จั๋วเจาเจี๋ยรับฟังอย่างเชื่อฟังแล้วรีบจดจำฮูหยินรองคือผู้มีประสบการณ์ เดิมทีเห็นปานซื่อไม่เอ่ยถึงเื่ดูแลบ้านกลับรีบพูดเื่จั๋วเจาเจี๋ยเสียก่อนตอนแรกก็ยังมึนงง แต่พอได้ฟังคำพูดเหล่านี้ จะยังมีอะไรที่ไม่เข้าใจอีกหรือ กระจ่างในทันทีว่าเหตุใดเมื่อครู่จั๋วเจาเจี๋ยถึงได้ร้องไห้ออกมาเมื่อพบกับตนระหว่างทางเพราะเมื่อคิดว่ามันคือการประสบครั้งแรก เป็เื่ที่ไม่เคยได้ยินมาก่อน ทั้งอายและหวาดกลัวเื่แบบนี้สาวน้อยทุกคนก็มักจะไม่กล้าพูดกันทั้งนั้น ก็เลยทำให้ผู้ใหญ่พลอยเป็ห่วงไปด้วยจึงรีบเอ่ยเสริมรับ “เมื่อครู่ลูกก็นึกว่าเื่อะไรเสียอีก! ที่แท้ก็เป็เื่นี้นี่เองเ้าก็เหลือเกินนะเด็กคนนี้ มีอะไรน่าอายงั้นหรือ พูดออกมาพวกเราก็จะยินดีและอวยพรไปกับเ้าด้วย...ั้แ่วันนี้เป็ต้นไปเ้าไม่ใช่เด็กน้อยอีกต่อไปแล้ว!”
ปานซื่อแสร้งทำเป็โกรธเอ่ยขึ้น “เอาละ เด็กคนนี้ขี้อายเมื่อสั่งกำชับแล้วก็อย่าพูดถึงมันอีก” จิกสายตาไปที่หมินอิ๋นกับิเยี่ยอีกครั้ง“พวกเ้าเข้าใจแล้วใช่ไหม จงตามรับใช้ให้ดีๆ!”
หมินอิ๋นกับิเยี่ยรับคำด้วยความระมัดระวัง
ในตอนนี้เองปานซื่อถึงได้นึกถึงเื่การดูแลบ้านขึ้นมาได้ถามฮูหยินรองออกไปว่า “เหตุใดในสวนดอกไม้จึงมีน้ำเจิ่งนองหรือว่าคูน้ำเกิดอุดตันขึ้นมา ทำไมถึงไม่มีใครไปจัดการให้เรียบร้อย”
“เมื่อครู่ลูกเอาแต่คิดว่าเจาเจี๋ยขุ่นเคืองใจด้วยเื่อันใดจึงไม่ทันได้สังเกตมากนักเ้าค่ะ”ฮูหยินรองพูดไปยิ้มไป
ปานซื่อจ้องมองนางอย่างล้ำลึก นางเองก็เริ่มต้นจากการเป็เ้าสาวแล้วค่อยๆหล่อหลอมจนเป็ฮูหยินผู้เฒ่า ใยจะไม่เข้าใจความคิดของฮูหยินรองแต่การที่ให้ฮูหยินรองและฮูหยินสามผลัดกันจัดการดูแลบ้านนั้นมันเป็เื่ที่เป็ไปไม่ได้ในตอนนี้เกิดน้ำเจิ่งนองขึ้นในสวนดอกไม้ จากนี้ไปเกรงว่าบริเวณใกล้เคียงก็จะเกิดปัญหาขึ้นเช่นกัน
เมื่อได้ครุ่นคิดอย่างถี่ถ้วน ปานซื่อจึงบอกกับโจวหมอมอว่า“เ้าไปเรียกมั่นเหนียงเข้ามา”
ได้ยินดังนั้นฮูหยินรองก็มีสีหน้าไม่ค่อยสบายใจนัก...อูมั่นเหนียงเป็หลานสะใภ้ใหญ่ของเรือนใหญ่เดิมงานแต่งของนางกับโหยวซั่ว หลานคนโตของสกุลโหยวถูกกำหนดเอาไว้่กลางปีนี้ แต่เนื่องจากฮูหยินใหญ่ป่วยหนักกังวลว่าการแต่งงานของพวกเขาจะต้องถูกเลื่อนออกไปเพราะต้องไว้ทุกข์ให้มารดา จึงหารือกับทางสกุลอูให้อูมั่นเหนียงออกเรือนก่อนกำหนด หลานสะใภ้ใหญ่คนนี้จึงได้แต่งงานเมื่อเดือนสิบเอ็ดของปีที่แล้วจนถึงตอนนี้ก็ยังไม่ครบสี่เดือนดี เหตุผลเดิมที่อูมั่นเหนียงต้องออกเรือนใน่กลางปีนี้ก็เพราะปีนี้นางเพิ่งปักปิ่น[1]...
