แบนชีภูตสวาท (จบ)

    บทที่ 5

    เขาเดินขึ้นบันไดที่ลั่นเอี๊ยดอ๊าด เมื่อถึงหัวบันไดก็เดินเลี้ยวซ้ายเข้าไปในห้องนอน เพื่อจะหยิบแว่นตาที่วางทิ้งไว้บนโต๊ะหัวเตียงขณะเดียวกันเมื่อมองออกไปนอกหน้าต่าง เขาสามารถมองเห็นแนวสีฟ้าเข้มของน้ำทะเลอยู่ไกลๆ แต่ตรงที่ใกล้สายตานั้นมันถูกบังด้วยหมู่ไม้ ซึ่งกิ่งก้านได้ประสานตัวเข้ามาเป็นรูปประหลาดๆ สายลมอ่อนโชยเฉื่อยมาจากท้องทะเล และทำให้กิ่งไม้เหล่านั้นแกว่งไกว ใบสีเขียวเข้มสอดประสานกันแน่นเข้า รูปแบบของมันดูจะเปลี่ยนไปอย่างน่าแปลกใจ..สิ่งที่กำลังปรากฏแก่สายตาของเขาในยามนี้ คือใบหน้าตอบๆ เรียวแหลม ดวงตาเฉียงขึ้นสู่ขมับทั้งสองข้าง โหนกแก้มสูงเด่น ผมเป็นกระเซิงชี้ขึ้นข้างบน คางแหลมยื่นยาวออกมา..ไมเคิลกะพริบตาถี่ๆ พยายามจะเพ่งสายตามองให้เห็นชัดๆ ว่าสิ่งที่เขากำลังเห็นอยู่ในขณะนี้ มันเป็นอะไรกันแน่ แต่ปรากฏว่าเมื่อเขาเพ่งสายตาหนัก ๆ เข้า รูปที่มองเห็นอยู่มันจางลง และแล้ว..เขาก็พบว่าตัวเองกำลังจ้องมองดูอีกาตัวหนึ่งที่เกาะอยู่บนกิ่งไม้ มันเองก็กำลังจ้องมองเขาอยู่ด้วยเช่นกัน ดวงตาดำขลับคู่นั้นคมปลาบแกร่งกร้าว เหมือนเขากำลังมองหินสีดำคู่เล็กๆ คู่หนึ่งอยู่ มันทำให้ไมเคิลต้องรีบยกถ้วยชาขึ้นดื่มพร้อมกับบอกตัวเองว่า เขาน่าจะต้องพักผ่อนเพื่อให้ประสาทคลายความตึงเครียดลงบ้างเสียแล้ว..ห้องทำงานของเขาเป็นห้องที่น่าสบายมาก อบอุ่นอยู่ด้วยแสงอาทิตย์ในยามเช้า ละอองฝุ่นลอยตัวขึ้นมาตามลำแสงในอากาศที่เงียบสงบ กลิ่นขี้ผึ้งที่เคยใช้ขัดถูพื้นประสมประสานอยู่กับกลิ่นเฟอร์นิเจอร์ที่เป็นเครื่องใช้ภายในห้องมันเป็นห้องที่เหมาะกับการทำงานอย่างแท้จริง เขาบอกกับตัวเองอยู่เช่นนั้นและอดเปรียบเทียบกับโต๊ะทำงานในห้องเล็กๆ ของสำนักงานมหาวิทยาลัยในนิวยอร์กเสียมิได้ไมเคิลใช้เวลา 2-3ชั่วโมงต่อมา คัดเลือกหนังสือต่างๆ ที่นำติดตัวมาด้วย อดส่ายหน้าด้วยความพิศวงไม่ได้ที่เขาเอาหนังสือที่ตัวเองเขียนขึ้นติดมาด้วยตั้งหลายเล่ม ซึ่งเขาก็นึกไม่ออกเหมือนกัน ว่าเพราะเหตุใดถึงต้องเอามันติดตัวมามากมายเช่นนี้หลังจากจัดชั้นหนังสือเรียบร้อยแล้ว เขาก็นั่งลงทำงานด้วยการจัดระบบให้กับแฟ้มเอกสารต่างๆ เพื่อเตรียมทุกสิ่งทุกอย่างไว้ให้พร้อมในที่สุด สมองก็กลับมาคิดถึงปัญหาสำคัญอีกประการหนึ่งที่เขากำลังเผชิญอยู่ ปกติในการทำงานด้านค้นคว้า