แม่หญิงจันทราชายตามองเจ้าตัวแสบพลางบีบแก้มยุ้ยๆของมันอย่างหมั่นไส้ “เจ้าจ้อยเอ๋ย... ผิวนวลๆ ของเจ้านี่มันหนายิ่งกว่ากำแพงสวรรค์เสียอีกนะ”
จ้อยหัวเราะร่วนพลางทำหน้าทะเล้น“แหมแม่หญิง... เขาเรียกว่า ‘มั่นใจในตัวเอง’ ต่างหากครับหน้าตาดีแถมยังมีเสน่ห์แบบผมเนี่ย ใครเห็นใครก็รักทั้งนั้นแหละ!”
ในขณะที่ทั้งคู่กำลังเหาะผ่านซุ้มประตูสวรรค์ทิศใต้ เพื่อจะมุ่งหน้ากลับสู่ดวงจันทร์เจ้าพนักงานที่ยืนเฝ้าประตูอยู่นั้นคือ ท้าววิรุฬหกหนึ่งในสี่จตุโลกบาลผู้ยิ่งใหญ่ ทรงยืนตระหง่านถือหอกใบจักรอันมหึมาร่างกายกำยำประดุจภูผา แต่ที่แปลกคือ ทันทีที่เห็นเจ้าจ้อยเหาะมาไกลๆท่านกลับรีบยืนตัวตรงแน่ว สายตามองจ้องไปที่ก้อนเมฆว่างๆ เบื้องหน้าทำตัวแข็งทื่อราวกับรูปปั้นไม้แกะสลัก ไม่แม้แต่จะชายตามามองทางจ้อยเลยสักนิด!
“อ้าว! ท่านท้าว!ยืนบื้อเป็นรูปปั้นแก้บนไปได้” จ้อยตะโกนทักทายเสียงใส “ขยับหน่อยไหมท่าน? เดี๋ยวข้อต่อจะสนิมเกาะเอาหนา หรือว่าถ้าหอกในมือมันหนักไป บอกผมนะเดี๋ยวผมช่วยถือไปรับประทาน... เอ๊ย! ช่วยถือไปเก็บให้!”
ท้าววิรุฬหกถึงกับหัวไหล่กระตุกมุมปากขยับยิกๆ แต่ก็ยังข่มใจยืนนิ่งเหมือนไม่ได้ยินเสียงแมลงหวี่แมลงวันกระซิบจ้อยเห็นอีกฝ่ายไม่ตอบ ก็ยิ่งได้ใจ “โธ่... ท่านท้าว ยืนนิ่งแบบนี้ ลมพัดแรงๆไม่หนาวสั่นบ้างเหรอครับ? หรือว่า...ท่านกลั้นปัสสาวะอยู่? โห เทพเจ้าสมัยนี้ล้ำยุคจังไม่ต้องไปห้องน้ำก็ได้เหรอเนี่ย สุดยอดไปเลยท่าน!”
ใบหน้าของท้าววิรุฬหกเริ่มเปลี่ยนจากสีแดงเป็นสีม่วงคล้ำด้วยความโกรธจัดจ้อยยังหวังดีต่อ “ท่านครับ ถ้าลำบากนัก ผมมี ‘ผ้าอ้อมทิพย์’ รุ่นซึมซับดีเยี่ยมมานำเสนอหนาสนใจสั่งซื้อราคาส่งไหมครับ? ผมคิดราคาพี่น้องลดให้เป็นพิเศษเลย!”
