เข้าสำนัก ฝึกลมปราณ
หมอเทวะกำลังมองดูแขนข้างหนึ่งที่หล่นอยู่บนพื้นดิน นั่นเป็แขนขวาของบิดาแห่งเชื้อโรคหลวนคุน บัดนี้มันกลายเป็สีดำสนิท แขนที่เต็มไปด้วยเชื้อโรคและพิษ เมื่อไม่ได้รับพลังลมปราณหล่อเลี้ยงและควบคุม จะกลับกลายเป็เช่นนี้ บนร่างกายของหลวนคุนล้วนเต็มไปด้วยเชื้อโรคและพิษ เขาเทน้ำยาบางอย่างที่ทำขึ้นเองจากสมุนไพรลงไปบนแขนข้างนั้น ทันทีที่มันัักับน้ำยาก็เกิดการลุกไหม้ เพียงครู่เดียวแขนพิษนั้นก็กลายเป็เถ้าถ่าน เชื้อโรคและพิษถูกทำลายหมดสิ้นแล้ว
หมอเทวะหันมาสบตาเอี้ยนเฟยซา ถามว่า
“เ้ารู้สึกสูญเสียวรยุทธ์อยู่หรือไม่?”
“ข้าเองก็ไม่แน่ใจ ยามใดที่พยายามใช้วรยุทธ์ กลับพบแต่ความว่างเปล่า แต่ยามใดที่มีภยันตรายพลังลมปราณกลับก่อเกิดขึ้นมาเอง โดยเฉพาะในขณะที่วิ่งโดยไม่คิดอันใด คล้ายมีพลังลมปราณขับเคลื่อนอยู่ภายในตลอดเวลา ท่านอาจารย์ช่วยชี้แนะด้วย”
“นั่นเป็พลังลมปราณจากโอสถนฤมิตเทวาและดาบกำราบมาร ของวิเศษสองอย่างนี้ได้มอบชีวิตใหม่ให้กับเ้า เพียงแต่ร่างกายมนุษย์ไร้ซึ่งครรภ์ยุทธ์ พลังทั้งหมดที่ได้รับจึงซ่อนอยู่ภายในช่องโพรงลึกลับ ไม่สามารถนำมาใช้ได้ตามปกติ แต่ในสถานการณ์ฉุกเฉิน ความทรงจำของหวงหยางหลิวที่อยู่ในดาบช่วยดึงพลังลมปราณเ่าั้ออกมา ช่วยให้เ้าสามารถใช้พลังลมปราณเ่าั้ในการต่อสู้ หากเ้าอยากใช้พลังลมปราณเหล่านี้ได้ดังใจ คงต้องฝึกฝนระยะหนึ่ง”
“ขอท่านอาจารย์ชี้แนะด้วย”
หมอเทวะรับปากคำหนึ่ง เขาตกลงใจที่จะส่งเสริมชายหนุ่มผู้นี้ คนผู้นี้มีพร์และโชคในการฝึกยุทธ์ ได้รับทั้งพลังจากโอสถนฤมิตและพลังลมปราณในดาบกำราบมาร ใช้เวลาไม่นานก็ค้นพบความลับของลมปราณเหล่านี้ ยามที่พรรคมารหวนคืนยุทธภพ สมควรมีดาวข่มมารไว้ดวงหนึ่ง ชายหนุ่มผู้นี้มีความแค้นกับพวกมารอย่างลึกล้ำ นับว่าเป็ตัวเลือกที่เหมาะสม
เอี้ยนเฟยซาคุกเข่าลงเบื้องหน้าหมอเทวะ เขาแสดงออกว่าอยากเป็ศิษย์ของหมอเทวะ ไม่ว่าจะเป็วิชายุทธ์หรือวิชาแพทย์ เขาพร้อมจะเป็ผู้เรียนรู้ แม้จะไม่มีน้ำชาหรือของกราบไหว้อยู่ในมือ แต่ในสถานการณ์เช่นนี้ ผู้ใดสนใจพิธีรีตองกัน
หมอเทวะยิ้มกว้างให้กับเอี้ยนเฟยซา ชั่วชีวิตนี้เขารับศิษย์เพียงสองคนเท่านั้น คนแรกเป็บิดาของเจียวซิน มันเป็อัจฉริยะในการรักษาโรคอย่างแท้จริง น่าเสียดายที่เขาไม่ได้สอนวรยุทธ์ให้ จึงถูกจอมพิษหลวนซานฆ่าตาย อีกคนเป็ลูกสาวของศิษย์คนแรก เจียวซินนั่นเอง ชายหนุ่มผู้นี้จะเป็ศิษย์คนที่สาม และสมควรเป็ศิษย์คนสุดท้าย
“ศิษย์ของเราต้องใจบุญสุนทาน รักษาคนยากไร้โดยไม่คิดค่ารักษา รักษาผู้เจ็บป่วยทุกคนดุจญาติมิตร กำจัดคนชั่วช่วยชีวิตคนดี ผดุงความยุติธรรมหากสามารถกระทำได้ ไม่หลงใหลในอำนาจเงินทอง เ้าทำได้หรือไม่?”
