เกิดใหม่มั่งคั่ง ทำฟาร์มกลางหุบเขาลึก [จบ]

    เล่มที่ 2 บทที่ 52 ครึ่งใต้หล้า


             เกาเหรินกลอกตาไปมา ไม่รู้ว่าเป็นคำว่า ‘บ้านเรา’ ของเสี่ยวหมี่ที่ทำให้เขาพอใจ หรือว่าถูกยั่วด้วยอาหารกันแน่ จึงพยักหน้าอย่างง่ายดาย

             กลายเป็นเสี่ยวหมี่เองที่ตกใจไม่น้อย เพราะปกติเกาเหรินมีนิสัยแปลกประหลาดอย่างยิ่ง บางครั้งขนาดเฝิงเจี่ยนเป็นคนกำชับเขา เขาก็ยังแอบอู้ไม่ยอมทำก็มี คิดไม่ถึงวันนี้จะตอบรับอย่างง่ายดายเช่นนี้ หรือว่าตัวซูอีจะมีพรสวรรค์อะไร...

             แต่ว่าเหล่านี้ล้วนไม่สำคัญ การให้ซูอีเรียนวรยุทธ์นั้น ก็เพื่อในวันหน้าเมื่อเฝิงเจี่ยนนายบ่าวจากไปแล้ว ต่อให้พี่รองลู่ที่พึ่งพาไม่ได้ผู้นั้นจะไม่อยู่บ้าน ก็นับว่ามีคนให้พึ่งพาได้อีกคนหนึ่ง

             ซูอียังจำเรื่องเมื่อครู่ได้อยู่ จะอย่างไรก็ไม่ยอมคารวะเกาเหริน เสี่ยวหมี่รู้สึกขำ คิดจะช่วยกดศีรษะเขาให้ก้มลง กลับเป็นเกาเหรินที่กระโดดขึ้นตบเขาอีกครั้ง ทำให้ซูอีโกรธยิ่งกว่าเดิมวิ่งไล่ตามกันจนเงาร่างหายไป

             เสี่ยวหมี่ยิ้มขื่นพลางส่ายหน้า พวกเขายังเป็นแค่เด็กสองคนก็เท่านั้น เมื่อครู่นางถึงขั้นคิดจะเตรียมฝึกเขาให้เป็นผู้ปกป้องครอบครัวนาง เรียกได้ว่าคิดไกลเกินไปจริงๆ

             เมื่อเฝิงเจี่ยนปักกล้าต้นสุดท้ายเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็ถึงกับต้องนั่งพักเหนื่อยอยู่เหนือคันนา จากนั้นจึงมองไปรอบๆ บนดินโคลนสีดำมีต้นกล้าสีเขียวชอุ่มปักอยู่ 

             แต่ต้นกล้าพวกนี้กลับมีความสำคัญอย่างยิ่ง หากจะกล่าวให้ยิ่งใหญ่สักหน่อยก็คือเกี่ยวพันกับชีวิตของคนใต้หล้า หากจะมองให้เล็กลงมาก็นับว่าสิ่งนี้เป็นดั่งรากฐานอันมั่นคงของสกุลลู่ เพียงพอให้สตรีที่เขารักสามารถยืนอยู่อย่างมั่นคงเคียงข้างเขาได้

             เสี่ยวหมี่กำลังรินน้ำชา ครั้นเห็นเขามองมาก็ยิ้มอย่างซุกซนเล็กน้อย ไม่รู้เลยว่าบุรุษที่ไม่เคยเหน็ดเหนื่อยไม่ว่าเรียนวิชาบุ๋นหรือบู๊ ยามนี้กลับเหน็ดเหนื่อยจนแทบทนไม่ไหวอยู่กลางคันนา กำลังวางแผนอนาคตให้กับนาง...