เสียงขบเขี้ยวเคี้ยวฟันดัง กรอดๆรอดออกมาจากปากของมหาเทพผู้เฝ้าประตู จ้อยส่ายหัวพึมพำกับแม่หญิงจันทรา“น่าสงสารจริงๆ เลยครับแม่หญิง คนดีๆ อยู่ดีๆ ก็หูหนวกเป็นใบ้ไปเสียแล้วไม่รู้ไปโดนอาคมบทไหนเข้า ถึงได้กลายเป็นหุ่นโชว์เครื่องทรงแบบนี้”
ท้าววิรุฬหกกำด้ามหอกแน่นจนเส้นเลือดที่มือปูดโปนแต่ท่านก็ยังไม่กล้าขยับ!เพราะท่านรู้ดีว่าเจ้าจ้อยเพิ่งได้รับประทานรางวัลจากองค์อัมรินทร์แถมยังมีแบ็กใหญ่คับฟ้า ขืนไปมีเรื่องด้วยตอนนี้ตำแหน่งจตุโลกบาลอาจจะสั่นคลอนเอาได้แม่หญิงจันทราต้องรีบเขกหัวจ้อยอีกรอบ “จ้อย! เลิกกวนประสาทท่านได้แล้วท่านเป็นถึงมหาเทพผู้รักษาประตูเชียวนะ รีบกลับบ้านเราได้แล้วอย่าหาเรื่องให้เดือดร้อนเลย”
“ผมไม่ได้หาเรื่องนะครับแม่หญิงผมทักทายด้วยความจริงใจล้วนๆ” จ้อยเถียงคอเป็นเอ็นแม่หญิงจันทราถอนหายใจยาวพลางลากหูเจ้าตัวแสบให้รีบเหาะพ้นเขตประตูสวรรค์ไปเสียที
.....
ระหว่างทางกลับสู่วิมานจันทรา
จ้อยนั่งแหมะอยู่บนก้อนเมฆจำลองของแม่หญิงจันทราพลางบ่นอุบอิบ“แม่หญิงครับ... เราเลิกนั่งเมฆ ‘หอยทากตะคริวกิน’ หลังนี้ได้ไหมครับ? มันช้าจนผมแทะผลไม้มงคลจนฟันจะสึกหมดแล้วเนี่ย”
แม่หญิงจันทราเลิกคิ้วมอง “อ้าว? ถ้าไม่นั่งเมฆหลังนี้แล้วจะให้ข้านั่งอะไรล่ะจ๊ะ? หรือเจ้าจะแบกข้าเหาะกลับล่ะ?”
จ้อยยืดอกทันที “หึๆ ...แม่หญิงดูถูกผมเกินไปแล้ว บอกเลยว่าตอนนี้ผมไม่ได้มีดีแค่ปากนะครับ ผมน่ะ...เหาะได้แล้ว!”
“จริงเหรอ?” แม่หญิงจันทราถามด้วยความประหลาดใจ จ้อยเห็นสายตาชื่นชมของนางก็แทบจะลอยไปถึงชั้นพรหมโดยไม่ต้องใช้เมฆ เขาใช้อุ้งเท้าปัดหูยาวๆของตัวเองให้เรียบแปล้พลางทำท่าเท่ๆ เหมือนพระเอกลิเก “เป็นไงครับแม่หญิง? สนใจจะเปลี่ยนจากเมฆหวานเย็น มาซ้อนท้าย ‘เมฆาสปอร์ต’รุ่นล่าสุดของผมไหมครับ? รับประกันความเสียวไส้และรวดเร็วทันใจ!”
จ้อยเบ่งพลังสุดตัว ทันใดนั้นเอง...ปึ้ด! ปุ๋ง... มีควันสีจางๆ ผุดออกมาจากก้นของมันแล้วก็เงียบหายไป
“ฮ่าๆๆๆ!”แม่หญิงจันทราหัวเราะจนตัวโยน “นี่เหรอวิชาเหยียบเมฆของเจ้า? ข้าว่าเจ้าคงกินผลไม้มากไปจนท้องอืดมากกว่านะเนี่ย!”
จ้อยรีบแก้ตัวพัลวัน“เดี๋ยวครับแม่หญิง! เมื่อกี้มันแค่... อุ่นเครื่องครับ คราวนี้ของจริงแน่นอน!”จ้อยสูดลมหายใจเข้าลึกๆ นึกถึงเคล็ดวิชาการควบคุมลมที่เคยแอบดู พระพายมหาเทพแห่งลมยามควบ ราชสีห์ขนคำ ทะยานผ่านหมู่เมฆ เขาจำได้ว่าการจะคุมลมต้องใช้ใจที่เด็ดเดี่ยวจ้อยจึงตะโกนก้องสวรรค์ “พระพายเบิกทาง... เมฆาทะยานฟ้า... ไปเล้ยยย!”
