่ยอมตายอีกเป็แน่
มีเื่หนึ่งที่นางมั่นใจได้ นั่นก็คือ หากฮ่องเต้มีคำสั่งให้มู่หยางมาที่เมืองเป่ยหลง จะต้องเอี่ยวกับเื่หยกหงส์นี่แน่นอน และคนของฮ่องเต้ก็มีทั่วทุกที่ การปลอมตัวเป็ผู้ชายเป็วิธีที่ดีที่สุด หยู่ถงเดินเที่ยวชมเมืองไปเรื่อยๆ โดยมีหยงโห่วและเนี่ยนจินตามหลังมาด้วย
“ฮูหยินอยากจะพักที่ไหนหรือเ้าคะ ? ” เนี่ยนจินเอ่ยถามเพราะเดินตามมานานไม่เห็นฮูหยินเอ่ยว่าอะไรมีแต่เดินสำรวจดูตลอดทาง
“ที่นี่เรือนพักที่ไหนดีรึ ? ขอที่พักที่ใกล้กับสกุลหม่านะ”
เนี่ยนจินมองหน้านางอย่างงงๆ ไม่รู้ว่าเพราะเหตุอันใดฮูหยินของตนถึงอยากพักใกล้ๆ สกุลหม่า เนี่ยนจินครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง กำลังจะเอ่ยบอกนางออกไป หยงโห่วที่เดินอยู่ข้างๆ ก็ได้เอ่ยตัดหน้าเสียก่อน
“ข้าน้อยรู้จักที่หนึ่ง ที่นั่นใกล้กับจวนสกุลหม่าไม่ไกลมากขอรับ”
หยู่ถงหันไปมองหยงโห่วด้วยแววตาที่สงสัย ในั์ตาของหยงโห่วเป็ประกายเหมือนคนกำลังมีความรัก ที่นั่นต้องเป็ที่ที่ท่านแม่ทัพกับเขาเคยพักมาก่อนแน่เลย มิอย่างนั้นหยงโห่วคงไม่รู้ว่าที่นั่นอยู่ที่ใด
“ที่ที่เ้าเคยพักกับท่านแม่ทัพใช่หรือไม่ ? ”
“ขอรับ” หยงโห่วเอ่ยตอบอย่างไม่ต้องคิด หยู่ถงคิดอยู่สักพัก ริมฝีปากเรียวบางผุดยิ้มอย่างมีเลศนัย
“ได้ เราจะไปพักที่นั่นกัน” หยงโห่วคลี่ยิ้มอย่างดีใจก่อนจะเดินนำทางไปที่เรือนพักนั่น
ระหว่างทาง หยู่ถงก็ได้เดินไปส่งเนี่ยนจินที่เรือนของนาง หลายปีแล้วที่เนี่ยนจินจากบ้านเกิดไปที่เมืองเจ้อเจียงไม่ได้มีโอกาสได้กลับมาเยี่ยมครอบครัวเลย นางมีพี่สาวอยู่คนหนึ่งแต่เสียไปเมื่อปีที่แล้ว พ่อกับแม่ไม่กล้าส่งจดหมายไปบอกเพราะกลัวว่าหากท่านแม่ทัพรู้จะลงโทษนางได้
เห็นเช่นนั้น หยู่ถงจึงได้มองเงินให้กับเนี่ยนจินไปสองร้อยตำลึง ให้นางอยู่ดูแลพ่อกับแม่ระหว่างที่นางพักอยู่ที่นี่ เมื่อบอกลาพวกท่านทั้งสอง หยู่ถงก็ได้เดินตามหยงโห่วไปที่เรือนพักนั่นต่อ ทว่าครู่นั้น บังเอิญเกิดหิวขึ้นมานางจึงได้ชวนหยงโห่วไปหาอะไรทานที่โรงเตี๊ยม
ทันทีที่เดินเข้าไปข้างใน บรรยากาศทำให้หยู่ถงประหลาดใจไม่น้อย ที่แห่งนี้ผู้คนพลุกพล่านไปมา ข้างในหรูหราไม่ต่างจากที่เที่ยวในยุคปัจจุบัน เดินหาโต๊ะอยู่นานกว่าจะเจอ หยู่ถงเดินไปนั่งที่โต๊ะ สายตามองสำรวจดูรอบๆ ที่นี่ดูเจริญกว่าที่เมืองเจ้อเจียงจริงๆ ไม่แปลกใจที่จะเป็เมืองสำคัญทางด้านการค้า
“นี่คือผู้หญิงของข้าโว้ย! เ้ากล้าดีอย่างไรมายุ่งกับผู้หญิงของข้า!”