             ส่วนทางผู้เฒ่าหยางกำลังก้มหน้าก้มตาเขียนอักษร เมื่อเขียนเสร็จแล้วก็วางพู่กันลง จากนั้นจึงถอนใจออกมาอย่างสบายใจ รอยยิ้มเบ่งบานบนใบหน้า หากรู้ว่าการออกมาทัศนาจรในครั้งนี้จะได้พบเจอวาสนาดีๆ เช่นนี้ เกรงว่าคงออกมานานแล้ว

             นายท่านเฝิงเขยิบยื่นหน้าเข้ามายิ้มให้ “ท่านหยางเสร็จธุระแล้ว ก็มารวมตัวกันหน่อยสิ”

             พูดพลางยื่นห่อยาสูบมาให้เขา อันที่จริงที่ข้างเอวผู้เฒ่าหยางเองก็มีเส้นยาสูบอยู่ในกระเป๋าเช่นกัน เพียงแต่ยามนี้เขารับเส้นยาสูบมาจากนายท่านเฝิง ใส่เข้าไปในกล้องยาสูบของเขา หลังจากจุดไฟแล้ว ชายชราสองคนก็นั่งยองๆ อยู่ข้างคันนา พ่นควันเป็นวงราวกับเมฆออกมา

             “น้องชาย เจ้าว่าต้นกล้าพวกนี้จะอยู่รอดหรือไม่?”

             ในที่สุดนายท่านเฝิงก็เอ่ยประโยคนี้ออกมา ผู้เฒ่าหยางจะเดาความหมายแฝงของเขาไม่ออกได้อย่างไร ขบคิดดูแล้วก็รู้ว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ คงต้องพูดอะไรเสียหน่อย จึงหัวเราะเสียงต่ำ “พี่ชาย ท่านไม่รู้อะไร หากว่าข้าวขนาดครึ่งหมู่นี้ปลูกได้สำเร็จ วันหน้าเราที่อยู่ภาคเหนือก็ปลูกข้าวได้ด้วยตัวเองแล้ว และภาคใต้ก็จะเปลี่ยนจากเก็บเกี่ยวปีละครั้งมาเป็นปีละสองครั้ง ท่านลองคิดดูว่าหากเสบียงอาหารในใต้หล้านี้อยู่ๆ ก็เพิ่มขึ้นมาอีกเท่าหนึ่ง เช่นนั้นต้าหยวนจะมีคนอดตายน้อยลงสักเท่าไร”

            “เสบียงในใต้หล้าเพิ่มขึ้นมาอีกครึ่งหนึ่ง?” นายท่านเฝิงตกใจหันไปมองต้นกล้าในนาข้าว ตอนแรกเขาก็พอรับรู้ได้ว่าต้นกล้าพวกนี้มีความสำคัญมาก แต่กลับคิดไม่ถึงว่าจะสำคัญขนาดนี้

             “เช่นนั้น...”

             เขากำลังคิดจะพูดอะไรอีก แต่กลับสำลักออกมาอย่างรุนแรง

             ผู้เฒ่าหยางตบหลังเขาเบาๆ “พี่ชาย ไม่ต้องรีบร้อน ถึงอย่างไรข้าวพวกนี้ก็ถูกปลูกอยู่ในหมู่บ้านเขาหมีของพวกท่าน ตอนนี้พวกมันยังเล็กและอ่อนแอนัก คงต้องลำบากพี่ชายทุ่มเทเพื่อพวกมันหน่อยแล้ว”

             “นั่นเป็นเรื่องที่แน่นอนอยู่แล้ว”

             นายท่านเฝิงรับคำปากสั่นมือสั่น เมื่อนึกย้อนกลับไปถึงสิ่งที่เขากำชับกับชาวบ้านก่อนหน้านี้ก็รู้สึกว่าสั่งอย่างลวกๆ เกินไป เขาจึงลุกขึ้นยืนแล้วพุ่งเข้าไปหาพวกเขา สั่งคนในหมู่บ้านเสียงดังว่า

             “บิดาซานหวา ต้าหลิน สือโถ่ว รีบตัดกิ่งหลิวมา เอามาล้อมนาข้าวเอาไว้ จำไว้ว่าแม้แต่หนูตัวเดียวก็ห้ามปล่อยเข้ามา”