“ศิษย์สามารถทำได้ทุกประการ”
“สำนักเราไม่หวงแหนวิชาความรู้ ต้องสั่งสอนฝึกฝนผู้คนระหว่างการเดินทาง เพื่อให้พวกเขาสามารถดูแลตนเองได้ ความสุขสำราญของประชาชีในใต้หล้า เป็ความปรารถนาของเราผู้เฒ่า ในฐานะศิษย์รุ่นถัดไป เ้าต้องยึดถือปณิธานเหล่านี้ให้ดี รับทราบหรือไม่?”
“ศิษย์สามารถทำได้ทุกประการ”
“ดีมาก จากนี้ไปเ้าเป็ศิษย์ของเรา สำนัก.......... เรายังไม่ได้ตั้งสำนัก เื่ตั้งสำนักไว้เป็หน้าที่ของพวกเ้าในภายภาคหน้า ให้ยึดถือความอยู่รอดปลอดภัยจากโรคร้ายของผู้คนเป็หลัก ถือคุณธรรมเป็ที่ตั้ง หลักเมตตาปรานีไม่ควรมองข้าม เข้าใจแล้วใช่ไหม?”
“ศิษย์เข้าใจดี”
หมอเทวะประคองเอี้ยนเฟยซาลุกขึ้น จากนั้นชี้ไปยังลำธาร กล่าวว่า
“เดินไปตามลำธารครึ่งลี้ เ้าจะพบกับธารน้ำตกแห่งหนึ่ง ที่นั่นมีกระท่อมหลังหนึ่งที่เราสร้างไว้ ทุกวันจงใช้เวลาฝึกฝนวรยุทธ์อยู่ที่นั่น ค้นหาแนวทางในการฝึกยุทธ์ของตนเอง ข้าไม่สามารถถ่ายทอดแนวทางการฝึกลมปราณให้ได้ เพราะร่างกายของเ้ามีการกำหนดแนวทางไว้เองแล้ว ยากที่คนภายนอกจะให้คำแนะนำ ให้เ้าค้นหาวิธีดึงลมปราณพวกนั้นออกมาใช้ด้วยตนเอง”
เอี้ยนเฟยซาขานรับคำหนึ่ง ออกเดินทางไปตามลำธารทันที นี่เป็่เวลาที่ตนเองรอคอย การกลับมามีวิทยายุทธ์เช่นเดิมเป็ความปรารถนาลำดับแรก หัวใจของชายหนุ่มปรารถนาเพียงสิ่งนี้ หากไร้ซึ่งวรยุทธ์ ก็เหมือนมีชีวิตแต่ไม่มีจิติญญา
แว่วเสียงหมอเทวะดังไล่หลังมา
“หลังตะวันตกดินให้กลับมาที่นี่ เพื่อดื่มกินและเรียนรู้วิชาแพทย์จากเรา ศิษย์พี่ของเ้าจะต้องสอนลักษณะและการใช้สมุนไพรทั้งหมดให้”
เอี้ยนเฟยซาขานรับคำหนึ่ง สองเท้ายังคงมุ่งหน้าไปยังจุดหมายปลายทาง นอกจากฟื้นฟูวรยุทธ์แล้ว การเรียนรู้วิชาแพทย์ก็สำคัญไม่แพ้กัน
เอี้ยนเฟยซาเดินทางมาจนถึงธารน้ำตก เขามองดูทิวทัศน์ที่สวยสดงดงามตรงหน้าด้วยความอิ่มเอมใจ แม้น้ำตกแห่งนี้จะไม่ใหญ่โตนัก น้ำที่ตกลงจากชะง่อนหินมีปริมาณไม่มาก แต่นั่นกลับทำให้สระน้ำที่อยู่เบื้องล่างค่อนข้างสงบนิ่ง เพิ่มความงดงามให้กับที่นี่มากโข น้ำในสระใสจนเห็นตัวปลาที่แหวกว่ายไปมา นกและสัตว์ป่าส่งเสียงร้องให้ได้ยินตลอดเวลาเมื่อเหลียวมองไปยังด้านข้าง ก็พบว่ากล้วยป่าหลายต้นออกผลสีเหลืองหลายเครือ เขาไม่ต้องกังวลเื่อาหารการกินแล้ว ที่นี่มีทั้งผลไม้ป่าและปลาที่แหวกว่ายอยู่ในน้ำ