เพียงแต่ปานซื่อออกปากแล้ว อูมั่นเหนียงเองก็เป็หลานสะใภ้คนโตฮูหยินรองก็ไม่อาจขัดได้ ถึงแม้จั๋วเจาเจี๋ยจะมีอายุยังน้อยแต่จากการอบรมสั่งสอนของปานซื่อนางจึงรู้จักกาลเทศะไม่มีทางบุ่มบ่ามแทรกแซงเื่ของสกุลโหยวเด็ดขาด เมื่อปานซื่อพูดถึงอูมั่นเหนียงบรรยากาศภายในเรือนก็ค่อนข้างเงียบและอึดอัด นางจึงถามฮูหยินรองขึ้นมา “ป้ารองเมื่อไรพี่หญิงสามจะกลับมา ข้าไม่ได้เห็นนางมาสองวันแล้ว คิดถึงนางบ้างแล้ว”
โหยวชั่น พี่หญิงสามที่นางพูดถึงนั้นคือบุตรสาวแท้ๆของฮูหยินรอง มีอายุมากกว่าจั๋วเจาเจี๋ยหนึ่งปีและได้หมั้นหมายแล้ว หมั้นกับไป๋จื่อจิ้งหลานชายในตระกูลของฮูหยินรอง ไป๋จื่อจิ้งเรียนหนังสือเก่ง เพียงอายุสิบสองปีก็สอบได้ถงเซิง[2]แล้วและเพราะคำพูดที่กล่าวกันไว้ว่าการอยู่ใกล้น้ำมักได้จันทร์ก่อนจึงได้เข้าศึกษาที่สำนักไหฺวซิ่งเมื่อห้าวันก่อนไป๋จื่อหฺวาพี่สาวแท้ๆ ของไป๋จื่อจิ้งได้เชิญโหยวชั่นไปร่วมแสดงความยินดีและขอให้นางอยู่ต่ออีกสักสองสามวัน เพราะไป๋จื่อจิ้งจะกลับไปที่สำนักไหฺวซิ่งในวันรุ่งขึ้นถัดจากวันเกิดของไป๋จื่อหฺวาบ้านสกุลไป๋เป็ครอบครัวฝั่งมารดาของโหยวชั่น ฮูหยินรองจึงตอบตกลง
ตอนแรกทางสกุลไป๋ก็ได้ส่งบัตรเชิญมาให้จั๋วเจาเจียด้วยแต่จั๋วเจาเจียรู้สึกไม่ค่อยสบายก่อนการมีระดูครั้งแรกพอดีฉะนั้นนางจึงได้ปฏิเสธไป
ลูกหลานสกุลโหยวก็นับว่าไม่น้อย นับรวมรุ่นหลานทั้งหมดสี่บ้านเป็ชายหกคนหญิงห้าคนเพราะโหยวรั่วหังท่านตาของจั๋วเจาเจียกับปานซื่อยังอยู่ ทั้งสี่บ้านจึงอยู่ด้วยกันยังมีโหยวจือบุตรสาวสายรองที่ออกเรือนไปอยู่ทางเหนือก่อนหน้านี้และสูญเสียสามีไปเมื่อหลายปีก่อนด้วยเหตุที่สามีของนางเป็บุตรชายนอกสมรสของไท่โส่ว[3]เขตฉีจวิ้น[4]ต่อมาถึงแม้จะถูกยอมรับให้เข้ามาในสกุลเริ่น แต่ก็มีฐานะต่ำต้อยกว่าคนอื่นหลังจากโหยวจือสูญเสียสามีไปก็ไม่อาจทนการกีดกันจากบรรดาพี่สะใภ้ได้และเพราะโหยวรั่วหังมีความสัมพันธ์กับสำนักไหฺวซิ่งดังนั้นเมื่อหลายปีก่อนจึงได้แจ้งกับทางบิดาของสามีว่าขอนำเริ่นเซิ่นบุตรชายคนเดียวกลับมาเลี้ยงดูที่บ้านมารดาอย่างนี้เป็ต้นมา สกุลโหยวจึงมีความครึกครื้นมาโดยตลอด
แต่ทุกวันนี้บรรดาคุณชายถ้าไม่กำลังศึกษาอยู่ก็กำลังดูแลจัดการกิจการต่างๆส่วนคุณหนูน่ะหรือ บุตรสาวสายตรงทั้งสองของเรือนใหญ่ได้ออกเรือนไปตั้งนานแล้วโหยวเหลียนบุตรสาวสายรองของบ้านสามไม่เป็ที่โปรดปรานของฮูหยินสาม แต่ไหนแต่ไรมาแม้แต่จะพูดจะจายังไม่กล้าเสียงดังโหยวหลิงบุตรสาวสายตรงของบ้านสามมีนิสัยสุภาพอ่อนโยน ทั้งวันเอาแต่อุดอู้อยู่ในบ้านไม่ยอมออกไปไหนถึงแม้จั๋วเจาเจี๋ยจะอยู่ห่างจากบิดามารดาั้แ่ยังแบเบาะ แต่ก็ได้รับการตามใจจากบ้านท่านยายแม้จะไม่ถึงขั้นดื้อรั้นแต่ก็นับว่าซุกซนทีเดียว ไม่ค่อยได้เล่นกับโหยวหลิงมากนัก กลับสนิทกับโหยวชั่นบุตรสาวสายตรงของบ้านรองผู้ร่าเริงมีชีวิตชีวามากกว่า
