ั้แ่วันนั้นจนถึงวันนี้ม่านหลงก็ไม่ได้ยินเสียงของหน่วยลับคนนี้เลย
น่าแปลกมากไม่ว่าม่านหลงจะชวนคุยอะไรอีกฝ่ายก็แค่พยักหน้ารับหรือส่ายหน้าเท่านั้นไม่เคยตอบกลับอะไรม่านหลงเลย ตอนแรกเขานึกว่าอีกฝ่ายแค่เป็คนพูดน้อย ที่ไหนได้ไม่พูดเลยต่างหาก
หรือว่าจะไม่ชอบอยู่กับคนแก่กันนะ
ตลอดสามวันที่ผ่านมาหน่วยลับคนนี้ไม่พูดกับม่านหลงเลยแม้แต่เสียงถอนหายใจยังไม่มี ก่อนจะกลับม่านหลงก็มอบสารรายงานที่เขียนเอาไว้ให้เขาโค้งน้อยๆให้ม่านหลงแล้วเร้นกายหายจากไป รองประมุขเท้าเอวแม้แต่คำขอบคุณยังไม่มี นี่ม่านหลงเป็คนที่น่าเบื่อถึงขนาดนั้นเชียวหรือ?
รองประมุขมองไปรอบๆดูเหมือนว่าจะไม่ได้มีใครมาแอบติดตามเขาถึงม่านหลงจะร่วมงานกับหน่วยลับอยู่เป็ประจำแต่ใช่ว่าจะไม่ถูกจับตามองหากว่าม่านหลงได้เห็นหน้าค่าตาของหน่วยลับเขาก็จะถูกจับตามองเป็พิเศษเผื่อว่าวันไหนม่านหลงเกิดเปิดโปงตัวตนของหน่วยลับขึ้นมาจะได้ลอบสังหารเสียแต่อย่างว่าม่านหลงเป็ถึงรองประมุขที่สำคัญยังเป็คนที่ปฏิบัติตามกฎกับหน่วยลับอย่างเคร่งครัดหากจะมีใครสักคนมาจับตามองจะเป็เพราะอาจจะมีคนฉวยโอกาสตอนม่านหลงเผลอมาเอาข้อมูลหน่วยลับที่ม่านหลงมีก็เท่านั้น
ม่านหลงจะไปมีข้อมูลของหน่วยลับได้ยังไงเขาไม่เคยบันทึกข้อมูลของหน่วยลับไม่ว่าจะเป็การรักษาหรือพิษที่ให้ไปม่านหลงจดจำข้อมูลทั้งหมดเอาไว้ในหัวเพื่อไม่ให้มีหลักฐานใดๆที่จับต้องได้ดังนั้นพิษที่หน่วยลับได้ไป จำนวนหน่วยลับที่มารับพิษมีกี่คน หรือหน่วยลับาเ็เพราะพิษแบบไหนมาจึงมีเพียงม่านหลงที่รู้
ดังนั้นหากมีใครอยากจะได้ข้อมูลของหน่วยลับทางเดียวที่จะสืบได้จากคนนอกก็มีเพียงต้องพาตัวม่านหลงไปเท่านั้น
แล้วใครจะอยากลักพาตัวรองประมุขที่มีพญางูแฝดเป็เพื่อนคู่ใจกัน
แน่นอนว่าหลังจากการรักษาม่านหลงก็เอาสมุนไพรที่ยังเหลืออยู่ไปทิ้งแล้วเปลี่ยนจำนวนสมุนไพรทั้งหมดเพื่อไม่ให้มีคนรู้ว่าจำนวนของสมุนไพรที่ใช้ไปคือเท่าไหร่เพื่อไม่ให้มีคนคำนวณส่วนผสมของยาแก้ไปจนถึงชนิดของพิษได้
ม่านหลงทำแบบนี้เป็ประจำหากเขาต้องรักษาหน่วยลับหากสมุนไพรที่ใช้เป็ชนิดเดียวกันบ่อยจนเกินไปม่านหลงก็จะเปลี่ยนทั้งคลังเก็บสมุนไพรถึงมันจะยุ่งยากแต่ก็ยังดีกว่าให้คนมารู้สูตรแก้พิษและพิษของเขา
มันไม่คุ้มที่จะมีใครมาตายเพราะพิษของเขา