             จากนั้นก็หันไปทางพวกผู้หญิงที่กำลังรายล้อมอยู่โดยรอบ “พวกเจ้าเองก็ฟังเอาไว้ให้ดี ไก่ในบ้านของพวกเจ้าก็ขังมันเอาไว้ให้ดี หากตัวไหนกล้าวิ่งออกมาทำลายนาข้าวละก็ ข้าจะฆ่าทิ้งทั้งหมด”

             พวกผู้หญิงตกใจกันไม่น้อย แม่ไก่ของแต่ละบ้านนับว่าเป็นสมบัติล้ำค่าของพวกเขา ยามปกติไม่มีทางสังหารง่ายๆ ต่อให้คนในบ้านจะหิวโซแต่จะไม่มีวันปล่อยให้แม่ไก่ผอมโซเด็ดขาด เมื่อได้ยินเช่นนี้พวกนางจึงพากันพยักหน้าอย่างขันแข็ง ยอมล้อมรั้วให้หนาขึ้นอีกชั้นดีกว่าปล่อยให้พวกมันต้องตายมากนัก...

             ผู้เฒ่าหยางยิ้มตาหยี ตอนที่คิดจะเติมเส้นยาสูบ กลับเห็นเกาเหรินที่ไม่รู้โผล่มาจากไหนยัดท่อนไผ่ให้เขาหนึ่งท่อน ไม่รอให้เขาพูดอะไร ซูอีที่ดวงหน้าแดงก่ำ ดวงตาเบิกกว้างก็บุกเข้ามาหาแล้ว

             เกาเหรินหัวเราะเยาะพลางด่าว่าเขา แล้วกระโดดหนีหายไปเพื่อหยอกล้อซูอีต่อ

             ผู้เฒ่าหยางก้มหน้าลง เมื่อเห็นสีของท่อนไผ่เขาก็ขมวดคิ้ว เงยหน้าขึ้นก็เห็นว่าเสี่ยวหมี่ถือกาน้ำชากำลังเดินกลับไปที่บ้าน จึงรีบเข้าไปหาเจ้านาย

             “นายน้อย เสวียนหมิงส่งข่าวมาขอรับ”

             เฝิงเจี่ยนพยักหน้า ล้างโคลนที่เท้าออก สวมถุงเท้ารองเท้าแล้วจึงตอบรับว่า “ครั้งก่อนที่เข้าเมือง เห็นการค้าทาสจากท้องทุ่งเป็นวงกว้างในตลาดม้า จึงให้เสวียนหมิงไปสืบมา”

             เมื่อผู้เฒ่าหยางได้ยินเช่นนี้ก็วางใจ เปิดท่อนไผ่ออก เพียงกวาดสายตามองไปทีหนึ่งสีหน้าก็เปลี่ยนทันที

             “คุณชาย เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นที่ดินแดนท้องทุ่งหญ้าขอรับ”

             เฝิงเจี่ยนเลิกคิ้ว รับกระดาษมาจากเขา ก่อนสีหน้าจะเคร่งขรึมลง

             “คุณชาย จะเดินทางไปที่ท้องทุ่งหญ้าสักครั้งหรือไม่ขอรับ”

             ผู้เฒ่าหยางลองเลียบเคียงถามด้วยสีหน้าที่อธิบายไม่ถูก   

             เฝิงเจี่ยนหันศีรษะไปมองเรือนสกุลลู่ ที่นั่นเสี่ยวหมี่กำลังก่อไฟ ควันขาวจากห้องครัวกำลังลอยละล่องออกมาด้านนอก อาจเพราะเป็นสัญญาณว่าอีกครู่เดียวก็จะได้กินอาหารแสนอร่อยแล้ว ดังนั้นไม่ว่าคนจะวิ่งไปไกลแค่ไหน ไม่ว่าจะยุ่งเพียงใด ก็จะกลับมารวมตัวกันอย่างตรงเวลา ดื่มด่ำกับอาหารรสเลิศไปพลางสนทนากันอย่างสนุกสนานไปพลาง...

