บ้านทั้งบ้านพลันเยือกเย็นลงทันใด
หลี่เคอยืนนิ่งด้วยความตกตะลึง ส่วนหลี่ฟางนั้นกำลังสั่นเทิ้มไปทั้งตัว ทั้งสองคนที่เคยหันหลังให้กับเหยียนชิงค่อยๆหันกลับมาเผชิญหน้ากับชายหนุ่ม
เหยียนชิงจ้องมองไปยังลุงกับป้าของเขาด้วยสีหน้าเ็า
บุรุษตรงหน้าที่พวกเขามองอยู่นั้นกลับแตกต่างออกไปจากก่อนหน้านี้โดยสิ้นเชิง ใบหน้าที่เคยไร้เดียงสาบัดนี้ไม่มีรอยยิ้มใดๆประดับเอาไว้ ดวงตาที่เคยสาดประกายอยากรู้อยากเห็นกลับเปลี่ยนเป็สายตาเ็าอย่างสุดขั้ว จนคล้ายกับว่าหลี่เคอกำลังยืนอยู่ท่ามกล่างทุ่งน้ำแข็งอันอ้างว้าง
เหยียนชิงที่พวกเขารู้จักนั้น......ไม่เคยมีบุคลิกเช่นนี้มาก่อน
“หมะ......หมายความว่าอย่างไรกัน เ้าจะบอกว่าตนเองพิการลมปราณเนี่ยนะ?” หลี่เคอเอ่ยขึ้นด้วยเสียงสั่น
“นะ.....นั่นน่ะสิชิงเอ๋อร์ เ้าพูดเื่อันใดกัน อย่าทำให้ป้าใสิลูก” หลี่ฟางเอ่ยสมทบด้วยความกระวนกระวายอีกคน ทั้งคู่ไม่้าที่จะให้หลานชายของพวกเขาได้รู้ความจริง
เหยียนชิงเห็นลุงกับป้าเขาไม่้าที่จะบอกความจริงกับตน ชายหนุ่มจึงแสร้งถอนหายใจออกมาด้วยความเสียใจ
“ท่านลุง.....ท่านป้า ได้โปรดบอกความจริงแก่ข้า เถ้าแก่เนี้ยกล่าวว่าข้าเป็ผู้พิการลมปราณมาั้แ่ครั้งเยาว์วัย ข้าอยากจะรู้ว่ามันเป็เื่จริงหรือไม่?”ชายหนุ่มถามด้วยสีหน้าแน่วแน่
หลี่เคอและหลี่ฟางชะงักนิ่ง เมื่อหลานของเขากล่าวเช่นนี้ก็ย่อมแสดงให้เห็นว่าเขารู้ความจริงมาก่อนหน้านี้แล้ว ที่เขากลับมาถามเขาก็เพียงแค่้าจะฟังความจริงจากปากของพวกเขาเท่านั้น
“เฮ้อ........พอเถอะฟางเอ๋อร์ จะปิดบังต่อไปก็ไม่ได้อะไร เด็กนี่แค่อยากฟังจากปากของเราก็เท่านั้น” หลี่เคอถอนหายใจออกมาพร้อมทั้งพูดกับหลี่ฟางที่บัดนี้ดวงตากำลังเอ่อล้นไปด้วยน้ำตา
หลี่เคอประคองหลี่ฟางกลับมานั่งที่โต๊ะกินข้าว เมื่อทั้งสองคนทำใจได้แล้วหลี่เคอจึงเอ่ยปากขึ้น
“ถูกต้อง.......เ้าพิการลมปราณมาั้แ่เด็กแล้ว” เขากล่าว
“แล้วท่านรู้สาเหตุหรือไม่ว่าทำไมข้าถึงกลายเป็คนพิการั้แ่เยาว์วัย?” เหยียนชิงถามกลับ