หลังจากที่ส่งหน่วยลับกลับไปแล้วม่านหลงก็กลับมาตรวจสอบเอกสารที่คนสนิทเอามาให้ตรวจดูส่วนใหญ่ก็เื่เดิมๆเหมือนที่ม่านหลงเคยเจอ อะไรที่ปล่อยผ่านได้เขาก็จะปล่อยผ่านอะไรที่ต้องแก้ไขด่วนม่านหลงก็จะรีบแก้ไขจนกระทั่งนึกขึ้นได้ว่าม่านหลงไม่ได้ออกไปข้างนอกสักสองเดือนได้แล้ว
ม่านหลงมีงานอดิเรกในการออกไปฟังเื่ราวต่างๆที่เมืองข้างนอกสองถึงสามเดือนครั้งถึงแม้เขาจะไม่ได้สนใจโลกภายนอกมากเท่าไหร่แต่จะไม่รู้อะไรไว้รับมือเหตุการณ์ฉุกเฉินเลยก็ไม่ได้เช่นกันดังนั้นจะมีสักวันในสองสามเดือนที่ม่านหลงจะเข้าไปในเมืองเพื่อดื่มชาและฟังเื่ราวต่างๆที่ลือกันที่โลกภายนอก
“ข้าไปด้วย” ม่านหลงทำหน้าเหมือนจะถามว่าจะตามไปด้วยทำไม
“ไม่”
“เกิดท่านไปเป็ลมในเมืองจะทำอย่างไรขอรับ”
“ใครจะไปเป็ลมในเมืองกันข้าไปดื่มชาไม่ได้ไปตากแดดตากลม” ทำไมเ้าเด็กคนนี้ถึงได้กลัวเขาเป็ลมนักหนาเขาไม่ได้เป็ลมบ่อยๆเสียหน่อย
“ไม่รู้แหละขอรับข้าไปด้วย”
“งั้นหรอกรึ”
เมื่อเป็เช่นนั้นวันต่อมาม่านหลงก็จัดการวางยาคนสนิทเสียนอนอยู่ที่เรือนนั่นแหละจะตามข้ามาทำไมกัน
การเดินทางออกจากพรรคมาจนถึงเมืองใช้เวลาไม่มากม่านหลงมาถึงใน่บ่ายแก่ๆของวันเพราะต้องจัดการงานที่พรรคให้เรียบร้อยเสียก่อนภายในเมืองไม่ได้แตกต่างจากเมื่อสองเดือนก่อนแผงขายอาหารภายในเมืองก็ยังคงมีแม่ค้าพ่อค้าเ้าประจำเปิดแผงขายอยู่
ม่านหลงแต่งกายเป็คนต่างเมืองสวมเสื้อผ้าธรรมดาและปราศจากเครื่องประดับเงินเช่นที่สวมใส่ทุกครั้งเมื่ออยู่ที่พรรคสาเหตุที่อู่ตู๋มักจะสวมเครื่องประดับเงินแล้วยังสวมั้แ่หัวจรดเท้าเป็เพราะเครื่องเงินสามารถตรวจสอบพิษได้การที่เครื่องเงินไม่เปลี่ยนสีเมื่ออยู่บนร่างกายนั่นหมายถึงร่างกายของพวกเขาปราศจากพิษเครื่องประดับเงินเ่าั้ไม่ได้มีไว้เพื่อความสวยงามแต่เพื่อบ่งบอกว่าร่างกายของพวกเขาปลอดภัยทั้งกับตัวเองและคนอื่น
แต่ทว่าคนนอกที่เห็นเครื่องเงินเหล่านี้กลับคิดว่าพวกมันล้ำค่าและพยายามที่จะจี้ปล้นคนของอู่ตู๋อยู่บ่อยๆแม้ว่าท้ายที่สุดโจรปล้นพวกนั้นจะกลายเป็ผู้ลองยาพิษในภายหลังก็ตาม
บางครั้งทางการก็เคลื่อนไหวช้ากว่าจะขยับตัวทำงานกันได้พวกเขาก็แค่ช่วยเหลือเล็กน้อยโดยการทำให้โจรพวกนี้หายไปเสียไม่มีอะไรเสียหายเสียหน่อย
ยามที่ม่านหลงมาเดินที่เมืองเขาจะแต่งตัวไม่ซ้ำกันบางครั้งก็มาจากเมืองทางเหนือ บางครั้งก็มาจากเมืองทางใต้และพยายามที่จะไม่เดินผ่านที่เดิมซ้ำๆเพราะอาจจะมีคนจำเขาได้ต้องยอมรับว่าถึงม่านหลงจะแก่แต่ทว่ารูปหน้าที่ยังเป็หนุ่มอยู่ทำให้เขากลายเป็จุดสนใจได้ง่ายดังนั้นในครั้งนี้ม่านหลงจึงสวมผ้าปิดหน้าผืนบางปิดั้แ่จมูกลงไปเพื่ออำพรางใบหน้า
