ซอกหินแคบพอจะบีบร่างทั้งสามเข้าไปได้อย่างแนบชิด ความมืดในนั้นหนาทึบจนแทบมองไม่เห็นใบหน้ากันเอง มีเพียงลมหายใจของแต่ละคนที่ดังในหูตัวเองจนแทบกลบทุกเสียงรอบข้าง หินเย็นเยียบที่แนบหลังทำให้เฟยหลงรู้สึกตัวสั่นเล็กน้อย ไม่รู้ว่าเป็เพราะความหนาวหรือความกลัวที่ท่วมท้นกันแน่
เขามองไปยังแสงสลัวที่ลอดผ่านช่องหินแคบๆ ตรงปากซอก เห็นเงาของชิงหยวนยืนขวางอยู่นิ่งสนิท กระบี่สะท้อนแสงจางๆ เป็เส้นบางในความมืด ทุกอย่างเงียบจนได้ยินเสียงหัวใจตัวเองเต้นดังกว่าปกติหลายเท่า
เฟยหลงกอดคนเฝ้าก้นเหวไว้แนบอก มืออีกข้างกดเบาๆ ที่หน้าอกของผู้าุโเพื่อรับรู้จังหวะลมหายใจ พยายามบังคับตัวเองให้หายใจตามจังหวะเดียวกันตามที่เคยฝึกฝนมา แม้หัวใจจะเต้นแรงจนรู้สึกเหมือนเสียงนั้นดังก้องไปทั่วป่า
ความร้อนวูบวาบเบาๆ เริ่มก่อตัวขึ้นที่จุดปราณสำรองจุดที่ 4 อีกครั้ง ไม่ใช่เพราะการเคลื่อนไหวรุนแรงเหมือนก่อนหน้านี้ แต่เป็เพราะความตึงเครียดสุดขีดที่บีบรัดร่างกายทั้งหมดโดยไม่รู้ตัว เฟยหลงกัดฟันแน่น บังคับตัวเองให้นิ่งที่สุดเท่าที่ทำได้ เพราะรู้ดีว่าหากจุดนั้นไหวขึ้นมาตอนนี้ เขาอาจสำลักเืออกมาโดยไม่ได้ตั้งใจ และเสียงนั้นอาจหมายถึงจุดจบของทุกคน
—
เสียงฝีเท้าหยุดลงตรงปากซอกหินพอดี
ชิงหยวนยืนขวางอยู่ด้านหน้าโดยไม่ขยับ กระบี่ในมือถือนิ่งสนิทราวกับหินที่ยืนพิงอยู่ สายตาจับจ้องไปยังร่างที่ค่อยๆ ปรากฏขึ้นท่ามกลางเงาไม้ ชายร่างสูงในชุดเทาเข้มเดินเข้ามาอย่างไม่รีบร้อน ผ้าปิดหน้าครึ่งล่างเปื้อนเืแห้งกรังเป็คราบ แขนซ้ายพันผ้าหนาไว้ราวกับเพิ่งผ่านการต่อสู้หนักมาไม่นาน
"รอยเืหายไปตรงนี้พอดี" เสียงทุ้มต่ำแทบไม่มีอารมณ์ปนอยู่เลยดังขึ้น "น่าสนใจ...คนที่เสียเืมากขนาดนั้นยังพอมีแรงซ่อนรอยทางได้อีกหรือ"
—
เขาหยุดยืนอยู่ห่างจากปากซอกหินไม่ถึงสิบก้าว สายตากวาดมองไปรอบบริเวณอย่างเยือกเย็น ไม่มีทีท่าเร่งรีบแม้แต่น้อย ราวกับมั่นใจเต็มที่ว่าเหยื่อของตนหนีไปไหนไม่พ้นอยู่แล้ว
"ข้ายังแปลกใจอยู่เลย" เขาพูดต่อ น้ำเสียงราวกับกำลังพูดคุยเื่ธรรมดา "ว่าคนแก่เฝ้าถ้ำที่ไม่เคยออกจากหุบเหวมาหลายสิบปี จะยังพอสู้จนทำให้ข้าต้องเสียเืขนาดนี้ได้ นายท่านคงอยากรู้เหมือนกันว่าจริงๆ แล้วท่านคือใครกันแน่"