“อย่างแรกที่ข้าควรบอกเ้าก็คือ ข้าเจอเ้าอยู่ในป่าลึกหลังหมู่บ้านของเรา ข้ากับฟางเอ๋อร์ไม่มีบุตรธิดา การที่ได้พบกับเ้าก็นับว่า์ประทานเ้ามาให้ แต่หลังจากที่ข้านำเ้ากลับมา ก็พบว่าตัวเ้าพิการลมปราณั้แ่เด็กแล้ว ส่วนสาเหตุนั้นข้าก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเป็เพราะอะไร” หลี่เคอเล่าเื่ราวในอดีตออกมา สำหรับการที่ชายหนุ่มกลายเป็ผู้พิการลมปราณนั้น ตัวเขาก็ไม่อาจหาคำตอบสำหรับเื่นี้ได้
หืม? ถ้าอย่างนั้นก็แสดงว่าข้าโดนอสรพิษกลืนปราณมาก่อนหน้านี้นานมาก มิได้โดนตอนที่ข้าอยู่กับท่านลุงสินะ......ผู้ใดกันที่นำมันมาใส่ไว้ในตัวข้า? เหยียนชิงคิดถึงความเป็ไปได้ต่างๆอยู่ภายในใจ หากทารกน้อยที่เขาเห็นในวันนั้นคือเขา นั่นก็แสดงว่ามีคนที่้าให้เขาตายอย่างทรมาน จึงได้พยายามที่จะฆ่าเขาด้วยวิธีการอันโหดร้ายเช่นนี้
“ชิงเอ๋อร์ อย่าโกรธลุงเลยนะลูก ลุงกับป้าไม่อยากให้หลานต้องเสียใจว่าเ้าเป็คนพิการ ก็เลยปิดบังเ้าเอาไว้มาโดยตลอดรวมทั้งเื่ผู้ฝึกยุทธ์ด้วย ป้าไม่อยากให้หลานต้องไปพัวพันกับการฆ่าฟัน ข้า......ข้าก็เลย ฮือๆ” หลี่ฟางเอ่ยขึ้นทั้งน้ำตา
“ท่านป้า ท่านลุง ข้าไม่เคยโกรธเื่ที่ท่านปิดบังเื่นี้กับข้า ข้าแค่อยากรู้ว่าทำไมข้าถึงพิการลมปราณ ยามนี้ข้ารู้ความจริงแล้ว ทำไมข้าจะต้องโกรธพวกท่านด้วย?” เหยียนชิงยิ้มขึ้นมา บรรยากาศที่ดูกดดันก่อนหน้าหายไปในทันที
“อีกอย่างหนึ่ง ยามนี้พลังปราณของข้าก็กลับมาเป็เหมือนเดิมแล้ว ขอพวกท่านอย่าได้เป็กังวลไป” คำพูดเพียงไม่กี่ประโยคที่ออกมาจากปากชายหนุ่มทำให้ทั้งสองคนตกตะลึงราวกับถูกฟ้าผ่าทันที
“อะไรนะ........กลับมาแล้ว พลังปราณเ้ากลับมาแล้ว? เื่แบบนั้น เป็ไปไม่ได้!!” หลี่เคอพูดก่อนจะเอื้อมมือมาจับที่ข้อมือของชายหนุ่มก่อนจะเบิกตากว้างด้วยความใอีกครั้ง
“พี่........เกิดอะไรขึ้น?” หลี่ฟางถามหลี่เคอด้วยเสียงตื่นตระหนก
“พลังปราณของมัน........กลับมาแล้ว! จุดชีพจรในร่างล้วนเปิดโล่งทุกจุด นี่มัน เกิดอะไรขึ้นกับเ้ากันแน่?” หลี่เคอถามด้วยความไม่อยากเชื่อ การที่คนพิการจะกลับมามีพลังปราณได้นั้นเป็เื่ที่เป็ไปไม่ได้โดยสิ้นเชิง หากเขาเอาไปเล่าให้ผู้อื่นฟังก็รังแต่จะถูกหาว่าเป็บ้าแน่นอน