ก็หวังว่ามันจะช่วยได้สักนิด
่บ่ายแก่ๆแบบนี้ยังไม่เป็ที่รวมพลของเหล่าคนเล่าเื่ดังนั้นในระหว่างที่รอม่านหลงก็เดินเล่นอยู่แถวๆนอกเมืองแวะตกปลาเป็เพื่อนท่านตาที่นั่งอยู่คนเดียวบอกเล่าเื่การเดินทางจากต่างเมืองให้ฟังแล้วได้ปลาย่างตัวโตๆมาเป็การตอบแทนหรือไม่ก็ไปล่าสัตว์แถวนั้นเป็เพื่อนนายพรานม่านหลงไม่ได้ทำแบบนี้บ่อยซึ่งสนุกมากทีเดียว
ก่อนหน้านี้ม่านหลงไม่เคยได้ออกมาที่ข้างนอกกว่าจะออกมาดูโลกภายนอกได้ก็กินเวลาไปยี่สิบปีเพราะเขาต้องคอยดูแลเด็กในพรรคที่ยังเป็เพียงเด็กเล็กไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ต้องคอยป้อนข้าวอาบน้ำจนเติบใหญ่ดูแลตัวเองได้ม่านหลงจึงได้เข้ามาในเมืองแต่พบว่าเวลายี่สิบปีเมืองเปลี่ยนไปมาก ม่านหลงรู้สึกงุนงงและปรับตัวไม่ถูกเพราะเขาอยู่ในพรรคนานเกินไปแล้วยังตัดขาดจากภายนอกนานถึงยี่สิบปีเขารู้สึกเหนื่อยที่จะต้องเข้าไปในเมืองดังนั้นเขาจึงเลือกที่จะเข้าเมืองเท่าที่จำเป็หรือไม่ก็มาเพราะมีเื่ให้ต้องจัดการ
บอกตามตรงว่าการเข้าเมืองแต่ละครั้งทำให้ม่านหลงหมดแรงเขาชอบที่จะอยู่ในพรรคไม่ออกไปไหนเสียมากกว่า
่หนึ่งม่านหลงก็ให้คนเข้ามาที่ในเมืองเพื่อฟังความเคลื่อนไหวของโลกภายนอกแต่มาทีไรเด็กพวกนั้นก็ไม่ได้สาระสำคัญกลับไปสักทีนานๆวันเข้าม่านหลงก็ทนไม่ไหวจึงเลือกที่จะมาฟังเื่ภายนอกด้วยตัวเองตอนแรกๆก็มีคนมาด้วยเพราะกลัวว่าม่านหลงจะหลงทางเพราะไม่ได้ออกพรรคมานานแต่เมื่อม่านหลงชินแล้วก็ไม่ได้ให้ใครตามมาด้วยอีกแต่ก็เลือกที่จะออกมาสองสามเดือนครั้ง เพราะถ้าหากมีเื่ใหญ่ที่เกี่ยวข้องกับแปดพรรคก็จะมีคนไปรายงานถึงที่เรือนของเขาเอง
หลังจากที่คิดว่าได้เวลาที่เหมาะสมแล้วม่านหลงก็กลับเข้าไปในเมืองภายในเมืองเริ่มจุดไฟให้ความสว่างแล้ว หอนางโลมโคมแดงต่างกำลังเรียกแขกมีบ้างที่เข้ามาหาม่านหลงแต่เขาก็ปฏิเสธสาวงามเ่าั้อย่างสุภาพแล้วบอกว่าหากวันหน้ามีโอกาสเขาจะแวะมาหาพวกนาง ่กลางคืนแบบนี้มันจะดีต่อตัวม่านหลงเองเพราะจะมีคนเห็นใบหน้าของเขาน้อยลงเขาไม่อยากจะสู้รบปรบมือกับคนที่คิดจะแอบสะกดรอยตามเขาเพราะเห็นใบหน้านี้