เอี้ยนเฟยซาลงมือปัดกวาดกระท่อม ใช้เวลาครู่เดียวก็แล้วเสร็จ จากนั้นก็หย่อนก้นลงในกระท่อม นั่งหลับตาทำสมาธิเพื่อฝึกลมปราณ ในวัยเด็กเขามักไปฝึกวรยุทธ์ที่สำนักเสือดำ หากสามารถจ่ายเงินค่าเรียนก็สามารถเข้าเรียนได้ โชคดีที่เขาเป็ผู้เชี่ยวชาญในการหาเงินมาั้แ่เด็ก จึงสามารถจ่ายเงินเพื่อเข้าเรียนได้เดือนละหนสองหน น่าเสียดายที่สำนักเสือดำสอนแต่กระบวนท่าไม่สอนการฝึกลมปราณ
เอี้ยนเฟยซาบังเกิดความว่างเปล่าในสมอง เขาต้องฝึกลมปราณเช่นไร ตนเองก็ลืมถามไถ่อาจารย์ที่เพิ่งกราบกรานไป ที่ผ่านมาเขามุ่งมั่นฝึกฝนแต่กระบวนท่าตลอดมา การต่อสู้ในหมู่บ้านเน้นที่กระบวนท่า ไม่เน้นพลังลมปราณ อัจฉริยะเช่นเขาจึงสามารถเอาชนะผู้อื่นได้ แม้แต่ศิษย์สายตรงของสำนักเสือดำที่ฝึกฝนกับเหล่าอาจารย์ทุกวี่วัน ยังพ่ายแพ้ต่อกระบวนท่าตัดเสริมเติมแต่งของเขา
เอี้ยนเฟยซาไม่อาจทนนั่งหลับตาสงบนิ่งได้อีกต่อไป เขาออกจากกระท่อมแล้วหยิบดาบกำราบมารออกมาร่ายรำตามกระบวนท่าที่เคยร่ำเรียนมาจากสำนักเสือดำ กระบวนท่าที่ปล่อยออกไปล้วนสวยงามน่าชมดู แต่มันไร้ซึ่งพลังลมปราณคอยหนุนหลัง หากปะทะกับผู้ไร้พลังลมปราณอาจสามารถต้านทานได้ แต่หากพบเจอกับผู้ที่มีพลังลมปราณเต็มเปี่ยม ต้องพ่ายแพ้อย่างยับเยินแน่นอน
ก่อนที่จะสูญเสียวรยุทธ์ เขาอาศัยลมปราณที่สะสมมาแต่กำเนิดในการขับเคลื่อนกระบวนท่า แม้ว่าลมปราณนั้นจะไม่เทียบเท่ากับพลังลมปราณของผู้ที่ฝึกฝนมาก็ตาม แต่ก็สามารถรับมือกับยอดฝีมือได้ หากรู้จักผ่อนหนักผ่อนเบายามที่ต่อสู้ พอสูญเสียวรยุทธ์ เขาไม่หลงเหลือแม้กระทั่งพลังลมปราณแต่กำเนิด เหลือเพียงลมปราณรักษาชีวิตเท่านั้น ซึ่งไม่สามารถนำมาใช้ในการต่อสู้ได้