“ใช่ๆ! กล้าดีอย่างไรมายุ่งกับผู้หญิงของหัวหน้าเรา! อยากตายนักใช่ไหม?!”
เสียงดังเอะอะโวยวายอยู่ไม่ไกล หยู่ถงหันไปมองจึงเห็นกลุ่มผู้ชายกลุ่มหนึ่งกำลังหาเื่บุรุษร่างสูงโปร่งผู้หนึ่ง อยู่ มองดูแล้ว บุรุษผู้นั้นช่างดูดีสง่ากว่าบุรุษทั่วไปเสียจริง ผมดำยาวสลวย ส่วมชุดสีขาวดูสะอาดตายิ่ง ใบหน้าเกลี้ยงเกลาเหมือนดูแลมาเป็อย่างดี จมูกโด่งเป็สันได้รูป ริมฝีปากอวบราวกับริมฝีปากสตรี บุรุษผู้นี้ช่างหน้าตาดีเสียจริง
หยู่ถงนั่งติดตามดูสถานการณ์อยู่ไม่ห่าง เห็นเขาไม่ยอมสู้เอาแต่เงียบและถูกกระทำอยู่ฝ่ายเดียว คิ้วบางจึงขมวดชนกันอย่างสงสัย เขาเป็บ้าอะไร กลัวหรืออย่างไร ? หยู่ถงเห็นแล้วหงุดหงิดจึงลุกเดินไป
“ฮูหยินจะไปไหนหรือขอรับ ? ” หยงโห่วเดินไปดักหน้าเอ่ยถามอย่างสงสัย ยิ่งทำให้นางหงุดหงิดกว่าเดิม
“อย่าเรียกข้าว่าฮูหยินตราบใดที่เรายังอยู่ที่นี่ ข้าบอกให้เ้าเรียกข้าว่าอย่างไร ลืมไปแล้วรึ ? ”
“ขอประทานโทษขอรับ คุณชายหยู่”
“ดี หลีกไป ข้าจะไปช่วยบุรุษผู้นั้น” หยู่ถงเอ่ยจบก็ผลักหยงโห่วหลบไปอีกทาง ก่อนจะเดินดุ่มๆ ไปหยุดอยู่ข้างๆ บุรุษผู้นั้น
“นี่ ที่นี่ไม่ใช่ตลาดนะ!!! ที่จะยืนด่ากันฉอดๆ แบบนี้!!!”
การปรากฏตัวของหยู่ถง ทำให้สายตานับร้อยจ้องมองมาที่นางกันหมด คนที่ดูประหลาดใจที่สุดน่าจะเป็บุรุษที่ยืนอยู่ข้างนางในยามนี้ ั์ตาดำขลับมองไปที่หยู่ถงอย่างอึ้งๆ ดวงตาคู่สวยของหยู่ถงทำให้เขามิอาจละสายตาจากนางได้ จมูกโด่งเรียว ริมฝีปากบางอมชมพู ใบหน้าขาวเนียนผ่อง คิ้วบางโก่งสวยเหมือนคันศร ทำให้ใจของเขาถึงกับเต้นแรงรัวเร็ว
ั์ตาคมกวาดมองดูหยู่ถงั้แ่ศรีษะจรดเท้า ไม่อยากจะเชื่อบุรุษที่อยู่ตรงหน้าตนจะมีใบหน้าสวยหวานเหมือนสตรีเช่นนี้ มองสังเกตุดูที่คอขาวเนียนของนางอีกครั้ง ริมฝีปากหนาจึงยักโค้งเล็กน้อย ชายที่หาเื่เขาผู้นั้นกำหมัดยกขึ้นสูงคล้ายกับกำลังจะต่อยไปที่ใบหน้าเรียวสวยนั้น เขาก็รีบจับมือของชายผู้นั้นไว้ค้างกลางอากาศทันที