ไช่อวี้เป็คนโลภ และขี้ขลาดตาขาวเป็ที่สุด
แต่เขาไม่ใช่คนโง่
ในเวลานี้ เมื่อเห็นว่าสำนักเสวียนเทียนเตรียมการมาเป็อย่างดี การแก้ตัวใด ๆ ก็ไร้ความหมาย
เขารู้ดีว่าตบะของคนสนิทจักรพรรดินีนั้นบรรลุถึงขอบเขต์มนุษย์ หรือระดับจักรพรรดิแล้ว การขัดขืนจึงเป็เื่เพ้อฝันสิ้นดี!
แม้กระทั่งตอนนี้!
เขาก็ยังคิดไม่ตกอยู่ดีว่า เหตุใดจู่ ๆ จักรพรรดินีถึงลงมือกับเขา!
ไฉนการยักยอกที่เคยแเีไร้รอยต่อมาตลอด ถึงทำให้จักรพรรดินีเกิดความระแวงขึ้นมาได้!
หลิ่วเย่ซีนิ่งเงียบพลางก้มมองเขา "ท่านโหวไช่ ท่านมีบรรดาศักดิ์สูงส่ง ไม่เหมือนกับสองคนนั้น ข้าจะให้โอกาสท่านสั่งเสียเป็ครั้งสุดท้ายก็แล้วกัน"
"ผู้น้อยยินดียกทรัพย์สินทั้งหมดให้แก่หลวง ขอเพียงราชสำนักไว้ชีวิตผู้น้อยด้วยเถิด!"
เมื่อได้ยินเช่นนั้น หลิ่วเย่ซีก็หัวเราะเยาะออกมาโดยไม่สนใจ
เงินทองพวกนี้เดิมทีก็เป็ของราชสำนักอยู่แล้ว คิดจะใช้สิ่งนี้แลกชีวิต ช่างไร้เดียงสาเกินไป!
ไช่อวี้เห็นว่าแผนนี้ใช้ไม่ได้ผล ก็ร้อนรนจนเหงื่อไหลพรากราวกับอาบน้ำ
ทันใดนั้น เขาก็เหมือนนึกอะไรขึ้นมาได้ จึงรีบกล่าวละล่ำละลัก "ท่านหลิ่ว ข้า... ข้ามีสมุดบัญชีเล่มหนึ่ง บันทึกรายชื่อขุนนางกังฉินที่ทำแบบเดียวกับข้าไว้ ข้ายินดีจะแฉพวกมันเพื่อล้างความผิด!"
'นึกไว้แล้วว่าต้องมีของแบบนี้อยู่...' หลิ่วเย่ซีลอบยิ้ม
พวกขุนนางโกงกินกลัวตาย มักจะทำบัญชีบันทึกไว้เพื่อใช้เป็ทางหนีทีไล่ เรียกว่า 'มีความดีความชอบจากการแจ้งเบาะแส'
นางมีประสบการณ์มาก และสิ่งที่นางรอก็คือสมุดบัญชีเล่มนี้เอง!
"อยู่ที่ไหน?"
"ท่านต้องรับปากก่อนว่าจะไม่ฆ่าข้า"
"ได้"
"อยู่ในห้องเก็บฟืน ใต้แผ่นกระเบื้องปูพื้นแผ่นที่สอง"
"อืม"
หลิ่วเย่ซีตอบรับคำหนึ่ง ไช่อวี้รู้สึกเหมือนได้รับชีวิตใหม่ แต่ทันทีหลังจากนั้น ความเ็ปที่เสียดแทงที่หน้าอกก็ดึงเขากลับสู่ความจริง!
กระบี่อ่อนของหลิ่วเย่ซียังคงแทงทะลุร่างของเขาอยู่ดี!
"เ้า... เ้า!"
ไช่อวี้ไม่อยากจะเชื่อ สายตาเต็มไปด้วยความหวาดกลัวอย่างถึงที่สุด
หลิ่วเย่ซีมีสีหน้าเรียบเฉย นางชักกระบี่ออกจากร่างแล้วเก็บเข้าฝักอย่างรวดเร็ว ก่อนจะลุกขึ้นเดินจากไปโดยไม่เหลือคำอธิบายใด ๆ ให้เขาเลย
ในสายตาของนาง คนที่คอยสูบเืสูบเนื้อราษฎรเช่นนี้ ไม่คู่ควรที่จะให้นางรักษาคำสัญญาด้วย
เหล่าทูตพิเศษของสำนักเสวียนเทียนต่างพากันยืนอึ้ง!