ชิงหยวนไม่ตอบสักคำ เพียงยืนนิ่งสงบลมหายใจให้เรียบที่สุดเท่าที่ทำได้ ทุกวินาทีที่ผ่านไปเขารู้สึกได้ถึงแรงกดดันมหาศาลที่แผ่ออกมาจากร่างตรงหน้าโดยไม่ต้องขยับตัวแม้แต่นิ้วเดียว ปราณของชายคนนี้ลึกล้ำเกินกว่าที่เขาจะประเมินได้ครบถ้วน
ใบไม้รอบบริเวณเริ่มสั่นไหวเบาๆ แม้จะไม่มีลมพัด นกที่เคยส่งเสียงร้องอยู่ไกลๆ เมื่อครู่เงียบหายไปพร้อมกันราวกับสัตว์ป่าทุกตัวรับรู้ถึงอันตรายที่แผ่กระจายออกมา ชิงหยวนกวาดสายตาประเมินระยะห่างระหว่างตัวเองกับศัตรูอย่างรวดเร็ว คำนวณในใจว่าหากต้องปะทะจริง เขาจะมีเวลาสักกี่ลมหายใจก่อนที่ปราณสำรองของตัวเองจะหมดลง
เขาคิดถึงคำสอนของอาจารย์อาเมื่อสิบกว่าปีก่อนที่เคยบอกไว้ว่า การรู้จักถอยไม่ใช่ความขี้ขลาด แต่คือปัญญาที่แยกคนรอดออกจากคนตายในสมรภูมิจริง ตอนนี้เขาเข้าใจคำนั้นลึกซึ้งกว่าครั้งไหนๆ ในชีวิต
—
ในซอกหิน เฟยหลงรู้สึกร่างในอ้อมแขนขยับเบาๆ คนเฝ้าก้นเหวเริ่มรู้สึกตัวขึ้นมาอีกครั้งท่ามกลางความเ็ป ริมฝีปากขยับราวกับพยายามพูดอะไรบางอย่างออกมา
หัวใจของเฟยหลงหล่นวูบ เขารีบก้มลงกระซิบข้างหูเบาที่สุดเท่าที่จะทำได้ "ผู้าุโ ได้โปรดเงียบไว้ก่อน" พร้อมกับยกมืออีกข้างขึ้นปิดปากผู้าุโไว้อย่างแ่เบาที่สุด ไม่กล้าออกแรงมากเกินไปเพราะกลัวจะทำร้ายร่างที่บอบช้ำอยู่แล้ว
คนเฝ้าก้นเหวลืมตาขึ้นเป็เส้นบางๆ สบตากับเฟยหลงในความมืด แม้จะพูดไม่ได้แต่ดวงตานั้นก็สื่อความเข้าใจออกมาชัดเจน เขาไม่ขัดขืน เพียงหลับตาลงอีกครั้งพยายามควบคุมลมหายใจของตัวเองให้เบาที่สุดเท่าที่ร่างกายจะทำได้
เฟยหลงรู้สึกหยาดเหงื่อเย็นไหลลงตามแผ่นหลัง ทุกวินาทีที่ผ่านไปยาวนานราวกับเป็ชั่วโมง เขานึกถึงวันแรกๆ ที่หุบเหวที่คนเฝ้าก้นเหวเคยสอนให้เขานั่งฟังลมหายใจตัวเองเป็ชั่วโมงโดยไม่ขยับ ตอนนั้นเขาเคยบ่นในใจว่าเป็งานไร้สาระที่เสียเวลาเปล่า แต่ตอนนี้เองที่ทักษะนั้นกลับกลายเป็สิ่งเดียวที่ยึดเหนี่ยวสติของเขาไว้ไม่ให้แตกสลายไปกับความกลัว
—