ถึงคนในพรรคมักจะพูดว่าม่านหลงแก่แล้วแต่อย่างที่เคยพูดว่าใบหน้าของม่านหลงนั้นยังคงอ่อนเยาว์ไม่ต่างจากชายหนุ่มที่อายุน้อยดังนั้นใครที่เห็นม่านหลงมักจะเข้าใจว่าเขาเป็คุณชายผู้มีเงินสักคนที่มาเดินเล่นในเมืองพวกโจรที่กระหายอยากจะได้ของมีค่าที่ม่านหลงมีก็มักจะแอบสะกดรอยตามม่านหลงมาเพื่อดักปล้นบางครั้งม่านหลงก็ไม่อยากจะยุ่งวุ่นวายกับพวกโจรก็จะยอมให้ของมีค่าไปแต่โดยดีแต่หากเขารำคาญใจขึ้นมาเขาก็จะลากตัวไปสั่งสอนนอกเมือง พอใจแล้วค่อยปล่อยตัวกลับมา
นอกจากนั้นภายนอกอาจจะลือกันว่าอู่ตู๋นั้นเป็เหมือนสถานที่ของหมอผี คุยกับิญญาหรือแม้กระทั่งเลี้ยงสัตว์ที่แปลกประหลาดเอาไว้ยังมีข่าวลือที่ว่าอู่ตู๋นั้นมีสมบัติมากมายซ่อนอยู่รวมถึงมีเซียนผู้วิเศษอาศัยอยู่ในนั้น จึงมีผู้คนมากมายที่พยายามจะเข้าไปในอาณาเขตของอู่ตู๋แต่รอบๆอู่ตู๋นั้นมีพญางูแฝดคอยดูแลอยู่ หากย่างกรายเข้ามาโดยไม่ได้รับอนุญาตก็จะกลายเป็อาหารอันโอชะของพญางูแฝดนั้นไป
ภายในเมืองตอนกลางคืนนั้นครึกครื้นตอนกลางวันที่ร้อนจึงมีคนมาเดินในเมืองอยู่น้อยยามตกกลางคืนที่ไร้ซึ่งแสงตะวันสาดส่องจึงมีคนมากมายมาเดินซื้อของในตลาดตลาดในเมืองมีทั้งกลางวันและกลางคืน ยามกลางคืนจะครึกครื้นเป็พิเศษม่านหลงเดินดูภายในตลาดพร้อมกับซื้อของสองสามอย่างและมุ่งตรงไปยังโรงเตี๊ยมเพื่อฟังเื่ราวต่างๆที่จะถูกแลกเปลี่ยนกันภายในนั้น
ภายในโรงเตี๊ยมมีนักเล่าเื่กำลังเล่าเื่เกี่ยวกับอะไรสักอย่างม่านหลงเลือกโต๊ะที่อยู่ในมุมหนึ่งของร้านจะได้ห่างจากสายตาผู้คนแล้วถอดผ้าปิดหน้าออกยกชาขึ้นจิบอย่างไม่เร่งรีบ หูก็ฟังสิ่งที่อยู่รอบๆว่ามีอะไรน่าสนใจดูเหมือนพักนี้ในเมืองจะสงบสุขดี เื่ที่พูดถึงกันก็เป็เื่การแต่งงานของประมุขแห่งอู่ตู๋และประมุขแห่งว่านฮวาพูดถึงเื่ที่ทั้งสองกำลังออกเดินทางท่องเที่ยวหลายคนก็บอกว่าได้เห็นขบวนแห่ของเ้าบ่าวด้วย
แต่ฟังไปได้ไม่ทันไรม่านหลงก็มีแขกมาเยี่ยมเยือนถึงโต๊ะเสียแล้ว
“คุณชายนั่งกินข้าวคนเดียวไม่เหงาหรอกรึ?” ม่านหลงไม่ได้ตอบกลับทั้งๆที่คิดว่าเลือกโต๊ะที่อยู่มุมสุดแล้วจะไม่มีคนมายุ่งวุ่นวายกับเขาเสียอีก
“ไม่ตอบรึ” อีกฝ่ายนั่งลง ม่านหลงไม่ได้สนใจคนที่เพิ่งมาใหม่พลางคีบของกินเข้าปากพร้อมทั้งจิบน้ำเพื่อให้กลืนคล่องคออาหารที่นี่ไม่เลวทีเดียว กินข้าวนอกบ้านแบบนี้ก็ดีเหมือนกัน