             สายตาของเขาค่อยๆ เข้มขึ้นทีละน้อย แต่กลับเอ่ยว่า “ได้ เจ้าอยู่ที่นี่คอยดูแลต้นข้าว ข้าจะพาเกาเหรินไปดูหน่อย”

             เมื่อผู้เฒ่าหยางได้ยินเช่นนี้ สีหน้าแปลกๆ ของเขาก็หายไปทันที เปลี่ยนเป็นสีหน้าภาคภูมิใจ

             “ขอรับ คุณชาย”

             ฤดูใบไม้ผลิแสงแดดสดใส พืชผักในสวนสกุลลู่เติบโตเป็นอย่างดี พวกต้นถั่วแอบเกียจคร้าน ถึงแม้ดอกจะบานสะพรั่งอย่างแน่นหนา แต่ฝักถั่วกลับมีแค่ไม่กี่ฝัก ส่วนแตงกวากลับพากันแอบงอกงามอย่างเงียบๆ ใต้ใบอันหนาทึบ

             เสี่ยวหมี่เด็ดแตงกวาออกมาสองลูก นอกจากนี้ยังเด็ดมะเขือม่วงที่เพิ่งเติบโตออกมาอีกสามลูก หั่นผักสองชนิดนี้เป็นเส้นเล็กๆ ทั้งยังสับเนื้อสัตว์เป็นเส้นเล็กๆ เช่นกัน แล้วจึงนำไปผัดรวมกันจนหอมฉุย เสร็จแล้วก็ทำน้ำแกงผักโขมเพิ่มอีกหนึ่งถ้วย จากนั้นก็จัดเรียงแป้งชุนปิ่งเต็มจานใหญ่ ก็พร้อมยกขึ้นโต๊ะอาหารแล้ว

             คนสกุลลู่พากันล้างมือ เสร็จแล้วก็นั่งล้อมวงกัน มือหนึ่งถือแป้ง มือหนึ่งคีบผัก ถึงแม้พวกเขาจะรู้สึกว่าการต้องมาม้วนแป้งปอเปี๊ยะเช่นนี้ค่อนข้างลำบาก แต่เวลากินก็ไม่มีใครยอมกินช้ากว่าคนอื่นแม้แต่น้อย

             รสชาติสดใหม่เช่นนี้ทำให้ทุกคนรู้สึกว่าสิ่งที่อยู่ในปากพวกเขาไม่ใช่อาหาร แต่เป็นฤดูใบไม้ผลิ

             เสี่ยวหมี่นึกไปถึงเถ้าแก่เฉินที่มักส่งคนมาเร่งเรื่องผักสดแล้วก็กินด้วยความรู้สึกผิดเล็กน้อย แตงกวาและมะเขือม่วงพวกนี้หากว่ามอบให้เถ้าแก่เฉินเอาไปขายเกรงว่าคงขายได้หลายตำลึง

             แต่นางไม่เสียใจภายหลัง ของที่นางปลูกกินเองที่บ้าน หากยังตัดใจกินเองไม่ได้ ก็เท่ากับเหนื่อยเปล่า อีกอย่าง ตอนนี้สกุลลู่ก็ไม่ได้ลำบากเหมือนปีที่แล้ว จึงไม่ได้เสียดายอะไรขนาดนั้น

             นางนึกไปถึงตั๋วเงินพันกว่าตำลึงที่นอนอยู่ก้นกล่องในห้อง เสี่ยวหมี่ก็อารมณ์ดียิ่งนัก กินชุนปิ่งคำโตอย่างสบายใจ

             เฝิงเจี่ยนนั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม เห็นเสี่ยวหมี่กินอย่างมีความสุข จึงไม่กล้าเอ่ยปากออกมาเสียที

             รอจนทุกคนกินอิ่มกันแล้ว เสี่ยวหมี่ก็ยกมือขึ้นเตรียมเก็บชามและตะเกียบ ในที่สุดเฝิงเจี่ยนก็เอ่ยปากออกมา “วันพรุ่งนี้ ข้าจะจากไป...”