"ไม่พูดอะไรเลยหรือ" หัวหน้าหน่วยพูดต่อ ก้าวเท้าเข้ามาใกล้ปากซอกหินอีกก้าวหนึ่ง "ก็ดี ข้าไม่ค่อยชอบฟังคำแก้ตัวอยู่แล้ว งานของข้ามีแค่อย่างเดียว หาตัวเด็กหนุ่มที่หนีรอดจากหน้าผามาให้เจอ ไม่ว่าเป็หรือตายก็ไม่ต่างกันมากนัก แต่นายท่านย้ำมาว่าอยากได้ตัวเป็ๆ มากกว่า...ถ้าเป็ไปได้"
คำพูดนั้นทำให้เฟยหลงตัวแข็งค้าง เขาไม่เคยได้ยินใครพูดถึงตัวเองอย่างเ็าไร้ความรู้สึกขนาดนี้มาก่อน ราวกับชีวิตของเขาเป็เพียงสิ่งของที่ต้องส่งมอบให้ใครสักคนเท่านั้น
ชิงหยวนกำด้ามกระบี่แน่นขึ้นทีละน้อย กล้ามเนื้อทุกมัดเกร็งพร้อมเคลื่อนไหวทุกเมื่อ แต่เขารู้ดีว่าถ้าลงมือก่อนตอนนี้ในสภาพที่ปราณเหลือไม่มากพอ โอกาสรอดของทั้งสามคนจะยิ่งริบหรี่กว่าเดิม
—
หัวหน้าหน่วยหยุดเดินอีกครั้ง ยืนนิ่งอยู่ตรงนั้นราวกับกำลังฟังบางอย่าง ศีรษะเอียงเล็กน้อยไปทางซอกหิน
"แปลกจริง" เขาพูดแ่ลง เสียงเปลี่ยนเป็ครุ่นคิด "กลิ่นเืยังลอยอยู่แถวนี้ หนักกว่าที่ควรจะเป็ด้วยซ้ำถ้าเ้าของรอยเืวิ่งหนีไปแล้วจริงๆ"
เขาก้าวเข้าใกล้ปากซอกหินอีกก้าว มือขวาเริ่มเคลื่อนไปทางด้ามอาวุธที่สอดอยู่ข้างเอว
จู่ๆ เขาก็ก้มลงหยิบก้อนหินเล็กๆ ก้อนหนึ่งขึ้นมาจากพื้น พลิกดูอย่างเชื่องช้าก่อนจะโยนมันเข้าไปในพุ่มไม้อีกฟากหนึ่งของทาง เสียงก้อนหินกระทบใบไม้ดังขึ้นแ่ๆ ราวกับกำลังทดสอบว่าจะมีสิ่งใดขยับตัวออกมาตอบสนองหรือไม่
ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ป่ายังคงเงียบสนิท
"ระวังตัวดีมาก" เขาพึมพำกับตัวเอง เสียงเต็มไปด้วยความพึงพอใจแปลกๆ "แบบนี้สนุกกว่าไล่ล่าเป้าหมายโง่ๆ ที่วิ่งหนีแบบไร้สติเยอะ"
ในความมืด เฟยหลงรู้สึกทุกอย่างรอบตัวหยุดนิ่ง แม้แต่เวลาก็ราวกับหยุดเดิน มือที่ปิดปากคนเฝ้าก้นเหวสั่นเทาจนแทบควบคุมไม่อยู่ ความคิดวิ่งวนอยู่กับคำถามเดียวว่า ถ้าเขาถูกพบตัวจริงๆ ชิงหยวนคนเดียวจะยังพอมีโอกาสพาทุกคนหนีรอดได้หรือไม่
—
ชิงหยวนขยับเท้าออกมายืนขวางปากซอกหินเต็มตัว บังทางเข้าไว้ทั้งหมดด้วยร่างของตัวเอง สีหน้าสงบนิ่งราวกับไม่มีอะไรผิดปกติ แม้ภายในจะเกร็งพร้อมรับมือทุกความเป็ไปได้
"ถ้าท่านตามหาใครสักคน" เขาพูดขึ้นเป็ครั้งแรก เสียงเรียบเฉยราวกับกำลังคุยเื่ลมฟ้าอากาศ "ทำไมไม่ลองถามข้าดูล่ะ ข้าเดินอยู่แถวนี้มาสักพักแล้วเหมือนกัน"
