ณ จุด ๆ หนึ่งที่อยู่ที่ไหนสักแห่งในจักรวาลอันกว้างใหญ่ไร้ที่สิ้นสุด ได้ปรากฏดาวเคราะห์ดวงหนึ่งที่มีความอุดมสมบูรณ์มาก ๆ ขึ้นมา ซึ่งดาวดวงนี้นั้นมีพลังที่สามารถใช้ในการขับเคลื่อนสิ่งต่าง ๆ เป็ของตนเอง และด้วยการมีพลังนี้ มันจึงทำให้ดาวดวงนี้สามารถให้กำเนิดสิ่งต่าง ๆ ขึ้นมาได้มากมาย ไม่ว่าจะเป็สภาพแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ หรือแม้กระทั่งสิ่งมีชีวิต ฯลฯ ซึ่งพลังที่คอยขับเคลื่อนดาวแห่งนี้อยู่นั้นก็คือ [พลังงานแห่งเวทมนตร์] หรือ [มานา] นั่นเอง
โดย [พลังงานแห่งเวทมนตร์] หรือ [มานา] นั้นเป็พลังที่ไม่มีวันหมดสิ้น มันเป็พลังที่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ไม่มีวันสิ้นสุด เป็พลังที่ความเป็ไปได้นับอนันต์
เพราะด้วยการมีอยู่พลังนี้ มันจึงทำให้ดาวดวงนี้เกิดการพัฒนาและวิวัฒนาการอยู่ตลอดเวลา รวมไปถึงสิ่งต่าง ๆ ที่อยู่บนดาวดวงนี้เองก็ค่อย ๆ พัฒนาและวิวัฒนาการตามไปด้วย จนทำให้เกิดความหลากหลาย ความมหัศจรรย์ และความเป็ไปได้ที่ไม่มีที่สิ้นสุด ที่รอคอยให้ถูกค้นพบกับความเป็ไปได้ใหม่ ๆ
ซึ่งดาวดวงที่กำลังกล่าวถึงกันอยู่นี้นั้น นั่นก็คือ โลกแห่งความเป็นิรันดร์อันไร้ที่สิ้นสุด [Eternal World]
.........
"เหอ~~~" เสียงถอนหายใจแห่งความเบื่อหน่ายของใครสักคนได้ดังขึ้นมาในสถานที่ลึกลับแห่งหนึ่ง
"นี้ก็ผ่านมาหลายร้อยปีแล้วนะ ยังจะทำาแย่งชิงกันไม่รู้จักจบจักสิ้นสักที แล้วแบบนี้เมื่อไหร่โลกแห่งนี้จะสามารถพัฒนาไปได้อีกขั้นละเนี่ย" เสียงลึกลับได้พูดขึ้นมาอย่างเหนื่อยหน่ายใจพร้อมกับมองไปยังจอภาพฉายที่กำลังฉายอยู่เบื้องหน้าของตนเองด้วยสายตานิ่งเรียบไร้อารมณ์
และภาพเหตุการณ์ที่ถูกฉายอยู่เบื้องหน้าเขานั้นก็คือ ภาพของาระหว่างเผ่าพันธุ์ต่าง ๆ ที่กำลังต่อสู้กันอย่างบ้าคลั่งด้วยเหตุผลไร้สาระอย่างการอยากจะเป็ใหญ่ และ้าอำนาจที่จะปกครองโลกแห่งความเป็นิรันดร์อันไร้ที่สิ้นสุด [Eternal World] แห่งนี้
โดยที่หารู้ไม่ว่ายิ่งพวกมันต่อสู้กันมากเท่าไหร่ ก็จะยิ่งเป็การถ่วงการพัฒนาและวิวัฒนาการของโลกใบนี้มากขึ้นเท่านั้น ถึงแม้โลกใบนี้จะมีพลังงานอย่าง [พลังงานแห่งเวทมนตร์] หรือ [มานา] ที่เป็พลังงานที่ไม่มีวันหมดสิ้น และเป็พลังที่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ไม่มีวันสิ้นสุดก็ตาม
แต่การที่พวกมันคอยใช้พลังงานรวมทั้งคอยล้างผลาญทรัพยากรธรรมชาติไปกับการทำาที่ไร้สาระแบบนี้ มันก็ยิ่งทำให้โลกแห่งนี้พัฒนาช้าเข้าไปอีก จนอาจทำให้เกิดการหยุดนิ่งไม่ยอมพัฒนาอีกตลอดกาลเลยก็เป็ไปได้