             ‘ตึง’ เขายังพูดไม่ทันจบ ตะเกียบในมือของเสี่ยวหมี่กลับร่วงลงมา กระทบกับถ้วยจนเกิดเสียงดัง 

             เสี่ยวหมี่สีหน้าซีดขาวจนน่าตกใจ คิดจะพูดอะไรแต่ก็พูดไม่ออก

             ไม่ใช่ว่านางไม่เคยคิดถึงเรื่องนี้มาก่อน ถึงขนาดที่นางเองก็เตรียมการหลังจากที่พวกเฝิงเจี่ยนจากไปแล้วอยู่หลายอย่าง เช่น การให้เกาเหรินสอนวรยุทธ์แก่ซูอี...

             แต่ว่า จะอย่างไรก็คิดไม่ถึงว่าจะกะทันหันเช่นนี้...

             เฝิงเจี่ยนเห็นเสี่ยวหมี่ที่วิญญาณหลุดลอยไปเช่นนั้น หัวใจก็เจ็บปวด แต่จากนั้นก็กลายเป็นความยินดีอย่างเหลือล้น นางไม่อยากให้เขาไป...

             “อะแฮ่ม” ผู้เฒ่าหยางไม่อาจทนเห็นแม่นางน้อยมีท่าทางเช่นนั้น และยิ่งกลัวว่าพวกบิดาลู่จะสงสัยอะไรขึ้นมา จึงรีบอธิบายแทรกขึ้นมาว่า “คุณชาย ท่านวางใจ บ่าวจะอยู่ที่นี่คอยดูแลนาข้าว ท่านพาเกาเหรินไปที่ท้องทุ่งหญ้า หากว่ากิจการที่บ้านไม่มีปัญหาอะไรใหญ่โต ก็รีบกลับมานะขอรับ”

             กลับมา?

             วิญญาณของเสี่ยวหมี่ที่ล่องลอยไปแล้วถูกดึงกลับมา แล้วจึงหันไปเห็นสายตาอมยิ้มของเฝิงเจี่ยน นางหน้าแดงแจ๋ทันที

             นางอยากจะวิ่งหนีไปเสียประเดี๋ยวนี้ แต่ก็อยากฟังว่าเฝิงเจี่ยนจะพูดอะไร

             ดีที่เฝิงเจี่ยนกลัวว่าเลือดจะไหลไปสะสมอยู่ที่ศีรษะนางมากจนเป็นลมไปก่อน จึงตอบรับว่า “ได้ ไม่เกินครึ่งเดือนข้าจะกลับมา”

             ในที่สุดเสี่ยวหมี่ก็วางใจได้ ค่อยๆ ถอนหายใจโล่งอก

             กลับเป็นเกาเหรินที่เมื่อได้ยินว่าต้องไปนานขนาดนั้นก็กระทืบเท้าต่อต้านขึ้นมา “อะไรนะ ต้องไปนานถึงครึ่งเดือนเชียวหรือ จะได้อย่างไร? เสี่ยวหมี่เพิ่งจะหมักเนื้อไว้สองไห อีกสักสองวันก็กินได้แล้ว หากข้าไปแล้วก็เสร็จซูอีคนเดียวน่ะสิ”

             ซูอีคล้ายจะไม่เข้าใจว่าทุกคนกำลังพูดอะไรกันอยู่ ยังคงฉีกยิ้มอย่างโง่งม แต่ดูแล้วเหมือนจะแฝงท่าทีอวดดีเอาไว้ เกาเหรินเห็นแล้วก็อยากจะซัดเขาสักที

             เสี่ยวหมี่จึงรีบเข้ามาไกล่เกลี่ย “เกาเหรินอย่างอแงสิ ข้าจะเตรียมของกินให้เจ้าเอาไประหว่างทาง ส่วนเนื้อหมัก วันนี้ก็กินได้แล้ว พรุ่งนี้จะเตรียมให้เจ้าเอาไปกินระหว่างทางด้วย”

             “จริงหรือ?” เกาเหรินพยักหน้าอย่างจำยอมในที่สุด “เช่นนั้นก็ได้ ข้าจะเอาไปทั้งหมูหมัก ขนมเกลียวทอด...เอาเป็นว่าเอาอะไรไปได้ข้าจะเอาไปทั้งหมด”