หัวหน้าหน่วยหยุดชะงัก สายตาที่มองผ่านผ้าปิดหน้าจับจ้องมาที่ชิงหยวนอย่างประเมินค่า เงียบไปนานหลายจังหวะหายใจราวกับกำลังชั่งน้ำหนักว่าคำพูดนั้นเป็กับดักหรือไม่
"ผู้าุโสำนักกระบี่์" ในที่สุดเขาก็พูดขึ้น น้ำเสียงเปลี่ยนเป็สนใจมากขึ้นทันที "ข้าไม่คิดว่าจะได้เจอคนระดับนี้อยู่ไกลจากสำนักขนาดนี้ น่าสนใจกว่าที่คิดไว้มาก"
เขาถอยห่างจากปากซอกหินหนึ่งก้าว มือขวาที่เกือบแตะด้ามอาวุธหยุดนิ่ง ราวกับเปลี่ยนเป้าหมายทันทีที่รู้ว่าเผชิญหน้ากับใคร
"ท่านผู้าุโมาทำอะไรแถวนี้ ห่างจากสำนักตั้งไกล" เขาถามต่อ น้ำเสียงฟังดูสุภาพขึ้นผิดกับตอนพูดถึงเฟยหลงเมื่อครู่ "หรือว่าท่านก็กำลังตามหาเด็กหนุ่มคนเดียวกับที่ข้ากำลังตามอยู่"
ชิงหยวนยิ้มบางๆ ราวกับไม่มีอะไรผิดปกติ ควบคุมสีหน้าให้ดูเป็ธรรมชาติที่สุดเท่าที่จะทำได้ "ท่านเ้าสำนักส่งข้ามาสืบเื่ความไม่สงบแถบูเานี้ ได้ยินข่าวลือว่ามีหมู่บ้านถูกไฟไหม้ก็เลยตามมาดู ไม่รู้ว่าเื่ที่ท่านตามหาจะเกี่ยวข้องกันหรือไม่"
"บังเอิญน่าดู" หัวหน้าหน่วยพูดพลางเอียงศีรษะเล็กน้อย สายตาที่มองผ่านผ้าปิดหน้ายังคงจับจ้องมาที่ชิงหยวนอย่างไม่ละสายตา "หรือไม่ใช่เื่บังเอิญเลยสักนิด"
ความเงียบที่ตามมาหนักอึ้งราวกับอากาศทั้งหมดถูกดูดออกไปจากป่า เฟยหลงในซอกหินกลั้นหายใจแน่นจนรู้สึกปวดปอด มือที่ปิดปากคนเฝ้าก้นเหวเกร็งจนแทบชา ทุกเสี้ยววินาทีที่ผ่านไปคือการพนันกับความเป็ความตาย
เขาไม่รู้ว่าชิงหยวนโกหกได้แเีแค่ไหน ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองยังมีโอกาสรอดจากตรงนี้ไปได้หรือไม่ มีเพียงความเชื่อมั่นเดียวที่ยึดไว้แน่น — ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เขาจะไม่ปล่อยให้ทั้งชิงหยวนและคนเฝ้าก้นเหวต้องแลกชีวิตแทนตัวเองอีกครั้งอย่างเด็ดขาด แม้จะยังไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรได้บ้างในสภาพที่ไร้ปราณเช่นนี้ก็ตาม
เสียงลมพัดผ่านกิ่งไม้เหนือหัวดังแ่เบา ก่อนที่หัวหน้าหน่วยจะขยับเท้าก้าวเข้าหาชิงหยวนอย่างช้าๆ มือขวากลับไปแตะด้ามอาวุธอีกครั้งอย่างมั่นคง