เสียงของหลวงปู่แก้วที่กำลังเล่าเื่นั้นขาดห้วงไปชั่วขณะ ท่านหอบหายใจอย่างหนักหน่วง การหวนรำลึกถึงอดีตที่งดงามนั้นเป็ดั่งยาชุบใจ
แต่ในขณะเดียวกัน มันก็สูบเอาพลังชีวิตที่เหลืออยู่น้อยนิดของท่านไปอย่างรวดเร็ว คำอินทร์รีบประคองท่านอาจารย์
"ข้ายังไหว..." หลวงปู่เอ่ยขึ้นหลังจากหยุดพักไปครู่หนึ่ง "เื่ราวยังไม่จบ...เ้าต้องฟังต่อไป...ต้องเข้าใจว่าเหตุใดสหายรักทั้งสาม...จึงไม่อาจเดินบนเส้นทางเดียวกันได้ตลอดไป"
ภาพในความทรงจำของท่านเคลื่อนต่อไปยัง่เวลาหลายปีให้หลัง...
อาศรมของพระครูอูสะ หลายปีต่อมา
วันเวลาในอาศรมกลางป่าลึกได้หล่อหลอมชายหนุ่มทั้งสามให้เติบใหญ่ขึ้นทั้งในด้านร่างกายและวิชาอาคม ภายใต้การสั่งสอนของปรมาจารย์ผู้เข้าถึงแก่นแท้แห่งธรรมชาติ ความแตกต่างในนิสัยและเป้าหมายของแต่ละคนเริ่มฉายชัดขึ้นผ่านศาสตร์ที่พวกเขาเลือกที่จะทุ่มเทฝึกฝนจนเชี่ยวชาญ
อินทร์...ผู้มีจิตใจเมตตาดุจบิดรแห่งพงไพร ได้ทุ่มเทให้กับการศึกษา “อาคมสายพิทักษ์” อย่างสุดหัวใจ เขาไม่ได้เรียนรู้เพื่อสร้างกำแพงหินหรือเกราะคาถาที่แข็งทื่อ แต่เรียนรู้ที่จะ “ขอร้อง” และ “ผสาน” ตนเองเข้ากับธรรมชาติ
เขาใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการนั่งสมาธิใต้ร่มไม้ สื่อสารกับจิติญญาของต้นไม้และพื้นดิน จนสามารถชักนำเถาวัลย์ขนาดเท่าแขนคนให้ก่อตัวขึ้นเป็โดมป้องกันที่เหนียวแน่นและยืดหยุ่น สามารถหยุดการโจมตีที่รุนแรงได้โดยไม่แตกหัก
เขาสามารถพูดคุยกับฝูงนกให้ช่วยสอดแนม หรือทำให้สัตว์ร้ายที่กำลังตื่นตระหนกสงบลงได้ด้วยการััเพียงแ่เบา วิชาของอินทร์คือวิชาแห่งความเข้าใจและความกลมเกลียวของธรรมชาติ เขาคือผู้พิทักษ์โดยกำเนิดอย่างแท้จริง
เ้าฟ้าแก้ว...ผู้มีสติปัญญาหลักแหลมและสายเืแห่งราชันย์ ท่านมุ่งสู่ “อาคมสายควบคุม” และ “ศาสตร์แห่งการวิเคราะห์” ท่านไม่ได้ใช้เวลาไปกับการสื่อสารกับธรรมชาติ แต่ใช้เวลาหลายชั่วยามในแต่ละวันเพื่อศึกษาตำราอาคมโบราณที่พระครูมอบให้ ซึ่งเป็ตำราที่เขียนด้วยอักขระขอมและมอญโบราณ