“อา..........”หลี่ฟางได้ยินสิ่งที่สามีตนบอก นางยกมือขึ้นปิดปากของตนด้วยความตื่นตระหนก อีกอย่างหนึ่งจุดชีพจรของมันทุกจุดเปิดโล่ง.....นั่นดูคล้ายว่าจะเป็เื่ใหญ่ยิ่ง
“ท่านลุง ท่านป้า ในตอนที่ข้าอยู่ที่เมืองนั้นเกิดเื่ขึ้นตามที่ข้าเล่าไปก่อนหน้านี้ โชคดีที่มีผู้าุโผู้หนึ่งช่วยชีวิตข้าไว้ นอกจากนั้นท่านยังเมตตาช่วยข้าฟื้นฟูพลังปราณให้กลับมาดังเดินได้ตามที่ท่านเห็น”เหยียนชิงอธิบาย
“แต่นั้น..........เป็ไปได้จริงๆรึ นั่นไม่เท่ากับว่า์ได้เมตตาเ้าอีกครั้ง จึงส่งผู้าุโท่านนั้นมาช่วยเ้ารึ ฮ่าฮ่าฮ่า! ์เมตตาหลานข้าแล้ว!” หลี่เคอหัวเราะขึ้นเสียงดัง หางตาของเขามีหยดน้ำตาไหลออกมา หากชายหนุ่มไม่พิการลมปราณ ชีวิตของเขาย่อมจะต้องพุ่งขึ้นสู่จุดสูงสุดได้อย่างง่ายดาย
ทั้งสองคนต่างร้องไห้ออกมาด้วยความดีใจ หลี่ฟางสวมกอดหลานของตนด้วยความรักใคร่อีกครั้ง
“เพียงแต่ เถ้าแก่เนี้ยบอกว่าข้าควรที่จะไปจากหมู่บ้านแห่งนี้” เหยียนชิงเอ่ยขึ้นด้วยความเสียใจ
“หืม? ทำไมกัน เกิดอะไรขึ้นอีก?” หลี่เคอถาม
เหยียนชิงเริ่มเล่าเื่ที่เขาเผชิญหน้ากับคนของสำนักกระบี่ขาวและเื่ที่เขาต้องเก็บเื่การฟื้นฟูลมปราณเอาไว้เป็ความลับ เพราะเหตุนี้เขาจึงต้องออกจากหมู่บ้านไป
เมื่อหลีเคอได้ฟังก็ทำได้แต่เพียงถอนหายใจออกมา
“เฮ้อ..........ข้าก็เคยคิดว่าบางทีวันนี้ก็อาจมาถึง เพียงแต่ไม่คิดว่ามันจะมาถึงเร็วขนาดนี้”
“พี่......ไม่นะ..หลานเรายังเด็กเกินไป พี่ช่วยพูดให้เขาอยู่ต่อก่อนเถอะ...” หลี่ฟางสะอื้นไห้ออกมา การที่หลานของนางจะต้องออกไปท่องโลกด้วยอายุเพียงเท่านี้นั้นนับเป็เื่ที่โหดร้ายสำหรับเขา
“ฟางเอ๋อร์ เ้าจงฟังข้า........ลูกผู้ชายนั้นเมื่อถึงเวลาก็จำเป็จะต้องจากครอบครัวเพื่อที่จะเติบใหญ่ขึ้น ก็เหมือนลูกนกอินทรีย์ที่จะต้องผลัดขนและหัดบินด้วยตนเอง วันข้างหน้าหลานเราย่อมจะต้องกลายเป็ผู้ใหญ่อยู่ดี การที่เ้าห้ามปรามไปก็รังแต่จะทำให้มันไม่เติบโตขึ้น เ้าควรจะดีใจกับหลานของเราเสียมากกว่าที่มันจะได้เติบโต”หลี่เคอกล่าว “สิ่งที่เราทำได้ก็คือการสนับสนุนและเฝ้ามองหลานของเราที่กำลังจะเติบใหญ่เท่านั้น การจะไปขัดขวางนั้นรังแต่จะทำให้ทุกสิ่งแย่ลง เข้าใจหรือไม่?”