             เสี่ยวหมี่ได้ยินแล้วก็รู้สึกว่าน่าขำยิ่งนัก แต่ก็ไม่ได้ว่าอะไร “ได้ ข้าจะเตรียมไว้ให้เจ้าเอาไปหมดเลย”

             เฝิงเจี่ยนกลับเอ่ยปากห้าม “เดินทางไปท้องทุ่งหญ้าเดิมก็ลำบากพออยู่แล้ว จะเอาของไปมากๆ ไม่ได้”

             เกาเหรินกระทืบเท้า “ไม่ได้ ข้าจะแบกของข้าเอง กว่าจะไปถึงข้าก็กินหมดแล้ว”

             เสี่ยวหมี่ยังจำได้ว่าเมื่อครู่เฝิงเจี่ยนตั้งใจจะทำให้นางเข้าใจผิด ทำให้นางขายหน้า ยามนี้จึงตัดสินใจยืนอยู่ข้างเกาเหริน “ได้ ข้าจะทอดลูกชิ้นเนื้อให้เจ้าเอาติดไปด้วย ถึงตอนนั้นก็ไม่ต้องแบ่งให้พี่ใหญ่เฝิงกิน”

             “ได้ ข้าจะไปช่วยเจ้าก่อไฟ”

             เกาเหรินยิ้มอย่างถือดี เดินตามเสี่ยวหมี่ต้อยๆ ถือถ้วยชามไปเก็บ ทิ้งเฝิงเจี่ยนที่ยิ้มไม่หุบเอาไว้คนเดียว...

             รถม้าม่านสีเขียวแบบเดียวกับตอนที่ปรากฏตัวขึ้นเมื่อฤดูหนาวปีที่แล้ว แต่ครั้งนี้ บนรถม้าไม่ได้บรรทุกเฝิงเจี่ยนที่ได้รับบาดเจ็บสาหัส แต่กลับบรรทุกกล่องน้อยใหญ่และไหใบเล็กใบน้อยไว้เกือบเต็ม

     

    คล้ายกับเรื่องเกิดใหม่มั่งคั่ง ทำฟาร์มกลางหุบเขาลึก [จบ] ที่คุณอ่าน

    ทะลุมิติไปเป็นฮองเฮา พร้อมระบบเชฟเทพนักปรุง [จบ]

    ทะลุมิติไปเป็นฮองเฮา พร้อมระบบเชฟเทพนักปรุง [จบ]

    นิยาย รัก
    615K 1801
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    เกิดใหม่ครั้งนี้ ขอเป็นเจ้าของที่ดินในยุค 90 [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    เกิดใหม่ครั้งนี้ ขอเป็นเจ้าของที่ดินในยุค 90 [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    นิยาย รัก
    355K 505
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    สาวแกลที่มาสารภาพรักกับคนมืดมนอย่างผมเพราะเกมลงโทษ ดูยังไงก็หลงผมหัวปักหัวปำเลยครับ

    สาวแกลที่มาสารภาพรักกับคนมืดมนอย่างผมเพราะเกมลงโทษ ดูยังไงก็หลงผมหัวปักหัวปำเลยครับ

    นิยาย รัก
    85K 245
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    นายน้อยเจ้าสำราญ **จบแล้ว**

    นายน้อยเจ้าสำราญ **จบแล้ว**

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    489K 1390
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    ทะลุมิติมาเป็นนางร้าย เปลี่ยนชีวิตใหม่ด้วยมิติห้างสรรพสินค้าในยุค 70【จบ】

    ทะลุมิติมาเป็นนางร้าย เปลี่ยนชีวิตใหม่ด้วยมิติห้างสรรพสินค้าในยุค 70【จบ】

    นิยาย รัก
    989K 1570
    บันทึกลับองครักษ์เสื้อแพร [แปลจบแล้ว]

    บันทึกลับองครักษ์เสื้อแพร [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    842K 1498