ท่านพยายามทำความเข้าใจกฎเกณฑ์และโครงสร้างของพลังงานในธรรมชาติ ท่านไม่ได้ท่องจำคาถา แต่วิเคราะห์เพื่อ "สร้าง" มันขึ้นมาใหม่ ท่านสามารถรวบรวมไอเย็นในอากาศเพื่อสร้างหอกน้ำแข็งที่แหลมคม หรือบีบอัดอากาศเพื่อสร้างใบมีดสายลม ที่มองไม่เห็นแต่ตัดผ่านต้นไม้ได้ราวกับคมดาบ
สำหรับท่านแล้ว อาคมคือศาสตร์ที่ต้องทำความเข้าใจและควบคุมให้ได้โดยสมบูรณ์แบบ ดุจเดียวกับที่กษัตริย์ต้องควบคุมอาณาจักรของตน
ส่วนมินจอส่วย...ผู้เงียบขรึมและยึดมั่น เขาเลือกเดินทางในสายที่ลึกลับและอันตรายที่สุด นั่นคือ “อาคมสายิญญาและคำสาป” เขาไม่ได้ผสานตนเองกับป่าอย่างอินทร์ และไม่ได้ควบคุมธาตุอย่างเ้าฟ้าแก้ว แต่เขาเรียนรู้ที่จะสื่อสารกับ “ผู้ที่อยู่ในป่า”...เป็เหล่าภูตพรายและดวงิญญาที่สิงสถิตอยู่ตามที่ต่างๆ
เขาใช้เวลาหลายคืนในการนั่งสมาธิอยู่กลางป่าช้าหรือหนองน้ำที่ร่ำลือว่าผีดุ เพื่อฝึกฝนจิตของตนให้แข็งแกร่งพอที่จะเผชิญหน้าและต่อรองกับเหล่าุ์ เขาสามารถหยิบยืมพลังของมันมาใช้สร้างคำสาปที่กัดกินศัตรูจากภายใน ทำให้เจ็บป่วยอย่างไม่รู้สาเหตุ หรือสร้างภาพหลอนที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดจากความทรงจำของเป้าหมายได้
ศาสตร์ของเขาคือดาบสองคมที่ทรงพลังแต่ก็พร้อมจะย้อนกลับมาทำร้ายตัวเองได้ทุกเมื่อหากจิตใจไม่แน่วแน่พอ
มิตรภาพของพวกเขายังคงงดงาม แต่ก็เริ่มมีการแข่งขันและความคิดเห็นที่แตกต่างกันมากขึ้น เ้าฟ้าแก้วมักจะหยอกเย้าอินทร์ว่าเป็ “พี่เลี้ยงต้นไม้” ที่มีแต่วิชาตั้งรับ ไม่ทันการณ์
ส่วนอินทร์ก็จะคอยเตือนสติเ้าฟ้าแก้วไม่ให้ทะเยอทะยานจนมองข้ามผลกระทบเล็กๆ น้อยๆ
ขณะที่มินจอส่วยจะคอยเฝ้ามองอยู่เงียบๆ แต่บางครั้งก็จะเอ่ยขึ้นมาลอยๆ ว่า "พลังที่ยิ่งใหญ่ที่สุด...คือพลังที่ทำให้ศัตรูไม่กล้าคิดต่อกรอีกเป็ครั้งที่สอง" ซึ่งเป็แิที่แตกต่างจากสหายทั้งสองอย่างสิ้นเชิง
จนกระทั่งวันหนึ่ง...บททดสอบที่แท้จริงของคำสัตย์สาบานก็ได้มาเยือนในรูปแบบที่พวกเขาไม่คาดคิด
พระครูอูสะได้มอบหมายให้ทั้งสามเดินทางไปยังหมู่บ้านชายแดนแห่งหนึ่งซึ่งตั้งอยู่ในหุบเขาที่ห่างไกล เพื่อเก็บ "ว่านจันทราโลหิต" สมุนไพรหายากที่ขึ้นอยู่บนหน้าผาสูงชันในคืนเดือนดับเท่านั้น
แต่เมื่อพวกเขาเดินทางไปถึงหมู่บ้านซึ่งเป็หมู่บ้านชาวพม่าเล็กๆ กลับได้พบกับภาพที่ทำให้เืในกายเย็นเยียบ….