“เฮ้คุณชายข้าพูดกับเ้าอยู่ไม่ได้ยินหรอกรึ” โต๊ะที่อยู่ข้างๆต่างทำเป็ไม่สนใจม่านหลงที่กำลังถูกหาเื่คนที่อยู่ในร้านต่างรู้จักกลุ่มคนที่กำลังล้อมคุณชายผู้นั้นเอาไว้คนกลุ่มนี้เป็ขี้เมาแล้วยังเป็อันตพาลที่ไม่มีใครอยากจะยุ่งด้วยแม้แต่เ้าของโรงเตี๊ยมเองยังไม่อยากที่จะยุ่ง ยอมให้คนกลุ่มนี้เข้ามากินอาหารในร้านโดยที่ไม่จ่ายเงินจะได้รีบๆจากไปเสียที
นับั้แ่ที่คุณชายผู้นี้เดินเข้ามาในร้านด้วยรูปร่างที่สูงโปร่ง ผิวขาวเนียนละเอียด ซ้ำยังแต่งกายแตกต่างจากชาวเมืองท่วงท่าการเดินที่ไม่เหมือนคนธรรมดาทั่วไปทำให้เขากลายเป็จุดสนใจได้ไม่ยากและพวกขี้เมากลุ่มนั้นก็ได้หมายตาคุณชายผู้นี้เพื่อหมายจะปล้นชิงสิ่งที่อีกฝ่ายมีอยู่
ถึงจะน่าสงสารแต่ไม่มีใครอยากจะเอาตัวเองไปเจอเื่เดือดร้อนหรอกเห็นทีคุณชายผู้นั้นคงต้องยอมเสียสละเงินทองสักเล็กน้อยเพื่อไล่พวกขี้เมานั้นไป
“คุณชายช่างมีใบหน้าที่งดงามดูแล้วคงมีเครื่องประทินโฉมชั้นดี ร่ำรวยไม่น้อย” ใบหน้างดงามอย่างนั้นรึนับว่ายังตามีแวว ถึงการกระทำจะไม่ได้ทำให้ม่านหลงประทับใจก็ตาม
ก็แค่จะมานั่งกินข้าวฟังข่าวโลกภายนอกจำเป็ต้องมาเจอเื่วุ่นวายแบบนี้ด้วยรึ
“คุณชายไม่ยอมพูดกับข้าข้าล่ะปวดใจจริงๆ”ขี้เมากลุ่มนั้นเสแสร้งแกล้งทำว่าปวดใจ ม่านหลงก็ยังคงนิ่งสถานการณ์แบบนี้ถ้าได้ฟาดฝ่ามือลงไปเสียหน่อยคงจะทวงความสงบในการกินข้าวกลับมาได้บ้างหรือว่าจะกลับไปกินที่พรรคต่อดีนะ
“เฮ้ยได้ยินที่ข้าพูดหรือเปล่าคุณชาย” เพราะม่านหลงยังคงเงียบและไม่ตอบสนองต่อกลุ่มคนที่กำลังล้อมเขาอยู่คีบผักต้มเข้าปากประหนึ่งว่าเขาไม่ได้กำลังฟังเสียงหยาบโลนในเส้นเสียงของพวกขี้เมา
ถือเสียว่าอายุยังน้อยม่านหลงจะให้มีชีวิตอยู่ไปอีกสักพักก็แล้วกัน
“เฮ้ย!คนพูดด้วยก็หัดตอบกลับสิวะ!” หัวหน้ากลุ่มขี้เมาคล้ายจะไม่พอใจที่ม่านหลงไม่ตอบกลับทำท่าจะยื่นมือมากระชากแขนเขาที่กำลังถือชามข้าวค้างเอาไว้ โหจะได้ออกแรงฟาดเด็กพวกนี้แล้วงั้นรึ
หมับ!
“หืม?” ม่านหลงส่งเสียงด้วยความสงสัย ยังไม่ทันที่ขี้เมาจะลงมือมือของใครบางคนก็คว้ามือของขี้เมาคนนั้นเอาไว้ก่อน เมื่อไล่มองตามมือนั้นไปจนถึงเ้าของมือม่านหลงก็ชะงักไปนิดแต่ก็ไม่ได้เอ่ยอะไรร่างสูงที่เข้ามาช่วยเอาไว้นั้นบิดข้อมือของขี้เมาเบาๆเป็เชิงเตือน
“ไปเสีย” น้ำเสียงนั้นราบเรียบแต่ทว่าหนักแน่นดวงตาสีเทาอ่อนหรี่ลงเล็กน้อยเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายมีท่าทีที่ไม่ยอมจากไปง่ายๆ
“แกเป็ใคร!รู้หรือเปล่าว่ากำลังพูดอยู่กับใคร!”
ฉึบ!