ไมเคิลพอใจที่จะทำตามลำพังคนเดียวมากกว่าแต่ทว่าสำหรับครั้งนี้ เขาจำเป็นจะต้องมีผู้ช่วยสักคนหนึ่ง ซึ่งจะต้องมีคุณสมบัติตรงต่อความต้องการของเขาทุกประการด้วย ประการแรกก็คือ บุคคลผู้นั้นจะต้องมีความรู้ภาษาไอริชทั้งแบบสมัยเก่าและสมัยใหม่ดีพอ จะต้องมีความรู้เกี่ยวกับตำนานพื้นบ้านหรือภาษาเซลติกด้วย ไม่ใช่แค่เพียงรู้ภาษาไอริชอย่างเดียว นอกจากนั้นยังจะต้องใช้เครื่องคอมพิวเตอร์เป็นด้วยซึ่งไมเคิลก็รู้อยู่ ว่าบุคคลที่จะมีคุณสมบัติตามที่เขาต้องการทุกประการนี้ ค่อนข้างจะหายากมาก อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้าที่เขาจะเดินทางมาไอร์แลนด์เที่ยวนี้ เขาได้รับคำแนะนำจากใครหลายคนมาแล้วและด้วยความหวังว่า เขาจะหาผู้ช่วยที่มีคุณสมบัติตามต้องการได้ด้วยเมื่อคิดมาถึงตรงนี้ทำให้เขานึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ เขาเอื้อมไปหยิบสมุดบันทึกมาเปิดออกและพบว่า วันพรุ่งนี้เขามีนัดรับประทานอาหารกลางวันกับดร.แพทริค บีร์น เขาคิดว่าน่าจะโทรศัพท์ไปยืนยันการนัดหมายเสียเลยดีกว่าในบ้านหลังนี้ติดตั้งโทรศัพท์ไว้เพียงเครื่องเดียวและอยู่ในห้องโถงกลาง เขาเดินเข้าไปในห้องที่ค่อนข้างสลัวนั้น สัมผัสกลิ่นอับของละอองฝุ่นอยู่บ้าง รู้สึกว่าบ้านเงียบกริบเกินไปสักหน่อยไมเคิลหมุนหมายเลขโทรศัพท์ 6 ตัว และรอเวลาขณะที่มีเสียงกริ่งเรียกดังขึ้นทางด้านปลายสายแต่ทันใด มันคล้ายกับมีเสียงกรี๊ดดังขึ้นข้างตัว ซึ่งทำให้เขาถึงกับสะดุ้งสุดตัว โทรศัพท์ร่วงจากมือกระแทกกับผนังห้อง พร้อมกันไมเคิลก็ยกมือทั้งสองข้างขึ้นอุดหู“เฮลโล..เฮลโล..!” มีเสียงพูดดังแว่วออกมาจากโทรศัพท์ด้วยมือไม้สั่นเทา ไมเคิลรีบโน้มตัวเข้าไปหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาอีกครั้ง ในสมองยังแว่วเสียงกรีดร้องโหยหวนเมื่อครู่ หัวใจเต้นระทึกด้วยความตกใจ“เฮลโล..!” เขากรอกเสียงลงไปในโทรศัพท์”จะให้ฉันช่วยอะไรได้บ้างคะ? ” มีเสียงผู้หญิงถามมาด้วยสำเนียงไอริชเช่นที่เขาคาดไว้แล้วว่า จะต้องได้ยิน“ผมขอพูดกับด็อคเตอร์แพทริค บีร์น หน่อยครับ”“ใครจะพูดด้วยคะ? ”“ผม..คูลเลนครับ ด็อคเตอร์ ไมเคิล คูลเลน..”