กลุ่มทหารสยามกลุ่มหนึ่ง ซึ่งดูจากลักษณะแล้วไม่น่าใช่ทหารหลวง แต่เป็ทหารรับจ้างหรือกองกำลังส่วนตัวของขุนนางท้องถิ่นผู้ฉ้อฉล กำลังข่มเหงรังแกชาวบ้านพม่าอย่างทารุณ
พวกมันเรียกเก็บส่วยอย่างไม่เป็ธรรม ทุบตีชายฉกรรจ์ที่ขัดขืนจนเืตกยางออก และกำลังฉุดกระชากหญิงสาวคนหนึ่งออกจากบ้านของนาง ท่ามกลางเสียงร้องไห้ของผู้เป็แม่
วินาทีนั้นเอง...โลกของชายหนุ่มทั้งสามก็แตกออกเป็สามใบอย่างชัดเจน
อินทร์ไม่ลังเลแม้แต่น้อย เขาก้าวออกไปเบื้องหน้าทันที ร่างกายของเขาเปล่งรัศมีสีเขียวอ่อนจางๆ "หยุดเดี๋ยวนี้! พวกท่านเป็ทหารของแผ่นดินสยาม เหตุใดจึงมารังแกผู้ที่อ่อนแอกว่า!" เขาร่ายอาคมอย่างรวดเร็ว เถาวัลย์ขนาดมหึมาจำนวนมากพุ่งขึ้นมาจากพื้นดิน ก่อตัวเป็กำแพงธรรมชาติที่หนาทึบแต่ยืดหยุ่น กั้นกลางระหว่างชาวบ้านและเหล่าทหารชั่ว เขาไม่ได้ทำร้ายผู้ใด แต่เลือกที่จะปกป้องผู้ที่อ่อนแอกว่าและพยายามเจรจา
เ้าฟ้าแก้วขมวดคิ้วด้วยความไม่พอใจ สำหรับท่านแล้วนี่คือความอัปยศของชาวสยาม การกระทำของทหารเลวเหล่านี้กำลังสร้างความเสื่อมเสียให้แก่อาณาจักร ท่านจึงตัดสินใจ "จัดระเบียบ" อย่างรวดเร็วและเด็ดขาด
ท่านชี้นิ้วขึ้นฟ้าแล้วตวาดก้อง "วายุพิโรธ!" พายุหมุนขนาดย่อมก่อตัวขึ้นอย่างฉับพลันจากความว่างเปล่า มันพัดกระหน่ำเข้าไปใจกลางกลุ่มทหารด้วยความรุนแรงจนพวกมันตั้งตัวไม่ติด อาวุธหลุดจากมือ ร่างกายปลิวไปคนละทิศละทาง แม้จะไม่ได้ตั้งใจ แต่ทหารคนหนึ่งโชคร้ายถูกพัดไปกระแทกกับโขดหินจนขาหักส่งเสียงร้องโอดโอย
ท่านเมินเฉยต่อเสียงนั้น...สำหรับท่านแล้ว มันคือการลงทัณฑ์ที่สาสม และเป็การยุติปัญหาที่รวดเร็วที่สุด
แต่สำหรับมินจอส่วย...เขาไม่ได้เห็นทหารเลว เขาไม่ได้เห็นปัญหาที่ต้องจัดการ เขาเห็นเพียง “คนสยาม” ที่กำลังทำร้าย “คนพม่า”...สายเืเดียวกับเขา...พี่น้องของเขา
ขณะที่อินทร์กำลังปลอบโยนชาวบ้าน และเ้าฟ้าแก้วกำลังมองผลงานของตนเองด้วยความพอใจ มินจอส่วยได้เคลื่อนไหวอย่างเงียบเชียบราวกับเงา เขาตรงไปยังหัวหน้าทหารที่กำลังพยายามจะลุกขึ้น...ชายผู้ที่ใช้ด้ามดาบตบหน้าหญิงชราผู้เป็แม่ของหญิงสาวคนนั้นจนล้มลง
ดวงตาของมินจอส่วยเย็นเยียบและว่างเปล่า เขาวางมือลงบนไหล่ของชายผู้นั้นแล้วกระซิบด้วยเสียงที่ได้ยินกันเพียงสองคน
"ความเ็ปที่เ้ามอบให้ผู้อื่น...จงรับมันคืนไปเป็ร้อยเท่า"
สิ้นเสียงนั้น เขาก็ร่ายคำสาปที่ร้ายกาจที่สุดบทหนึ่งที่เขาเพิ่งฝึกสำเร็จ...มนตร์ชีพจรเหือดแห้ง!
หัวหน้าทหารคนนั้นพลันกรีดร้องออกมาอย่างสุดเสียง! ราวกับถูกไฟนรกแผดเผาจากภายใน แขนข้างขวาที่มันใช้ตบหน้าหญิงชราพลันลีบเล็กลงอย่างรวดเร็วต่อหน้าต่อตาทุกคน! ิัเหี่ยวย่นกลายเป็สีดำคล้ำราวกับกิ่งไม้แห้งที่ตายแล้ว กล้ามเนื้อฝ่อจนหมดสิ้น เหลือเพียงหนังหุ้มกระดูก มันคือการทำลายที่ถาวรและโเี้อย่างที่สุด! หลังจากนั้นทหารชาวสยามก็ได้ตายลง
เมื่อสถานการณ์สงบลง บรรยากาศระหว่างสหายทั้งสามก็หนักอึ้งและเย็นเยียบยิ่งกว่าลมหนาวใดๆ
"เ้าทำเกินไป! มินจอส่วย!" อินทร์อุทานขึ้นเป็คนแรก เสียงของเขาเต็มไปด้วยความผิดหวัง "คำสาบานของเราคือการไม่ทำร้ายชาวพม่าแต่กับคนชาติไหนก็ไม่ควรฆ่า...แค่สั่งสอนให้หลาบจำก็พอ!"