นี่หรือคือวิธีการของคนสนิทจักรพรรดินี ช่างรวดเร็วและเด็ดขาดจริง ๆ !
หลิ่วเย่ซีแต่เดิมก็ดูสง่างามคล่องแคล่วอยู่แล้ว อีกทั้งยังมีอำนาจล้นฟ้า ทำให้ทูตพิเศษหนุ่ม ๆ หลายคนในที่นั้นต่างแสดงแววตาชื่นชมออกมา
"พวกเ้าจัดการที่นี่ให้เรียบร้อย แล้วกลับไปรายงานที่สำนักเสวียนเทียนในเมืองหลวงได้เลย"
หลิ่วเย่ซีเดินออกจากจวนโหว แล้วะโขึ้นขี่ม้าสีแดงเข้มมุ่งหน้ากลับเมืองหลางโจวเพื่อไปรายงานความคืบหน้าทันที
"ผู้น้อยน้อมรับคำสั่ง!"
เหล่าทูตพิเศษด้านหลังคุกเข่าคำนับ ส่งนางจนลับสายตา
...
สามวันให้หลัง สำนักเสวียนเทียนนำศพของไช่อวี้กลับถึงเมืองหลวง ส่งผลให้ราชสำนักเกิดความปั่นป่วนในทันที
แน่นอนว่าการสิ้นชีพของท่านโหวเพียงคนเดียวไม่อาจทำให้เหล่าขุนนางตื่นตระหนกได้ แต่สิ่งที่พวกเขากังวลใจที่สุด คือสมุดบัญชีเล่มที่ตกอยู่ในมือของจักรพรรดินีต่างหาก!
ในยุคสมัยนี้ ต่อให้เป็ขุนนางตงฉิน จะมีสักกี่คนที่ประวัติขาวสะอาดหมดจดจริง ๆ ?
นับประสาอะไรกับพวกขุนนางที่คอยรับสินบน!
ในพริบตาเดียว ทุกคนต่างก็รู้สึกไม่ปลอดภัย!
ตระกูลใหญ่ในเมืองหลวงเริ่มวุ่นวาย พวกเขารีบปรับปรุงกิจการของตัวเองเป็การด่วนในตอนกลางคืน พยายามนำเงินทองที่เคยยักยอกไปคืนให้ราชสำนักเท่าที่จะทำได้!
เพราะถ้าไม่ชิงแก้ไขด้วยตัวเองก่อน หากรอจนจักรพรรดินีเป็ฝ่ายมาคิดบัญชี...
ถึงตอนนั้นมันจะไม่ใช่แค่เื่เงินอย่างแน่นอน!
...
ณ เมืองหลางโจว
ท่ามกลางเสียงประทัดที่ดังระรัว บรรยากาศรอบด้านเต็มไปด้วยความสงบสุขและรื่นเริง
ในยามที่ทุกครัวเรือนต่างประดับโคมไฟหลากสีสัน หลิ่วเย่ซีก็เดินทางกลับมาถึง และนำสมุดบัญชีเล่มนั้นไปส่งมอบให้แก่จักรพรรดินีที่โต๊ะทรงงาน
"ฝ่าา สถานการณ์ทางภาคใต้เป็ไปตามที่คุณชายกู้กล่าวไว้ทุกประการ เสบียงบรรเทาทุกข์ที่ผ่านมาไม่เคยพอ เพราะแปดส่วนถูกพวกผู้มีอำนาจในท้องถิ่นยักยอกไปเพคะ..."
หลิ่วเย่ซีรายงานผลการเดินทางครั้งนี้อย่างละเอียด รวมถึงเื่ที่นางฆ่าใคร ตรวจสอบใคร และปฏิกิริยาของเหล่าขุนนางในตอนนี้...