ฮูหยินรองตอบด้วยรอยยิ้ม “นางน่ะเหรอ วันนี้ไม่กลับพรุ่งนี้น่าจะกลับมาได้แล้วละ ถ้าไม่เช่นนั้นป้าคงจะต้องส่งคนไปรับมาอบรมเสียหน่อย ไม่มีคุณหนูที่ไหนเที่ยวไปเป็แขกบ้านคนอื่นไปทั่วอยู่ค้างหลายวันไม่ยอมกลับบ้านเช่นนี้
ปานซื่อหัวเราะแล้วตำหนิ“ชั่นเหนียงรู้กฎเกณฑ์มาโดยตลอด หากไม่ใช่เพราะเ้าบอกให้นางตามใจยายหนูสี่สกุลไป๋อยู่หลายวันหน่อยนางจะอยู่ถึงห้าวันโดยไม่กลับบ้านได้อย่างไร
คุณหนูสี่ของสกุลไป๋ก็คือไป๋จื่อหฺวา ฮูหยินรองจึงอธิบายว่า“ลูกยอมตอบตกลงก็เพราะว่ามีเหตุผล ท่านแม่ก็ทราบดีเดือนหน้าจื่อหฺวาก็จะออกเรือนแล้ว หลายวันมานี้จิตใจจึงค่อนข้างกระวนกระวายฉะนั้นจึงต้องให้บรรดาพี่สาวน้องสาวคอยอยู่เป็เพื่อนลูกคิดว่าชั่นเหนียงอายุสิบสี่แล้ว ตอนนี้อยู่เป็เพื่อนจื่อหฺวาแต่อีกไม่นานก็จะถึงเวลาของนางแล้ว เมื่อได้อยู่เป็เพื่อนจื่อหฺวาครั้งหนึ่งพอถึงเวลาของตัวเองจะได้ทำใจได้ ไม่ต้องหวาดกลัวมากจนเกินไปใครจะไปรู้ว่านางจะอยู่หลายวันแล้วยังไม่ยอมกลับบ้านล่ะเ้าคะ”
“เ้านี่จริงๆ เลย” ปานซื่อว่าเข้าให้ “ยายหนูสี่สกุลไป๋กับชั่นเหนียงจะไปเหมือนกันได้อย่างไรเล่าเ้าคิดดูสิว่ายายหนูสี่สกุลไป๋ต้องออกเรือนไปยังเมืองเจิ้นสกุลไป๋กับสกุลหลินก็ไม่เคยไปมาหาสู่กันมาก่อน เื่การแต่งงานนี้มาจากการที่น้องชายของนางซึ่งกำลังศึกษาอยู่ในสำนักไหฺวซิ่งได้รู้จักกับคุณชายของสกุลหลินเป็ตัวกลางเชื่อมสัมพันธ์ ยายหนูสี่สกุลไป๋จึงอดที่จะกระวนกระวายใจไม่ได้ แต่ที่ชั่นเหนียงจะต้องแต่งงานด้วยก็คือพี่ชายลูกพี่ลูกน้องของนางเองที่เติบโตด้วยกันมาั้แ่ยังเล็กผู้หลักผู้ใหญ่ของสกุลไป๋เห็นนางค่อยๆ เติบโตเป็ผู้ใหญ่มาโดยตลอด...นอกจากหลายปีมานี้ที่ไป๋จื่อจิ้งไปศึกษาที่สำนักไหฺวซิ่งไม่ค่อยได้เห็นหน้าเห็นตาแล้วยังจะมีอะไรต้องกลัวอีกเล่า”
ฮูหยินรองยิ้มเอ่ย “ลูกคิดไม่รอบคอบเองท่านแม่เสียอีกที่มองได้ทะลุปรุโปร่ง”
พอนางพูดประโยคนี้ขึ้นมา โจวหมอมอที่อยู่ด้านนอกก็พาร่างหนึ่งที่มีกลิ่นหอมของไอหมอกและสายน้ำเข้ามาแล้วบอกว่า“ฮูหยินน้อยมาถึงแล้วเ้าค่ะ”
**ติดตามตอนต่อไปก่อนใครได้ที่ https://www.readawrite.com/a/547b0d7f8436af8c93f4d81fb200dfad
[1]พิธีการที่แสดงถึงการบรรลุนิติภาวะของเด็กสาวในยุคจีนโบราณ
[2]ถงเซิง คือผู้ที่สอบผ่านระดับต้นหรือระดับท้องถิ่น
[3] ไท่โส่ว ขุนนางประจำเขต ทำหน้าที่คล้ายเ้าเมือง
[4] จวิ้น ชื่อเรียกเขตปกครองชนิดหนึ่งของจีน