"ข้าต้องฆ่า" มินจอส่วยตอบเสียงเรียบ แต่แววตากลับแข็งกร้าว "ข้า้ามอบบทเรียนให้ทหารชาวสยามคนอื่นจดจำไปจนวันตาย ว่าผลของการรังแกผู้ที่อ่อนแอกว่าเป็เช่นไร"
"นี่ไม่ใช่ความยุติธรรม! แต่มันคือความแค้น!" เ้าฟ้าแก้วกล่าวแทรกขึ้น น้ำเสียงของท่านแฝงไว้ด้วยอำนาจของผู้ปกครอง "การกระทำโดยพลการของเ้าจะทำให้เื่เล็กกลายเป็เื่ใหญ่! หากข่าวนี้แพร่งพรายออกไป มันอาจกลายเป็ชนวนให้เกิดความขัดแย้งที่ใหญ่กว่านี้ได้! เ้าคิดถึงผลที่จะตามมาบ้างหรือไม่!"
"ผลที่จะตามมารึ!" มินจอส่วยหันมาเผชิญหน้ากับสหายทั้งสองเป็ครั้งแรก ดวงตาของเขาฉายแววเ็ปและผิดหวังอย่างรุนแรง "แล้วตอนที่พวกมันทุบตีชาวพม่า! ฉุดคร่าหญิงสาวชาวพม่า! พวกท่านคิดถึงความรู้สึกของข้าบ้างหรือไม่! หรือเห็นมันเป็เพียง 'ปัญหา' ที่ต้องรีบจัดการให้จบๆ ไป!"
"พวกท่านไม่มีวันเข้าใจ!" มินจอส่วยตวาดลั่น "เพราะพวกท่านไม่ใช่คนที่เห็นพี่น้องร่วมแผ่นดินของตนเองถูกกระทำ! ความมีเมตตามีความหมายอันใด หากเราต้องทนดูคนของเราเ็ปโดยที่ทำได้เพียงแค่ 'ป้องกัน' หรือ 'สั่งสอน' เล็กๆ น้อยๆ!"
รอยร้าวแรกได้ปรากฏขึ้นบนแผ่นศิลาแห่งมิตรภาพของพวกเขาแล้ว มันคือรอยร้าวของความไม่เข้าใจ...ของมุมมองที่แตกต่าง...และของชาติพันธุ์ที่ไม่อาจลบเลือนได้ แม้จะพยายามมากเพียงใดก็ตาม
เมื่อทั้งสามกลับมาถึงอาศรม พระครูอูสะกำลังนั่งรอพวกเขาอยู่หน้ากระท่อมราวกับหยั่งรู้ทุกอย่างล่วงหน้าแล้ว
ท่านไม่ได้ตำหนิผู้ใด แต่กลับมองทั้งสามด้วยสายตาที่เปี่ยมด้วยความเมตตาและเศร้าสร้อย "วันนี้...พวกเ้าได้เรียนรู้บทเรียนที่สำคัญที่สุดแล้ว...เ้าทั้งสามลองคิดทบทวนการกระทำของตัวเองให้ดี…"
ท่านมองไปที่เ้าฟ้าแก้วและมินจอส่วยเป็พิเศษ "วันนี้...พวกเ้าใช้พลังเพื่อหยุดยั้งความอยุติธรรมเล็กๆ แต่ข้าเกรงกลัววันที่คนใดคนหนึ่งในหมู่พวกเ้ามีอำนาจดั่งราชันย์ และความอยุติธรรมนั้นใหญ่หลวงเท่าอาณาจักร...ในวันนั้น...คำสาบานของพวกเ้าที่เคยกล่าวกับข้านี้จะเป็โล่พิทักษ์ผู้บริสุทธิ์...หรือจะเป็โซ่ตรวนที่พันธนาการโชคชะตาของพวกเ้าไว้...มีเพียง์เท่านั้นที่รู้"
คำพูดของพระครูอูสะทิ้งความเงียบอันหนักอึ้งไว้เื้ั ค่ำคืนนั้น...ชายหนุ่มทั้งสามต่างนอนไม่หลับ ทุกคนต่างทบทวนถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และตระหนักว่าเส้นทางเบื้องหน้าของพวกเขา...อาจจะไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบอย่างที่เคยฝันไว้อีกต่อไปแล้ว