“ท่านป้า ท่านอย่าได้เป็กังวลไป ข้าก็แค่จะออกเดินทางเท่านั้น ไม่ได้จะไปรบกับใครที่ไหน ขอท่านสบายใจได้” เหยียนชิงยกยิ้มขึ้นที่มุมปากพลางกล่าว เขาเข้าใจว่าป้าของตนเป็ห่วงเขามาั้แ่ไหนแต่ไรแล้ว
“เช่นนั้น....เช่นนั้น เมื่อเ้าจากบ้านไปก็จงระวังตัวด้วย อย่าลืมอาบน้ำอาบท่า หาอาหารกินให้ครบทั้งสามมื้อ แล้วก็หางานทำเพื่อจะได้ไม่ต้องอดอยากด้วย อ้อใช่ เ้าต้องระวังพวกสตรี สตรีนั้นบางทีก็ร้ายกาจนัก อย่าตกลงไปในหลุมพรางของพวกนาง แล้วก็.......” นางกำลังกำชับชายหนุ่มโดยที่ไม่ให้เขามีโอกาสได้เปิดปาก หลังจากนั้นหลี่ฟางจึงเดินขึ้นไปบนบ้าน ตระเตรียมชุดทั้งหลายให้กับชายหนุ่มเพื่อให้พร้อมสำหรับการเดินทาง
“ถ้าเ้าแน่ใจว่าจะไป...ข้าก็จะไม่ห้าม จงขึ้นไปเก็บของที่จำเป็เสีย แล้วลงมารอข้าอยู่ตรงนี้ ข้ามีของขวัญจะให้เ้าก่อนจากกัน” หลี่เคอเอ่ยขึ้นแล้วเดินหายไปที่หลังบ้าน
เหยียนชิงพยักหน้ารับ เขาเดินขึ้นบันไดไปที่ห้องนอนของเขา ห้องนอนที่เขาหลับนอนมาตลอดสิบกว่าปี เตียงเก่าๆหนึ่งเตียงกับโต๊ะเก้าอี้ที่ตั้งอยู่ด้านข้างมีเทียนไขสองสามเล่มวางไว้ บนโต๊ะปรากฏหนังสือสีดำเล่มหนึ่งที่ถูกวางเอาไว้อย่างดี
ชายหนุ่มเดินไปเปิดอ่านหนังสือเล่มนั้น เขาพบว่ามันเป็หนังสือที่ลุงของเขาเอามาให้ก่อนหน้านี้ไม่กี่ปี มันคือหนังสือคำประพันธ์เก่าๆเล่มหนึ่งที่ดูคล้ายว่าใกล้จะฉีกขาดกลายเป็เศษเล็กเศษน้อยเต็มทน
“ถึงข้าจะเข้ามาสู่หนทางการฝึกตนแล้ว ข้าก็ไม่อาจลืมสิ่งที่ท่านลุงท่านป้าอยากจะให้ข้าเป็ได้” เหยียนชิงหยิบหนังสือเล่มนั้นใส่ย่ามของเขาพร้อมกับสิ่งของส่วนตัวไม่กี่ชิ้นแล้วจึงเดินลงมา
ข้างล่างนั้นหลี่เคอกำลังรอเหยียนชิงอยู่ ข้างๆเขามีกล่องไม้สีดำพาดเอาไว้ มันดูยาวประมาณครึ่งหนึ่งของตัวคนได้
“ท่านลุง...สิ่งนั้นคือ?” เหยียนชิงถามด้วยความสงสัย
“.......ของขวัญที่ข้าจะให้เ้าก่อนจะออกเดินทาง” หลี่เคอกล่าว พลางเปิดกล่องไม้ออกมาเผยให้เห็นสิ่งที่นอนนิ่งอยู่ในนั้น
ข้างในเป็คันธนูสีดำสนิทสองซีกที่ถูกแยกออกจากกัน มันดูเก่าแก่แต่ไม่ผุพังแต่อย่างใด ไม่มีสายรั้งธนูใดๆผูกเอาไว้ หลี่เคอหยิบทั้งสองซีกนำมาประกบกัน ทันใดนั้นกลไกที่อยู่ด้านปลายก็ดังขึ้นสอดรับกับอีกฝั่ง ประกอบเข้ากับด้านปลายยึดติดคันธนูเข้าด้วยกัน
“นี่คือ...........ธนู?” เหยียนชิงถามด้วยความตื่นเต้นกับเหตุการณ์ก่อนหน้านี้