มู่อวี่เยียนพยักหน้า แววตาของนางในยามนี้ดูอ่อนโยนและสีหน้าผ่อนคลาย นางเม้มริมฝีปากบางระเรื่อเล็กน้อย พลางตั้งใจฟังรายงานจนจบอย่างเงียบเชียบ
"ฝ่าา สีพระพักตร์ดูดีขึ้นมากเลยนะเพคะ"
หลิ่วเย่ซีรายงานเสร็จ ก็เงยหน้ามองใบหน้าที่งดงามจนหญิงสาวทั่วหล้าต้องละอายใจ จึงอดไม่ได้ที่จะทักขึ้นมา
"อย่างนั้นหรือ?" มู่อวี่เยียนยิ้มเบา ๆ "การบรรเทาทุกข์ทางภาคใต้คลี่คลายลงได้ด้วยดี เราก็ไม่กังวลแล้ว... ทั้งหมดนี้ต้องขอบคุณท่านพี่กู้จริง ๆ "
หลิ่วเย่ซีพยักหน้าเห็นด้วย
ถึงนางจะเป็หัวหน้าทูตพิเศษ แต่ครั้งนี้ความดีความชอบของนางก็แค่คนส่งสารเท่านั้น คนที่มีความดีความชอบตัวจริงย่อมเป็สามีบัณฑิตที่จักรพรรดินีเฝ้าคิดถึงนั่นเอง
"เสี่ยวซี ขุนนางในบัญชียังไม่ต้องรีบจัดการ ให้ดูท่าทีสำนึกผิดของพวกเขาก่อน ใน่เวลาที่บ้านเมืองมีเื่วุ่นวายแบบนี้ การเอาแต่ฆ่าอย่างเดียวมันไม่ได้ผลหรอก"
อาจจะเป็เพราะได้รับอิทธิพลจากการอยู่ใกล้ชิดกู้หลานที่ชอบอ่านหนังสือกล่อมเกลาจิตใจ ครั้งนี้มู่อวี่เยียนจึงไม่ได้สั่งปะาชีวิตใครเพิ่ม แต่กลับเลือกใช้วิธีที่มั่นคงและประนีประนอมแทน
วิธีนี้ทำให้ได้ผลประโยชน์สูงสุดจริง ๆ !
'มีสมุดบัญชีเล่มนี้อยู่ในมือ ก็เพียงพอที่จะขู่ให้พวกมันไม่กล้าขยับตัวทำผิดไปอีกนาน...'
จักรพรรดินียกมุมปากขึ้นด้วยความพอใจ
"นอกจากนี้ เื่การสอบฤดูใบไม้ร่วงของท่านพี่กู้ในปีนี้... จงไปเตือนพวกตาแก่ในสำนักฮั่นหลินและกั๋วจื่อเจี้ยนเสียหน่อยเถิดว่า อย่าให้มาขวางทางเื่ดี ๆ ของข้าได้"
'นี่ท่านตั้งใจจะเปิดประตูหลังให้คุณชายสินะเพคะ...'
หลิ่วเย่ซีเข้าใจในทันที นางประสานมือยิ้มแล้วกล่าวว่า "ผู้น้อยเข้าใจแล้วเพคะ จะรีบไปสั่งสอนพวกนั้นให้เอง"
"ไปเถอะ"
...
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วจนถึง่เริ่มต้นฤดูใบไม้ผลิ
กู้หลานรู้สึกว่า ่ไม่กี่วันที่ผ่านมานี้ภรรยาของเขาดูอารมณ์ดีเป็พิเศษ
เมื่อก่อนตอนที่เขาอ่านหนังสือ มู่อวี่เยียนจะนั่งมองเงียบ ๆ หรือไม่ก็ช่วยฝนหมึกให้ ท่วงท่าดูสง่างามและมีกิริยาเรียบร้อยสมเป็กุลสตรีจากตระกูลใหญ่
แต่เดี๋ยวนี้ นางกลับชอบมาคลอเคลียอยู่ในอ้อมกอดของเขา พอมีเวลาว่างก็อยากจะฟังเขาเล่านิทานให้ฟังอยู่เรื่อย
มู่อวี่เยียนไม่รู้เลยว่า สำหรับเด็กหนุ่มที่เืลมกำลังพลุ่งพล่านอย่างเขา นางมีเสน่ห์ดึงดูดมากแค่ไหน!
เมื่อภรรยาสาวสวยสุดเซ็กซี่กลายเป็ยัยตัวแสบที่ชอบอ้อน... กู้หลานบอกเลยว่า แบบนี้ข้าอ่านหนังสือไม่รู้เื่แล้ว!
เขาอาศัย่ที่พักสายตา เดินออกจากจวนมาสูดอากาศข้างนอก
ในตอนนั้นเอง ที่หน้าประตูจวนมีกลุ่มพ่อค้าแม่ค้ากำลังรวมตัวกันนั่งพักผ่อนและพูดคุยสัพเพเหระ
กู้หลานนั่งยอง ๆ อยู่ตรงธรณีประตู และบังเอิญหูแว่วไปได้ยินเื่ที่พวกเขากำลังคุยกัน
"ได้ยินข่าวหรือยัง ทางใต้เกิดเื่ใหญ่แล้วนะ!"