“จะไปดีๆหรือจะคุยกับมีดเล่มนี้ก่อน?” มือหนาปักมีดเล่มหนึ่งลงกับโต๊ะพวกขี้เมารีบสะกิดเพื่อนที่อยู่ข้างๆแล้วรีบลากตัวหัวหน้าออกไปในทันทีไม่นานก็หันมามองม่านหลงที่นั่งอยู่ซึ่งม่านหลงก็ยิ้มให้เขา
ั์ตาสีเทาอ่อน รูปหน้าคมเข้มจมูกโด่งเป็สัน เรือนผมสีดำขลับรวบขึ้นสูง สูงกว่าม่านหลงประมาณหนึ่งฝ่ามือได้
พอถอดหน้ากากแล้วก็รู้เลยว่าคนผู้นี้หน้าตาไม่ธรรมดาจริงๆ
“ขอบคุณท่านที่ช่วยเหลือ”ม่านหลงกล่าวขอบคุณ แม้ว่าเดิมทีเขาจะไม่จำเป็ต้องมีใครช่วยแต่ในเมื่อมีคนใจดียื่นมือมาช่วยแบบนี้เขาจะไม่เอ่ยขอบคุณได้อย่างไร
แล้วคนที่มาช่วยยังหน้าตาหล่อเหลามากเสียด้วย
เอากลับพรรคเลยดีไหมนะ
บอกตามตรงว่ารูปร่างหน้าตาอย่างชายคนนี้เป็แบบที่ม่านหลงชอบดูแล้วเพลินตาดี มองแล้วไม่เบื่อเสียด้วย
“หากไม่รังเกียจให้ข้าเลี้ยงข้าวท่านสักมื้อได้หรือไม่?” ม่านหลงผายมือเชิญเขานั่งด้วยกันอีกฝ่ายคล้ายจะชั่งใจอยู่เล็กน้อยแต่ก็พยักหน้าตอบตกลงม่านหลงจึงสั่งให้คนเอาอาหารมาเพิ่มเพื่อเลี้ยงอีกฝ่าย
นานแล้วที่เขาไม่มีเพื่อนนั่งกินข้าวแบบนี้
พากลับไปกินข้าวที่พรรคด้วยจะดีหรือไม่นะ
“ท่านเป็ใครรึ?”อย่างน้อยก็ควรจะทำความรู้จักกันไว้สักนิดตอนที่พากลับพรรคจะได้ไม่เขินอาย
ทำไมม่านหลงถึงได้ถูกใจอีกฝ่ายขนาดนี้นะอยากจะทำความรู้จักเสียจริงๆ
“ข้าเป็แค่นักเดินทางไม่จำเป็ต้องรู้จักหรอก” อีกฝ่ายปฏิเสธที่จะบอกตัวตนม่านหลงก็พยักหน้าเข้าใจไม่เซ้าซี้ต่อ นักเดินทางรึ
ม่านหลงรู้ว่าคนคนนี้เป็ใครเพราะเพิ่งจะเจอกันเมื่อไม่นานมานี้แม้ว่าเขาจะไม่ได้ถอดหน้ากากของอีกฝ่ายแต่ไฉนเลยเขาจะจำไม่ได้
หนุ่มน้อยหน่วยลับที่ม่านหลงต้องเสียแรงหิ้วลงอ่างน้ำอยู่สองสามรอบนั่นอย่างไรเล่า
ไม่ว่าอีกฝ่ายจะตั้งใจปกปิดตัวตนหรือไม่ก็ถามม่านหลงก็ไม่ได้คิดที่จะเปิดโปงอีกฝ่ายว่าเขารู้หน่วยลับก็ต้องมี่เวลาที่จะต้องทำตัวเช่นคนปกติเพื่อที่จะได้ใช้ชีวิตนอกเวลางานให้ราบรื่นดังนั้นม่านหลงจะไม่รบกวนเวลาพักผ่อนของอีกฝ่าย เขาอยากบอกม่านหลงแค่ไหนม่านหลงก็จะรู้แค่นั้น
น่าเสียดายจริงๆ อย่างน้อยๆก็ควรจะได้รู้จักชื่อแซ่ไว้เสียหน่อย
แต่อย่างว่า อีกฝ่ายเป็ถึงหน่วยลับจะบอกชื่อจริงๆกับม่านหลงได้อย่างไร
หรือจะเข้าทางท่านย่าดีนะ?