และเมื่อโลกหยุดการพัฒนาทุกสิ่งทุกอย่างก็จะหยุดนิ่ง และจะเกิดการเสื่อมถอย จนอาจจะทำให้เกิดเหตุการณ์ที่ไม่อาจคาดเดาได้ในอนาคต แล้วจะถามว่าใครที่เป็คนต้องรับกรรมเ่าั้ล่ะ ก็ไอ้พวกคนที่กำลังทำากันอยู่ตรงหน้าของเขานั้นไง ยิ่งพวกมันล้างผลาญทรัพยากรธรรมชาติและพลังงานของโลกไปมากเท่าไหร่ มันก็ยิ่งเร่งเวลาแห่งจุดจบของพวกมันให้เร็วมากยิ่งขึ้น จนสุดท้ายมันก็จะย้อนกลับมาทำลายพวกมันทั้งหมดเอง
"เหอ~~~" เสียงลึกลับถอนหายใจออกมาอย่างเบื่อหน่ายอีกครั้ง ก่อนที่เหมือนว่าเขาจะตัดสินใจอะไรบางอย่างขึ้นมาได้
"วัจนะแห่งโลกา {The Words Of The World}" เสียงลึกลับได้กล่าวถ้อยคำบางอย่างออกมา ก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์บางอย่างขึ้นทั่วโลก จนทำให้าต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นทุกมุมโลกหยุดชะงักอย่างกะทังหัน ก่อนที่เสียงลึกลับจะเริ่มการกล่าวขึ้นอีกครั้ง
[เหล่าสิ่งมีชีวิตที่โง่เขลาทั้งหลายเอ่ย เราผู้ที่คอยเฝ้ามองาอันไร้สาระของพวกเ้ามาหลายร้อยปีที่ผ่านมา ตอนนี้เรารู้สึกเบื่อหน่ายต่อความโง่เขลาของพวกเ้าเป็อย่างยิ่ง] ถ้อยคำอันยิ่งใหญ่และทรงอำนาจได้ดังขึ้นทั่วทุกมุมโลก จนทำให้เหล่าสิ่งมีชีวิตต่าง ๆ ที่ได้ยินต้องสั่นสะท้านด้วยอำนาจสะกดข่มที่มาพร้อมกับถ้อยคำเ่าั้ จนทำให้เหล่าสิ่งมีชีวิตทุกหมู่เหล่าถึงกับต้องคุกเข่าลงกับพื้นโดยที่ไม่มีข้อยกเว้นไม่ว่าจะเป็เผ่าพันธุ์อะไรก็ตาม
[เราทนดูาไร้สาระเหล่านี้มามากเกินพอแล้ว และเราจะไม่ทนมันอีกต่อไป และจะขอประกาศให้เหล่าสิ่งมีชีวิตทุกเผ่าพันธุ์ได้ทราบทั่วกันว่าาไร้สาระนี้จะต้องสิ้นสุดลงั้แ่บัดนี้เป็ต้นไป โดยห้ามมีข้อโต้แย้งใด ๆ ทั้งสิ้น] เสียงอันยิ่งใหญ่ได้ประกาศต่อ
[และถ้าเกิดมีใครที่ไม่เห็นด้วยกับการจบาครั้งนี้ลง โดยยังดึงดันที่จะทำาอันไร้สาระนี้ต่อไปอีกละก็ เราขอใช้เกียรติของ [ราชันย์จอมปราชญ์] ของเรา ในการรับประกันเลยว่าเผ่าพันธุ์์ของมันผู้นั้นจักต้องหายไปจาก [Eternal World] แห่งนี้ตลอดกาล] คำกล่าวอันเด็ดขาดและเผด็จการดังสะท้านไปทั่วโลก จนทำให้เหล่าเผ่าพันธุ์ต่าง ๆ ที่ได้ยินนามอันยิ่งใหญ่นั้น ถึงกับต้องตัวสั่นสะท้านด้วยความกลัวเกรง จนไม่อาจจะต้านทานได้อีกต่อไป
เพราะนามอันยิ่งใหญ่อย่าง [ราชันย์จอมปราชญ์] นั้นเป็นามอันยิ่งใหญ่เพียงหนึ่งเดียวที่โลกใบนี้ได้ประทานให้กับบุคคลที่ทำคุณประโยชน์อันยิ่งใหญ่ให้แก่โลกแห่งนี้ เขาเป็บุคคลเพียงคนเดียวที่สามารถสั่นะเืโลกได้ โดยแค่ใช้คำพูดเพียงคำเดียว โดยคำพูดของเขานั้นเปรียบดั่งประกาศิตของโลก