“ถูกต้อง ธนูประจำตระกูลของข้า มันไม่มีชื่อเรียก บรรพบุรุษของเราเรียกมันว่าธนูตระกูลหลี่ ตามตำนานเคยกล่าวเอาไว้ว่าบรรพบุรุษของเราใช้ธนูนี้เข้าร่วมากับจักรพรรดิเทพเมฆา จนสามารถรวมแผ่นดินเป็หนึ่งได้ หลังจากนั้นพวกเราก็เสื่อมถอยลงมาจนเป็อย่างที่เห็น โอ้...สำหรับนิทานนี่คงจะน่าเบื่อไปสำหรับเ้า แต่เ้าเชี่ยวชาญด้านการยิงธนูมาั้แ่ไหนแต่ไร จงพกมันติดตัวเอาไว้” หลี่เคอพูดพลางยื่นคันธนูไปให้ชายหนุ่ม
“ขอบคุณท่านลุงที่ให้ธนูนี้แก่ข้า” เมื่อเขารับมันมาก็รู้สึกได้ว่าพลังปราณบางส่วนของเขากำลังไหลเข้าไปในคันธนู
“รู้สึกหรือไม่ ธนูนี้ใช้พลังปราณในการรั้งลูกศร และถ้าเ้าใช้มันอย่างเชี่ยวชาญ แม้กระทั่งลูกศรก็สามารถสร้างมาจากพลังปราณได้”หลี่เคออธิบาย
“ท่านลุง ขอให้ข้าทดลองยิงหน่อยเถอะ!”โดยไม่รอให้ลุงเขาตอบตกลง เหยียนชิงค่อยๆลองปล่อยพลังปราณเข้าไปในคันธนู ทันใดนั้นพลังปราณสีแดงก็ไหลออกจากที่ปลายด้ามทั้งสอง ชายหนุ่มง้างสายปราณที่กลายเป็สายรั้งธนูเล็งออกไปนอกบ้าน
“เพียงแค่ใช้ครั้งแรกมันก็สามารถสร้างสายปราณได้แล้ว......เ้าเด็กนี่ไม่ธรรมดาจริงๆ...สมแล้วที่เถ้าแก่เนี้ยจะสนใจมัน” หลี่เคอมองไปยังชายหนุ่มด้านหน้าด้วยความอัศจรรย์ใจ เพราะแม้กระทั่งเขาเองก็ไม่อาจใช้ธนูนี้ได้โดยง่าย
เหยียนชิงกำลังรวบรวมสมาธิเข้าไปที่คันธนู พลังปราณของเขายังคงไหลเวียนอยู่ภายใน มิได้ถูกดูดเข้าไปเพิ่มแต่อย่างใด “ข้าคือธนู.....และธนูก็คือข้าเช่นกัน” ชายหนุ่มพึมพำกับตน ค่อยๆหลอมรวมตัวเองกับธนูทีละน้อย จนกระทั่งลูกศรสีขาวปรากฏขึ้นที่ตรงกลางของคันธนู ลากยาวเข้ามาที่มือของเขา
“มัน..........สร้างลูกศรได้ในครั้งแรก!” หลี่เคออ้าปากค้างด้วยความใสุดขีด เขาไม่คิดว่าหลานของเขาจะมีพร์ที่สูงส่งถึงเพียงนี้
ในตอนนั้น เหยียนชิงก็ลืมตาขึ้นมาอย่างรวดเร็ว พลางง้างศรชี้ขึ้นไปบนหลังคาบ้านพร้อมกับปล่อยมันออกด้วยความรวดเร็ว
“ซูมมมม!” ลูกศรสีขาวพุ่งทะลุหลังคาบ้านออกไปกลายเป็วิถีโค้ง ขณะที่มันพุ่งขึ้นไปนั้นกลับเปล่งลำแสงสีขาวที่ส่องสว่างไปทั้งหมู่บ้านออกมาจนกระทั่งหายลับไป
“อ่า........ข้าปล่อยมันแรงเกินไปหรือไม่” เหยียนชิงจ้องมองลูกศรของเขาที่กลายเป็ดาวตกพุ่งออกไปไกลด้วยความขมขื่น นั่นไม่ใช่ว่าเป็การประกาศเปิดตัวเขาในยุทธภพหรอกรึ?