คราวนี้ไม่ได้มาแค่เสียง!กลุ่มเมฆสีขาวบริสุทธิ์ปุยหนานุ่มก็ผุดขึ้นมาจากใต้ฝ่าเท้าของจ้อยมันขยายตัวออกอย่างรวดเร็วจนกลายเป็นแท่นเมฆที่ดูแข็งแรง แม่หญิงจันทรายิ้มหวาน“ถ้าเจ้าว่าอย่างนั้น... ข้าลองดูหน่อยก็ได้จ้ะ”
นางก้าวเท้าอันบอบบางลงบนเมฆของจ้อยทันทีที่นางเหยียบลงมา จ้อยก็รู้สึกราวกับว่าหัวใจของเขามันพองโตจนจะระเบิดออก“ออกรถแล้วนะครับบบ! เกาะแน่นๆ นะแม่หญิง!”
ซู่ววววว!
เมฆของจ้อยพุ่งทะยานออกไปข้างหน้าอย่างแรง...แต่ทว่า! ด้วยความที่แอบจำเขามาแบบงูๆ ปลาๆแทนที่จะพุ่งไปข้างหน้าอย่างสง่างามแบบราชสีห์ขนคำ เมฆของจ้อยกลับพุ่งไปทางซ้ายทีขวาที วนเป็นวงกลมบ้าง สะอึกสะอื้นเหมือนจะดับบ้างในขณะที่เมฆหลังเดิมของแม่หญิงที่ลอยเปล่าๆ กลับค่อยๆ ลอยแซงหน้าพวกเขาไปอย่างหน้าตาเฉย
แม่หญิงจันทราที่นั่งอยู่บนเมฆของจ้อยถึงกับหน้าซีดนางต้องกอดคอจ้อยไว้แน่น “จ้อย! ทำไมมันเหวี่ยงขนาดนี้ล่ะ? แล้วทำไมเราไม่แซงเมฆของข้าไปสักทีล่ะจ๊ะ?”
จ้อยเหงื่อตก หน้าถอดสี “แหะๆ ...สงสัยลมพระพายรุ่นนี้จะแรงไปหน่อยครับแม่หญิง เครื่องมันเลยยังสะดุดๆอยู่นิดหน่อย... อึ๊บ! ไปสิวะลูกพ่อ!” จ้อยพยายามเค้นพลังไอทิพย์ออกมาจนตัวสั่นคราวนี้เมฆมันพุ่งปรี๊ดขึ้นไปข้างบน แล้วก็ดิ่งพสุธาลงมาข้างล่างจากนั้นก็เริ่มควงสว่านสามร้อยหกสิบองศาอย่างบ้าคลั่ง!
“จ้อย! หยุดเดี๋ยวนี้!ข้าเวียนหัวไปหมดแล้ว!” แม่หญิงจันทรากรีดร้องเบาๆ พลางหลับตาปี๋
จ้อยเองก็ตาเหลือก“หยุดไม่ได้ครับแม่หญิง! เบรกมันอยู่ตรงไหนผมก็ไม่รู้! ลมมันพาไปเอง! ว้ากกกกก!”
เมฆาสปอร์ตของจ้อยพาคนซ้อนซิ่งทะลุหมู่เมฆวนรอบดวงจันทร์ไปสามตลบ จนกระทั่งจ้อยเองก็เริ่มจะทนไม่ไหว หน้าของมันเริ่มกลายเป็นสีเขียวอมเหลือง“ผม... ผมว่าผมกำลังจะ...”
อึ้ก! จ้อยทำท่าเหมือนจะอาเจียนออกมาแต่ยังโชคดีที่วิมานจันทราลอยมาอยู่ตรงหน้าพอดี!