“กรุณาถือสายรอสักครู่นะคะ”ปกติแล้วน้อยครั้งนักที่ไมเคิลจะบอกชื่อเสียงเรียงนามของตนอย่างเต็มยศเช่นนี้และเมื่อเขาบอกออกไปว่า ตนเองก็เป็นด็อคเตอร์คนหนึ่งนั้น เจ้าหน้าที่ผู้รับโทรศัพท์ก็ไม่แสดงความตื่นเต้นแต่ประการใด อาจจะเป็นเพราะว่าที่มหาวิทยาลัยแห่งนี้ มีด็อคเตอร์เดินเพ่นพ่านกันเต็มไปหมดก็ได้เขาเปลี่ยนมือที่ถือโทรศัพท์ เอามือข้างที่ว่างนวดเฟ้นใบหูอยู่ บอกตัวเองว่าเขาไม่เคยได้ยินเสียงอะไรที่ดังน่ากลัวเหมือนเสียงเมื่อครู่นี้เลย ยังดีที่เขาไม่ได้เป็นโรคหัวใจ ไม่เช่นนั้นอาจตกใจตายไปง่ายๆ ก็ได้“ไมเคิล..? ”“เฮลโล แพ้ดดี้..ดีใจจริงที่ได้พูดกับคุณอีกครั้ง”“อา..ก็เป็นอันว่าคุณเดินทางมาถึงโดยเรียบร้อยแล้วสินะ”คำพูดของแพทริค บีร์น หรือที่เพื่อนสนิทเรียกเขาว่าแพ้ดดี้นั้น ทำให้ไมเคิลอดยิ้มออกมาไม่ได้ แม้ว่าแพทริค บีร์น จะเป็นอเมริกันโดยกำเนิด แต่สำเนียงพูดก็แทบจะไม่หลงเหลือไว้ให้เห็นเลย เวลานี้เขาพูดสำเนียงไอริชได้อย่างแคล่วคล่อง หรืออย่างน้อยก็แบบที่ชาวอเมริกันทั้หลายคิดว่า ชาวไอริชจะต้องพูดด้วยสำเนียงเช่นนี้“เรามีนัดกินอาหารกันพรุ่งนี้ใช่ไหม? ” ไมเคิลถามออกไป“ใช่ ผมจองโต๊ะไว้ตอนบ่ายโมงครึ่ง”“ก่อนหน้านั้น ผมอยากจะขอให้คุณช่วยอะไรสักอย่างก่อนได้ไหม? ”“ว่ามาเลย” แพทริค บีร์นตอบกลับมาทันที และไมเคิลก็พอจะมองเห็นภาพใบหน้าอ้วนกลมที่ฉาบอยู่ด้วยยิ้มกว้าง“ตอนนี้ผมอยากได้ผู้ร่วมงานสักคนหนึ่งนะ ใครก็ได้ที่มีความรู้ทั้งเรื่องภาษา เรื่องขนบธรรมเนียมประเพณีหรือไม่ก็วัฒนธรรมเก่าแก่ของชาวไอริชและจะให้ดี จะต้องมีความรู้เกี่ยวกับตำนานพื้นบ้านของชาวเซลท์ด้วย และถ้ารู้จักวิธีใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ด้วยแล้วละก็นับว่าประเสริฐสุดเลยละ”“อยากได้ผู้หญิงหรือผู้ชายล่ะ? ” แพดดี้ถามมา“มันแปลกตรงไหนหรือ..? ” ไมเคิลถามอย่างพิศวง“มันอาจจะแปลกสำหรับคาร์ล่าก็ได้นี่” แพดดี้ตอบปนหัวเราะ“ผมว่าขอให้เขาคนนั้นสามารถทำงานตามที่ผมมอบหมายให้ได้ก็พอแล้ว” ไมเคิลยิ้มอยู่กับโทรศัพท์“เอาละ งั้นไว้พบกันพรุ่งนี้นะ ตอนนี้ผมเห็นจะต้องรีบสักหน่อยแล้ว มีนัดอยู่ นี่ก็ช้าไปเกือบครึ่งชั่วโมงแล้ว”“งั้นพรุ่งนี้อย่ามาช้านักก็แล้วกัน ผมยังดูเวลาด้วยการยึดหลักแบบอเมริกันอยู่นะ ไม่ใช่เวลาตามใจชอบแบบไอริชของคุณหรอก”“เออน่า รับรองได้”แม้ว่าแพดดี้ เบร์น จะวางโทรศัพท์ไปนานแล้ว แต่ไมเคิลก็ยังถืออยู่อีกเป็นครู่ เพราะคาดว่าจะต้องได้ยินเสียงหอนอย่างเช่นในตอนแรกเกิดขึ้นอีก แต่ว่าไม่มีเสียงอะไรเกิดตามมา..!