“ประโยคที่ว่า ‘รู้หรือเปล่าว่ากำลังพูดอยู่กับใคร!’ เป็ประโยคที่เชยมาก”ม่านหลงเอ่ยขึ้นหลังจากที่ทั้งสองนั่งทานข้าวไปได้สักพักอีกฝ่ายพยักหน้าเพื่อจะบอกว่าเขาก็คิดเหมือนกัน
“เพราะไม่มีใครรู้จักจึงได้หาวิธีแนะนำให้คนรู้จักตัวเอง”รองประมุขพยักหน้าอย่างเห็นด้วย ให้ตายสิทำไมเขาถึงได้ชอบน้ำเสียงของอีกฝ่ายนัก หน้าตาก็ดี เสียงก็น่าฟัง รูปร่างก็ชวนมองม่านหลงไม่ได้ล้อเล่นเื่ที่ว่าอยากจะเอาเขากลับไปที่พรรคด้วย
คนอะไรไม่รู้ดึงดูดม่านหลงเสียจริง
“ท่านบอกว่าท่านเป็นักเดินทางท่านไปที่ไหนมาบ้างรึ” เล่าให้ฟังหน่อยสิว่าแต่งเื่ว่าเป็นักเดินทางเอาไว้ว่ายังไง
“ข้าเพิ่งเริ่มต้นเดินทางเมื่อไม่นานมานี้ยังไปได้ไม่กี่ที่ ไม่มีเื่ใดให้เล่าเป็พิเศษ” เพราะอีกฝ่ายเตรียมตัวมาดีและด้วยรูปร่างหน้าตาที่ยังเยาว์วัยหากจะอ้างว่าเพิ่งออกเดินทางก็ฟังดูมีเหตุผลกว่าการเดินทางมามากมายแล้วทำให้ม่านหลงรู้สึกประทับใจเสียจริง
อยากได้กลับพรรค เขาพูดจริงๆนะ
“แล้วหลังจากนี้ท่านจะไปที่ไหนต่อรึ”
“ลงใต้” ลงใต้เลยหรือ ไปไกลเสียจริงหากขึ้นไปทางเหนือก็ยังนับว่าอยู่ใกล้อู่ตู๋พอให้เจอกันได้ง่าย
ม่านหลงก็แค่คิดไปแบบนั้นเองเพราะอย่างไรเสียอีกฝ่ายก็ไม่ได้ไปไกลเกินกว่าถังเหมินที่อยู่ในเขตข้างๆอู่ตู๋หรอกเพราะฉะนั้นม่านหลงไม่เสียใจที่จะไม่ได้เจอเขาอีก
พอรู้แบบนี้ทำให้เขานึกอยากจะกลับถังเหมินเสียจริงๆไปขอจากท่านย่าเลยดีหรือไม่นะ
“ไปไกลเสียจริง”
“สั่งสมประสบการณ์การเดินทาง”
“ข้าก็อยากออกเดินทางบ้างน่าเสียดายที่ไม่มีเวลาถึงขนาดนั้น” อายุของเขาตอนนี้พอที่จะเกษียณตัวเองไปใช้ชีวิตบั้นปลายได้แล้วแต่จนตอนนี้อวี๋เหมาฉาก็ยังไม่มีท่าทีที่จะหารองประมุขคนใหม่มาแทนที่เขาหรือแม้แต่หาประมุขคนใหม่มาแทนที่ตัวเอง
หรือว่ารอให้ทายาทเกิดแล้วจะให้สืบทอดต่อกันนะ
ม่านหลงไม่เคยคิดเื่มีทายาทมาก่อนเขาตั้งใจจะใช้ชีวิตเงียบๆอยู่กับธรรมชาติและตายท่ามกลางธรรมชาติที่เขาชื่นชอบนึกตัวเองตอนที่มีลูกไม่ออกจริงๆ
แต่คงจะเลี้ยงไหวกระมังก็เขาเลี้ยงเด็กมาทั้งพรรคแล้วนี่
“ไม่มีเวลาว่างเลยรึ?”อีกฝ่ายถามเขา ม่านหลงส่ายหน้าถึงจะมีแต่ม่านหลงก็ไม่วางใจให้เด็กๆในพรรคอยู่กันเองสงสัยเื่ที่เขาไม่ได้เกษียณสักทีคงเป็เพราะเขาไม่อยากจะวางมือเอง
เขายังอยากที่จะอยู่ดูเด็กพวกนั้นเติบโตขึ้นอีกสักนิด
“ข้ายังปล่อยวางเื่หนึ่งไม่ได้กว่าข้าจะได้ออกเดินทางท่องเที่ยวเช่นท่านจะกินเวลาไปอีกนานแค่ไหนกันนะ” ในสายตาคนอื่นม่านหลงคงจะใช้ชีวิตไม่คุ้มสักเท่าไหร่เพราะอยู่แต่กับป่าและในพรรคแต่สำหรับม่านหลงเท่านี้ก็พอแล้ว