เมื่อร่ายรำดาบไปได้ครึ่งชั่วยาม เอี้ยนเฟยซาก็หมดความอดทน จึงทำการโดดลงไปในน้ำ ไล่จับปลาที่อยู่ในน้ำมาได้หลายตัว เขาใช้ดาบเสียดสีกับก้อนหิน สามารถก่อกองไฟได้กองหนึ่ง ลงมือย่างปลาที่จับมาได้ หลังจากที่กินปลาจนอิ่มหนำแล้ว เอี้ยนเฟยซาก็ทำการนั่งสมาธิฝึกลมปราณต่อ แต่ไม่ว่าจะพยายามเพียงใด ก็ไม่สามารถเดินลมปราณได้ จึงลุกขึ้นมาร่ายรำดาบอีกหนึ่งชั่วยาม ก็ไม่มีผลรับอันใด ชายหนุ่มจึงโดดลงไปในน้ำ แช่ตัวอยู่ในน้ำอีกหนึ่งชั่วยาม
เอี้ยนเฟยซาเห็นว่าวันนี้ล้วนสูญเปล่า จึงลงมือจับปลาอีกครั้ง เมื่อได้ปลามาจำนวนหนึ่งแล้ว ก็เดินไปยังต้นกล้วยที่มีผลสุกหลายเครือต้นหนึ่ง เขาใช้ดาบในมือตัดต้นกล้วยลงมา นำกล้วยไปไว้ในกระท่อม ตอนขากลับจะได้เอาติดมือไปฝากอาจารย์และศิษย์พี่เจียวซิน
เอี้ยนเฟยซาล้มตัวลงนอนในกระท่อมด้วยความเบื่อหน่าย เขาได้พยายามสุดความสามารถแล้ว แต่ยังไม่อาจค้นหาและควบคุมลมปราณลึกลับที่ซ่อนเร้นในร่างกาย หากเป็เช่นนี้ต่อไป อย่าหวังว่าจะฟื้นคืนวรยุทธ์ได้อย่างสมบูรณ์แบบ เมื่อไม่มีวรยุทธ์คนก็ต้องอาศัยอยู่ใต้ร่มเงาบารมีของหมอเทวะสืบไป เช่นนี้ยังนับว่าเป็ผู้คนอยู่ได้หรือไร? เขานึกถึง่เวลาที่สามารถใช้วิทยายุทธ์ได้แบบลืมตน ่เวลาที่เกิดภาพนิมิตในหัว รวมไปถึง่เวลาที่ตนเองวิ่งหนีความเ็ปและศัตรู นั่นเป็่เวลาที่ลมปราณทำงานได้อย่างสมบูรณ์แบบที่สุด พอคิดได้ถึงตรงนี้ คนก็ะโออกมากระท่อมน้อย แววตาเปี่ยมล้นไปด้วยความยินดี
“ทำไมเราถึงคิดไม่ออก การเผาผลาญพลังลมปราณเป็การฝึกฝนที่ดียิ่ง การทำลายแล้วจัดตั้งเป็การฝึกลมปราณที่เหมาะสมกับเราที่สุดแล้ว”
พูดจบก็ออกวิ่งทันที เขาััได้ถึงพลังลมปราณที่วนเวียนอยู่ในร่างตั้งแรกเริ่มวิ่ง ครานี้เขาจงใจวิ่งขึ้นไปบนเขาแทนที่วิ่งลงเขาเหมือนครั้งแรก ความยากลำบากในการวิ่งขึ้นเขาย่อมมากกว่าวิ่งลงเขาอยู่แล้ว ซึ่งนั่นจะทำให้ประหยัดเวลากว่าเดิม ทุกย่างก้าวของชายหนุ่มล้วนเพิ่มพูนพลังลมปราณในร่างกาย เอี้ยนเฟยซาวิ่งอย่างบ้าคลั่งจนหลงลืมไปว่าตนเองกำลังทำอะไร เข้าสู่ขั้นลืมคนลืมฟ้าดิน ซึ่งเป็ระดับการฝึกลมปราณขั้นสูงที่มีชาวยุทธ์น้อยคนจะบรรลุถึงขั้นนี้
แดดร้อนที่แผดเผาลงมา ไม่สามารถทำลายความมุ่งมั่นบุรุษผู้นี้ได้