    “แล้ววันนี้คุณทำอะไรบ้างล่ะ? ” คาร์ล่าเงยหน้าขึ้นเมื่อสามีเดินเข้ามาในครัว ไมเคิลกวาดสายตามองดูถุงใส่ของที่วางเกลื่อนอยู่ทั่วไปหมด สังเกตเห็นว่ามันเป็นถุงกระดาษชั้นดี เธอคงจะต้องพาลูกไปซื้อของจากร้านหรูๆ ที่ไหนสักแห่งแน่ๆ“ก็..จัดชั้นหนังสือ แล้วก็โทรศัพท์ไปหาแพดดี้ บีร์น ยืนยันนัดหมายที่จะพบกันตอนกินอาหารกลางวันพรุ่งนี้ ตอนนี้ผมก็จัดเอกสารกับหนังสือเข้าที่เข้าทางหมดแล้ว คิดว่าคืนนี้คงเริ่มลงมือทำงานได้”คาร์ล่าเพียงแค่พยักหน้ารับอย่างไม่สนใจเท่าไรนัก..“แล้วคุณล่ะ วันนี้ไปไหนมาบ้าง? ”“ฉันน่ะเบื่อเมืองนี้จะแย่อยู่แล้ว” คาร์ล่ากระแทกเสียงตอบ “แค่ขับรถในถนนก็แทบจะคั่ง รถติดกันเป็นบ้าเป็นบอเสียเวลาที่สุด อะไรที่อยากซื้อก็ไม่ได้ซื้อ”คำตอบของเธอทำให้เขาต้องหันไปมองดูถุงใส่ของที่วางเกลื่อนอยู่อย่างแปลกใจเต็มที“ยิ่งกว่านั้นตอนที่ขับรถกลับบ้านก็เหมือนตกอยู่ในฝันร้ายไม่มีผิดเลย รถติดอยู่กลางถนนเป็นชั่วโมงๆ อีกนั่นแหละ”“แล้วคุณพาลูกไปเดินซื้อของด้วยหรือเปล่าล่ะ” อีกครั้งหนึ่งที่ไมเคิลลองเดาคำตอบอยู่“เปล่าหรอก ปล่อยลงหน้าโรงหนังแล้วก็กลับมารับตอนหลัง แกจะได้มีโอกาสหาความสนุกเพลิดเพลินให้กับตัวเองบ้าง”ไมเคิลถอนหายใจเบาๆ เดินไปยังกาน้ำ รู้ดีว่าต่อล้อต่อเถียงไปก็ไม่มีประโยชน์“ผมว่าเราชงชากันดีกว่า”“ดี”“แล้วอาหารเย็นวันนี้มีอะไรกินมั่งล่ะ? ”“อ้าว..ก็ไหนคุณบอกว่าเราจะออกไปกินข้างนอกกันไม่ใช่หรือ? ” คาร์ล่าหันมามองหน้าเขาอย่างแปลกใจเต็มที่“เอ้อ..มันก็จริงอยู่หรอก..แต่ผมว่าเราอย่าเพิ่งไปกันคืนนี้เลยนะ เอาไว้คืนวันสุดสัปดาห์ดีกว่า”คาร์ล่ามองหน้าเขาอยู่เป็นครู่ก่อนจะกัดฟันและสะบัดหน้าเดินจากไป ไมเคิลมีความรู้สึกอยู่ว่าอุณหภูมิภายในห้องครัวยามนี้ดูจะขึ้นสูงกว่าปกติ ในที่สุด ไม่ว่าเขาจะใช้ความพยายามสักแค่ไหน มันก็ไม่ได้ทำให้สัมพันธภาพระหว่างเขากับเธอฟื้นคืนดีขึ้นมาได้เลยเขาเดินไปหมุนก๊อกน้ำใส่กา มันส่งเสียงดังโครกครากอยู่ครู่สั้นๆ และแล้ว..น้ำก็ไหลออกมา..เพียงแต่ว่าน้ำนั้นเป็นสีแดงขุ่นเหมือนสีเลือดที่ตกค้างอยู่ในท่อ…

    นิยายแนะนำ