“เ้า.......” หลี่เคอไม่รู้ว่าจะกล่าวอะไรออกมา หลานของเขานั้นมหัศจรรย์เกินกว่าที่เขาจะรับได้นัก มีอะไรอีกบ้างที่เด็กคนนี้เก็บซ่อนเอาไว้?
“ชิงเอ๋อร์ ป้าได้ยินเสียงะเิข้างนอก เกิดอะไรขึ้นรึเปล่า?” หลี่ฟางเดินลงมาจากชั้นบนด้วยความเร่งรีบ ก่อนหน้านี้นางได้ยินเสียงแปลกๆขึ้น จงอดเป็ห่วงคนทั้งสองไม่ได้ เมื่อนางลงมาชั้นล่างก็พบว่าหลังคาบ้านมีรูโหว่ขึ้นมาหนึ่งรูแล้ว
“เอ่อ......นี่ ท่านป้า ข้าขอโทษ พอดีข้าไม่ทันได้ยั้งมือก็เลย.......” เหยียนชิงเกาหัวก่อนจะยิ้มขึ้นด้วยความอาย
หลี่ฟางยังคงจ้องมองรูโหว่บนหลังคาด้วยสายตาโง่งม จนในที่สุดนางก็หันกลับมามองชายหนุ่มด้วยสีหน้าซับซ้อน รูนี่........หลานของนางเป็คนทำ?
“ไม่ต้องห่วงท่านป้า เดี๋ยวข้าจะซ่อมให้กับท่านอย่างแน่นอน” เหยียนชิงเอ่ยขึ้น เขารู้สึกผิดเป็อย่างยิ่งที่ทำหลังคาบ้านของตนเป็รู
“ไม่ต้องแล้ว เ้าบอกเองไม่ใช่หรือว่าต้องรีบไป ปล่อยมันไว้กับข้าเนี่ยแหละ เ้าสามารถใช้มันได้อย่างคล่องแคล่ว รอยนี้ก็ถือว่าเป็การทดสอบอย่างหนึ่งก็แล้วกัน” หลี่เคอพูดพลางโยนถุงเงินให้กับเหยียนชิง “นี่ถือว่าเป็ของขวัญที่ข้าให้อีกอย่างก่อนจะจากกัน ถึงเงินจะไม่มาก แต่ก็พอจะทำให้เ้าตั้งตัวได้”
“ขอบคุณท่านลุง บุญคุณครั้งนี้ข้าจะไม่ลืมเลือนเป็อันขาด” เหยียนชิงเอ่ยปากขอบคุณลุงของเขา หลังจากนั้นหลี่ฟางก็นำย่ามใส่เสื้อผ้ามาให้กับเขา
“ชุดนี่ป้าเคยจะให้เ้าใส่ตอนเข้าเมือง แต่ลุงเ้าอยากให้เ้าใส่ชุดพรานไป จงนำมันติดตัวไปกับเ้าด้วย ลูกผู้ชายแม้จะเติบใหญ่อย่างไรก็จำเป็ที่จะต้องอาบน้ำอยู่ดี รักษาตัวด้วยนะหลานข้า ว่างๆก็อย่าลืมกลับมาเยี่ยมพวกเราล่ะ” นางเอ่ยขึ้นพลางอมยิ้ม
“เข้าใจแล้ว ข้าจะรักษาตนเองไม่ให้เจ็บป่วย หากปัญหาทุกอย่างคลี่คลาย ข้าจะกลับมาเยี่ยมพวกท่านแน่นอน” ชายหนุ่มให้สัญญากับลุงและป้าของเขา “ถ้าเช่นนั้น ข้าขอตัวก่อน ท่านลุง ท่านป้า รักษาตัวด้วย!”