ซึ่งบุคคลคนนั้นที่สามารถทำให้โลกเคลื่อนไหวได้อย่างกับว่าตนนั้นเป็จ้าวแห่งโลก บุคคลอันยิ่งใหญ่คนนั้นก็คือ ราชันย์จอมปราชญ์ ราเอล
[ในนามของ ราชันย์จอมปราชญ์ ราเอล เราขอยุติาระหว่างเผ่าพันธุ์ และจะขอใช้ พันธสัญญาแห่งโลกา {The Promise Of The World} ในการประกาศห้ามมีาตลอดนับจากนี้เป็ต้นไป ยกเว้นจะมีเหตุอันสมควรจริง ๆ โดยจะมีสัจธรรมของโลกเป็ผู้ตัดสิน หากมีผู้ใดฝ่าผืนข้อบัญญัตินี้ เราขอสาปให้มันผู้นั้นและเหล่าคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องต้องมีอันเป็ไปอย่างทุกข์ทรมานที่สุด] ถ้อยคำอันยิ่งใหญ่และทรงอำนาจได้ประกาศขึ้น ก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์ต่าง ๆ ขึ้นมาหลังจากนั้น เปรียบเสมือนว่าโลกได้รับรู้ถึงถ้อยคำเ่าั้แล้ว
ครืน~~ เปรี้ยง~~ ซู~~ ตูม~~
หลังจากถ้อยคำอันยิ่งใหญ่และทรงอำนาจได้ประกาศออกมา จู่ ๆ ทั่วทุกมุมโลกก็ได้เกิดเหตุการณ์ต่าง ๆ ขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็บนแผ่นดิน ผืนฟ้า หรือผืนน้ำ ก็ได้เกิดปรากฏการณ์ทางธรรมชาติต่าง ๆ ขึ้นอย่างพร้อมเพรียง ไม่ว่าจะเป็แผ่นดินไหว พายุฝนฟ้าคะนอง ฟ้าร้องฟ้าผ่า ฯลฯ จนทำให้เหล่าเผ่าพันธุ์ต่าง ๆ พากันหวาดกลัวกับสิ่งที่เกิดขึ้น จนไม่กล้ามีความคิดที่จะต่อต้านมันอีกต่อไป ต่างพากันทิ้งอาวุธ และก้มลงหมอบกราบราวกับกำลังทำความเคารพต่อ พระเ้า ของโลกใบนี้อยู่อย่างไรอย่างนั้น
[ดี ในเมื่อทุกอย่างมันจบลงแล้ว ก็คงถึงเวลาที่เราจะต้องไปแล้ว แต่ก่อนที่เราจะไป เราขอทิ้งคำพูดเอาไว้ให้แก่พวกเ้าทั้งหมดเอาไว้ว่า "เมื่อใดก็ตามที่พวกเ้าทั้งหมดยังคงทำการถ่วงการพัฒนาของโลกใบนี้อยู่ ไม่ว่าจะเป็การทำาที่ไร้สาระนี้อีกครั้ง หรือจะเป็การทำอะไรก็ตามที่เราเห็นว่ามันเป็การทำให้โลกใบนี้เสี่ยงที่จะหยุดการพัฒนา เมื่อถึงตอนนั้นเราก็จะกลับมาอีกครั้ง แต่ในครั้งหน้านั้น เราคงจะไม่ยอมมาประนีประนอมกับพวกเ้าแบบครั้งนี้เป็ครั้งที่สองอีกแล้วหละ"] เสียงอันยิ่งใหญ่ได้กล่าวขึ้นพร้อมกับอำนาจกดขี่ จนทำให้คนที่ฟังนั้นต้องรู้สึกสั่นสะท้านด้วยความกลัว
[ในเมื่อได้ยินกันชัดแล้ว ก็จงจำคำพูดของเราเอาไว้ให้ดีล่ะเหล่าสิ่งมีชีวิตผู้โง่เขลาเอ๋ย] เสียงอันยิ่งใหญ่ได้กล่าวทิ้งท้าย ก่อนที่จะสลายหายไป ปล่อยเหล่าสิ่งมีชีวิตต่าง ๆ ที่ตอนนี้กำลังสั่นกลัวเอาไว้อย่างนั้น โดยที่ไม่หันกลับมาสนในอีก
....