'ภัยแล้งะเิแล้วสินะ พวกผู้มีอำนาจเริ่มกักตุนเสบียงแล้วล่ะสิ...'
กู้หลานรู้สึกเครียดขึ้นมาเล็กน้อย คิดว่าอีกไม่กี่วันผู้อพยพจากทางใต้น่าจะหนีมาถึงเมืองหลางโจวแน่ ๆ
‘เห็นทีคงต้องสั่งให้ลุงหยางเปิดร้านโจ๊กที่โรงน้ำชาเพื่อแจกจ่ายทานเสียหน่อยแล้ว…’
ทว่า ประโยคถัดมาที่เขาได้ยินจากพวกพ่อค้ากลับมีน้ำเสียงที่ตื่นเต้นดีใจ!
"ใช่ที่ไหนเล่า! ไอ้ท่านโหวแซ่ไช่นั่นถูกทูตพิเศษของจักรพรรดินีฆ่าตายไปหลายวันแล้ว เห็นว่าท่านเ้าเมืองกับท่านนายอำเภอแถวนั้นก็โดนกวาดล้างไปด้วย!"
"ได้ยินว่าที่บ้านท่านเ้าเมืองกับท่านนายอำเภอตรวจพบเงินขาว ๆ ตั้งแสนตำลึง ส่วนจวนอันกั๋วโหวเนี่ยยิ่งกว่านั้นอีก รวยล้นฟ้าเลยล่ะ!"
"ฆ่าได้ก็ดี! สะใจจริง ๆ สะใจจริง ๆ เลย!"
"หือ? ไหนว่าจักรพรรดินีเอาแต่ฝึกวิชา ไม่สนใจบ้านเมืองไง แล้วเหตุใดถึงมาจัดการขุนนางกังฉินได้ล่ะ?"
"ชู่ว! เบา ๆ หน่อย... ข้าได้ยินมาว่า เื่ที่จักรพรรดินีฝึกวิชาน่ะเป็แค่ข่าวลวง ที่จริงพระนางแอบเฝ้าดูราชสำนักอยู่เงียบ ๆ ต่างหาก ไม่อย่างนั้น... คนของสำนักเสวียนเทียนจะลงมือได้อย่างไร?"
"เข้าใจแล้ว! ขอบคุณท่านมากที่บอกข่าว พวกขุนนางชั่วทางใต้ตายหมดแล้ว ต่อไปก็ไปทำมาค้าขายที่นั่นได้สะดวกแล้ว ฮ่า ๆ !"
"...???"
ได้ยินถึงตรงนี้ กู้หลานถึงกับงงเป็ไก่ตาแตก!
'หา... นี่มัน... เนื้อเื่ในนิยายมันไม่ได้เขียนแบบนี้ไม่ใช่เหรอ?'
'พวกตัวร้ายที่ควรจะเอาไว้ให้พระเอกใช้เป็บันไดเหยียบเพื่อสร้างชื่อเสียง ทำไมถึงถูกจักรพรรดินีปาดหน้าเค้กจัดการไปก่อนล่ะเนี่ย?'
กู้หลานเดินกลับเข้าบ้านด้วยความงุนงง จนกระทั่งถึงเวลากินข้าวเที่ยงเขาก็ยังคิดไม่ตก
แต่ยังดีที่เื่นี้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับตัวประกอบอย่างเขา!
จักรพรรดินี... ชาตินี้เขาไม่อยากจะมีส่วนเกี่ยวข้องด้วยเลย ไม่ว่าจะเป็พระเอกหรือตัวร้าย เขาก็ตั้งใจจะหลบเลี่ยงอยู่แล้ว ยิ่งไม่มีทางได้เจอแน่นอน!
'ใครจะสู้หรือจะฆ่ากันอย่างไรก็เชิญเถอะ ตัวเราขออยู่เฉย ๆ ก็พอ...'
กู้หลานคิดอย่างใจเย็น ปีนี้การสอบฤดูใบไม้ร่วงเขาจะแกล้งทำข้อสอบส่ง ๆ ไปให้จบ ๆ
ขอเพียงเขาไม่สอบติดแม้แต่ระดับจวี่เหรินและใช้ชีวิตเงียบ ๆ อยู่ในเมืองหลางโจวต่อไป แค่นี้เขาก็ปลอดภัยหายห่วงแล้ว!