หลี่เคอกำลังกำหมัดแน่นจนเป็ขาว “ชิงเอ๋อร์ รับเอาไว้!” ในที่สุดเขาก็ตัดสินใจโยนของที่อยู่ในมือให้กับชายหนุ่ม
เหยียนชิงรับของบางสิ่งที่ลุงของเขาโยนมา เมื่อรับมาได้เขาก็พบว่ามันเป็แหวนเงินเล็กๆวงหนึ่งที่ไม่ได้สลักลายแม้เพียงนิด
“แหวนนี่คือ?” เหยียนชิงเอ่ยถามขึ้น
“ของดูต่างหน้าของเ้า มันมาพร้อมกับตัวเ้าตอนที่ข้าพบข้างในป่า ถ้าเป็ไปได้ เ้าจงใช้มันเพื่อตามหาครอบครัวที่แท้จริงของเ้าซะ” หลี่เคอเอ่ยเสียงเรียบ
เหยียนชิงมองไปยังแหวนอีกครั้งด้วยความใ เขามองแหวนอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะถอนหายใจขึ้น เผยรอยยิ้มออกมา
“ข้าไม่ได้ใส่ใจในครอบครัวที่ทิ้งข้า ท่านทั้งสองต่างหากที่เป็ครอบครัวที่แท้จริงของข้า ไม่มีผู้ใดสามารถจะทดแทนพวกท่านได้อีกแล้ว” ชายหนุ่มกล่าว เมื่อท่าน้าให้ข้าตามหาครอบครัวของข้า ข้าก็จะทำตาม แต่ข้าก็จะไม่ลืมพวกท่านทั้งสองเป็แน่” เมื่อพูดขบ ชายหนุ่มจึงโบกมือลาทั้งสองก่อนจะเดินออกจากบ้านไป
“มัน...จะไม่เป็ไรจริงๆใช่ไหมพี่?” หลี่ฟางเอ่ยขึ้นมา ดวงตาของนางแดงก่ำจากการร้องไห้ก่อนหน้าพลางจ้องมองแผ่นหลังของหลานนางที่กำลังเดินจากไป
“เส้นทางของมันนั้น มันก็ย่อมเป็ผู้ลิขิตเอง คงมีเพียง์เท่านั้นที่จะรู้ว่ามันจะเป็เช่นไรในภายภาคหน้า”หลี่เคอกล่าวพลางถอนหายใจออกมา ก่อนจะพาภรรยาของตนกลับเข้าไปในบ้าน
---------------------------------------------
จักรวรรดิฟ้าเหมัน ณ ตำหนักบุบผา์
หญิงสาวนางหนึ่งกำลังจ้องมองศรปราณสีขาวที่อยู่ในมือของนาง ดวงตาสาดประกายเ็าไม่สนใจสิ่งใดบนโลกใบนี้ ก่อนจะหันไปหาข้ารับใช้ด้วยเสียงอันสงบนิ่ง “จงเก็บเื่นี้ไว้เป็ความลับ อย่าได้กล่าวแก่เสด็จพ่อเป็อันขาด”
คนรับใช้ทั้งสามนางต่างรับคำด้วยความหวาดกลัว ไม่มีใครที่จะกล้าเอ่ยปากขัดนางแม้แต่คนเดียว
หญิงสาวลึกลับหันกลับมามองลูกศรอีกครั้งก่อนจะปลดปล่อยพลังปราณทำให้ลูกศรแตกกระจายไป นางค่อยๆเผยรอยยิ้มที่ไม่เคยเผยให้ผู้ใดเห็นขึ้นมาอย่างเงียบเชียบ
“นี่ช่างน่าสนใจจริงๆ.........”