บางครั้งคนแก่ก็้าอะไรที่เรียบง่ายเช่นมองเด็กๆสามสี่ขวบโตเป็ผู้ใหญ่ แต่งงานแล้วก็มีเด็กๆเพิ่มขึ้นมาอีกให้เขาเลี้ยงจากนั้นก็ตายจากไปท่ามกลางเด็กๆที่เติบโตขึ้น
เขาคงแก่แล้วจริงๆ
“เช่นนั้นก็ปล่อยวางแล้วออกเดินทางเสีย”
“หากข้าปล่อยวางท่านจะพาข้าเดินทางไปด้วยกันได้หรือไม่?”อย่าปล่อยให้เสียโอกาส ต้องล่อลวงไว้เสียแต่เนิ่นๆ
“หากไหวข้าจะพาไปด้วย”หมายความว่าอย่างไรจะบอกว่าม่านหลงแก่เกินกว่าที่จะออกเดินทางอย่างนั้นรึช่างเป็เด็กน้อยที่ไม่น่ารักเสียจริง
“ข้าดูแก่มากเลยรึ?”ม่านหลงทำหน้าใและพลอยทำให้คนที่นั่งตรงข้ามรู้สึกใไปด้วยเหมือนว่าตัวเองพูดอะไรผิด
“ข้าไม่ได้หมายความเช่นนั้น”อีกฝ่ายคล้ายจะกำลังหาคำพูดที่ไม่ชวนให้เข้าใจผิดไปมากกว่านี้ถึงจะพูดไม่เก่งแต่ก็มีความพยายามที่จะแก้ไขความเข้าใจผิดในสิ่งที่ตัวเองพูดเหมือนกันนี่ม่านหลงชอบเขาเสียจริง
“แล้วหมายความว่า?”
“ข้าอายุยังน้อยประสบการณ์ยังมีไม่มาก รอข้าเก่งขึ้นกว่านี้ข้าจะพาไปด้วย” รอเขาบอกว่าให้รอจนกว่าเขาจะเก่งขึ้นใช่หรือไม่
“ได้เช่นนั้นข้าจะรอจนกว่าท่านจะเก่งขึ้น” ม่านหลงยิ้มอย่างพอใจในที่สุดเด็กน้อยก็ติดกับเขาแล้ว
แย่เสียหน่อยนะที่ต้องมาหลงคารมของรองประมุขแห่งอู่ตู๋แบบนี้เด็กน้อย
มีพบก็ต้องมีจากหลังจากที่พวกเขานั่งทานข้าวด้วยกันที่โรงเตี๊ยมฝนก็เริ่มตั้งเค้าขึ้นมาจากที่ไกลๆ แล้วตอนนี้ก็มืดมากแล้วถึงเวลาที่ม่านหลงจะต้องกลับพรรคก่อนที่จะมีใครมาลากตัวเขากลับถึงที่ในเมือง
เ้าเด็กนั่นยิ่งขี้บ่นมากเสียด้วย
“เห็นทีเราต้องจากกันแล้ว”ม่านหลงเอ่ยขึ้นเมื่อเดินออกมาที่นอกโรงเตี๊ยม น่าเสียดายจริงแต่หน่วยลับนั้นเวลาพักมีไม่มาก เขาก็ไม่อยากจะรั้งอีกฝ่ายไว้นานกว่านี้
ในเมื่อรู้ว่าอีกฝ่ายมาจากไหนจะไปยากอะไรในการหาโอกาสเจอกันอีก
“ข้ามีธุระที่ต้องไปทำคงจะไปส่งไม่ได้” ร่างสูงเอ่ยม่านหลงโบกมือด้วยท่าทางที่ไม่ใส่ใจ
“แค่ท่านช่วยข้าแล้วนั่งกินข้าวเป็เพื่อนเท่านั้นข้าก็พอใจแล้ว”นับว่าวันนี้เป็วันที่ดีที่ได้เจอชายที่ถูกใจอ่า…ยังพูดถึงขนาดนี้ไม่ได้สินะ เช่นนั้นพูดว่าเจอคนที่ทำให้ประทับใจก็แล้วกัน
“เช่นนั้นข้าก็ขอตัว”
“เดินทางปลอดภัยหวังว่าจะได้พบกันเร็วๆนี้” ม่านหลงโบกมือลาให้เขาอีกฝ่ายจึงเดินแยกออกไปอีกทาง ดวงตาสีม่วงฉายแววสนุกสนานออกมาเล็กน้อยนานแล้วที่ไม่ได้เจอคนที่ทำให้ม่านหลงรู้สึกอยากจะทำความรู้จักขนาดนี้
เป็ความผิดของอีกฝ่ายที่เปิดเผยใบหน้าให้เขาเห็นมิเช่นนั้นคงได้อยู่อย่างสงบไปอีกนาน
จะไม่ทำให้ใกลัวก็แล้วกัน