"เหอ~ จบสักที" เสียงลึกลับได้พูดขึ้นหลังจากที่เขาจัดการทุกอย่างจบแล้ว และเ้าของเสียงนั้นก็ไม่ใช้ใครที่ไหน นอกเสียจากบุคคลผู้ยิ่งใหญ่ที่พึ่งจะเป็คนที่หยุดาระหว่างเผ่าพันธุ์เมื่อสักครู่นั้นเอง แถมยังเป็คนที่ได้รับขนานนามจากโลกว่า ราชันย์จอมปราชญ์ ราเอล
"แต่ก็ใช้พลังและอายุไขไปเยอะเหมือนกันนะเนี่ย" ราชันย์จอมปราชญ์ ราเอลได้พูดขึ้นพร้อมกับมองไปยังมือของเขาที่ตอนนี้กำลังเหี่ยวย่นราวกับคนชราที่มีอายุเกือบร้อยปี ทั้ง ๆ ที่ก่อนหน้านี้ตัวเขานั้นยังมีรูปร่างเป็คนหนุ่มหน้าตาดีคนหนึ่งอยู่เลย แต่ตอนนี้กลับกลายเป็คุณปู่อายุเยอะไปซะแล้ว
"ก็คงช่วยไม่ได้ล่ะนะ ก็ดันเล่นใช้งาน [มหาเวทต้องห้าม] ไปซะขนาดนั้น ที่ไม่ตายนี่ก็ไม่รู้ว่าจะโชคดีขนานไหนแล้ว" ราชันย์จอมปราชญ์ ราเอล พูดออกมาอย่างเรียบเฉยไร้อารมณ์ ราวกับว่ามันไม่ใช่เื่ใหญ่อะไรกับสิ่งที่ตนกำลังเผชิญอยู่
"คงได้เวลาที่ข้าต้องพักผ่อนแล้วสินะ นี่ก็ได้ทำหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายมาหลายร้อยปีแล้ว จนรู้สึกเบื่อหละ" ราชันย์จอมปราชญ์ราเอลพูดขึ้น พร้อมกับคิดถึงเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่ผ่านมา
"แต่ถ้าพักนานเกินไปก็ไม่ดีเหมือนกันล่ะนะ เดี่ยวจะไม่ทันโลกเอา อืม~~เอาสักพันปีละกันแล้วค่อยออกไปดูว่าโลกเปลี่ยนไปยังไงบ้าง" ราชันย์จอมปราชญ์ราเอลพูดขึ้นกับตัวเอง ก่อนที่เขาจะตัดสินใจปิดผนึกตัวเองสักพันปีเพื่อพักผ่อนและฟื้นฟูร่างกายที่ใช้งานมาตลอดหลายร้อยปีโดยไม่พักเลย
"ก่อนที่จะไปคงต้องส่งข้อความบอกเหล่าสหาย และลูกศิษย์ลูกหาสักหน่อยล่ะนะ เดี่ยวจะพากันออกตามหากันยุ่ง" ราชันย์จอมปราชญ์ ราเอลพูดอยู่กับตัวเอง ก่อนที่เขาจะหยิบของบางอย่างออกมาจากความว่างเปล่า มันคือกระดาษและปากกานั่นเอง ซึ่งมันไม่ใช่กระดาษและปากกาธรรมดา แต่มันเป็ของวิเศษที่สามารถส่งข้อความที่เขียนเอาไว้ ไปยังบุคคลที่ระบุเอาไว้ในกระดาษได้ โดยการส่งข้ามมิติ
"จะเขียนว่ายังไงดีนะ อืม~~" ราชันย์จอมปราชญ์ราเอล คิดก่อนที่จะลงมือเขียนข้อความสั้น ๆ ลงไป
['ถึงศิษย์และเหล่ามิตรสหาย ตอนนี้ข้าเหนื่อยแล้ว และก็ยังเหลืออายุไขอีกไม่มากแล้ว ตัวข้านั้น้าที่จะพักผ่อนเลยต้องขอตัวลา แล้วอีกพันปีข้างหน้าข้าจะหวนคืนกลับมาอีกครั้ง'
'ราชันย์จอมปราชญ์ ราเอล']
หลังจากที่เขียนเสร็จเขาก็ทำการร่ายเวทปิดผนึกเป็ซองจดหมาย ก่อนที่จะส่งมันผ่านมิติไปยังเหล่าศิษย์และมิตรสหายของเขา
"คงได้เวลาที่ข้าต้องพักผ่อนแล้วสินะ" ราชันย์จอมปราชญ์ราเอลพูดขึ้น ก่อนที่จะร่ายเวทมนตร์อะไรบางอย่าง แล้วร่างของเขาก็เริ่มสลายหายไปในอากาศ แต่ก่อนที่เขาจะหายไปนั้น ราชันย์จอมปราชญ์ราเอล ก็ได้พูดอะไรบางอย่างขึ้นเป็ครั้งสุดท้าย
"ข้าอยากจะรู้จริง ๆ ว่าหลังจากที่ข้าฟื้นขึ้นมา โลกใบนี้จะมีการเปลี่ยนแปลงไปยังทิศทางไหนกันนะ ข้าอยากจะเห็นซะจริง ๆ ฮ่าๆๆๆ แล้วเอาไว้เจอกันในอีก 1,000 ปี ข้างหน้าล่ะ [Eternal World]" หลังจากที่เขาพูดจบตัวเขาก็ได้หายไปอย่างไร้ร่องรอย
/////////////////////////////////
จบตอนจ้าาาาาาาาาา
ขอบคุณที่ติดตามอ่านนะครับ คิดเห็นอย่างไรก็ comment ได้นะ :) 555