เสียงนาฬิกาเงียบไป
พร้อมกับเสียงเรียกของผีเด็กผู้ชายคนนั้น
แต่สิ่งที่กำลังคืบคลานเข้ามาในห้องตอนนี้
คือความรู้สึกหนาวเหน็บจน
ต้องเอามือลูบแขนเปลือยให้รู้สึกอุ่นขึ้น
คีตานั่งตัวสั่นเพราะความหนาวอยู่ที่เดิม
เวลาหมดแล้ว...เธอจะต้องตายจริงๆใช่ไหม...
นลินจะต้องฆ่าเธอ
หญิงสาวรู้สึกเหนื่อยอ่อน
ความรู้สึกเจ็บจากแผลที่ศีรษะและข้อเท้า
เมื่อโดนกับอากาศเย็นในห้องแล้ว ยิ่งทำให้มันปวดระบมไปหมด
ในระหว่างที่เธอนั่งหมดแรงอยู่นั้น
ประตูที่เธอใส่กลอนจากข้างใน
ก็ถูกเปิดออกจากข้างนอกต่อหน้าต่อตาเธอ
แต่กลับไม่มีใครยืนอยู่เลยแม้แต่เด็กผู้ชายคนนั้น...
คีตาพยุงร่างกายที่อ่อนแรงของตัวเองให้ลุกขึ้น
และเดินออกจากห้องทันที
เธอมองซ้ายมองขวาพบว่าทุกอย่างเงียบกริบราวกับว่าเมื่อกี้ไม่มีอะไรเกิดขึ้น
เด็กผู้ชายคนนั้นหายไปไหน ? แล้วนลินล่ะ ?
หรือว่าเธอตายไปแล้วแต่ไม่รู้ตัวกันแน่นะ ?
เธอก้มมองก็ยังเห็นว่าตัวเธอเองยังมีเงาอยู่
ต่างจากนลินและเด็กผู้ชายคนนั้นที่ไม่มีแม้แต่เงาหัว
ทำให้เธอรู้สึกโล่งอกเล็กน้อย เพราะคิดว่าตัวเองน่าจะยังไม่ตาย
คีตาตัดสินใจเดินเพื่อหาทางออกอีกครั้ง
คราวนี้เหมือน์จะเป็ใจ เพราะเธอเห็นแสงสว่างอยู่ไม่ไกลมากนัก
นั่นต้องเป็ทางออกแน่ ๆ!!
คีตาพยายามพยุงร่างกายตัวเอง
ให้เดินตามแสงสว่างไปให้ได้เร็วที่สุด
ยิ่งเดินเข้าใกล้มากเรื่อยๆ แสงก็ยิ่งสว่างมากขึ้นเรื่อย ๆ
คีตายกมือมาบังแสงไว้เพราะรู้สึกแสบตา
เธอไม่สามารถมองเห็นอะไรอีกเลย
นอกจากแสงสีขาวที่สว่างจ้าอยู่ตรงหน้า
แต่มาถึงขนาดนี้แล้ว เธอขอเลือกที่จะเดินเข้าหาแสง
มากกว่าเดินกลับไปหาความมืดแบบเมื่อกี้
คีตาหลับตาก้าวเท้าเข้าไปในแสงสว่าง
เธอหวังว่าเมื่อลืมตาขึ้นมาภาพตรงหน้า
จะต้องเป็บรรยากาศยามเช้าของเมืองนี้แน่ ๆ
แต่ความหวังของเธอก็ต้องพังทลายเป็ครั้งที่เท่าไหร่แล้วไม่สามารถนับได้
เพราะสิ่งที่อยู่ตรงหน้าเธอนั้น
ไม่ใช่วิวยามเช้าของเมืองหลวง
แต่กลับเป็ห้องสี่เหลี่ยมแคบๆ และมืดห้องนึงเท่านั้น
ทันทีที่หญิงสาวก้าวเท้าเข้ามาในห้องแสงสว่างก็หายไปทันที
เหลือเพียงแค่ความมืดและแสงสีแดง
ที่เป็เพียงแค่อย่างเดียวที่สามารถให้แสงสว่างกับเธอได้
ภายในห้องว่างเปล่า มีแค่เพียงเครื่องฉายโปรเจคเตอร์ที่ถูกวางไว้กลางห้องเท่านั้น
คีตารู้สึกไม่ปลอดภัยเป็ที่สุด ถึงได้รีบหันหลังหวังจะหนีออกจากห้องนี้เท่านั้น
แต่หากช่องประตูที่เธอเคยเดินเข้ามาตอนนี้มันกลับหายไปเสียแล้ว
เธอติดอยู่ในปิดตายไร้ทางออก !!
“บ้าเอ้ย!!ปล่อยฉันออกไปนะ!!”
‘ปัง ปัง’
คีตาพยายามทุบกำแพงและะโ
หวังให้ใครผ่านมาได้ยินแล้วช่วยปล่อยเธอออกไป
“นลิน!!ปล่อยฉันออกไปเดี๋ยวนี้!!”
ไม่มีเสียงตอบรับจากข้างนอก
คนที่เคยออกแรงทุบกำแพงตอนนี้เริ่มจะหมดแรงแล้ว
ทันใดนั้นห้องที่เต็มไปด้วยแสงสีแดงก็สว่างขึ้น
เพราะแสงจากเครื่องฉายโปรเจคเตอร์ที่ตั้งอยู่กลางห้อง
มันกำลังฉายวิดีโอไปยังกำแพงโล่งสีขาว
วิดีโอกำลังฉายภาพของเด็กสาววัยมัธยมสองคน
ที่กำลังหยอกล้อกันตามประสาเพื่อนสนิท
พวกเธอหัวเราะยิ้มแย้มให้กล้องอย่างมีความสุข
เสียงวี้ดว้ายดังมาจากวิดีโอแทรกซึมเข้าสู่ระบบประสาทของคีตา
เธอจ้องมองคลิปวิดีโอที่เธอและนลินเคยถ่ายด้วยกัน
ก่อนที่จะมีอีกคนโผล่หน้าเข้ามาในคลิปด้วยเช่นกัน
ใช่แล้วเด็กผู้ชายรุ่นน้องคนนั้น...คีตาจำหน้าเขาได้เป็อย่างดี
คนที่เข้ามาหาเธอเพียงเพื่อจะให้เธอเป็สะพานไปหานลิน
ความโกรธแค้นคลุกครุ่นที่สุมอยู่ในอกกลับมาลุกโชนอีกครั้ง
เธอหันเข้ากำแพงก่อนจะทุบมันอีกครั้ง
“ที่เธอตายมันไม่ใช่ความผิดฉันสักหน่อย!! ทุกอย่างมันเป็เพราะเธอเองยัยโง่!!”
“ถ้าไม่ใช่เพราะเธอ ฉันคงไม่ต้องมาโง่เป็ควายให้ผู้ชายคนนั้นหลอกใช้
เพื่อเป็สะพานข้ามไปหาเธอหรอก
และทั้งๆที่เธอก็รู้ว่าฉันชอบเขามากขนาดไหน
แต่เธอก็ไม่คิดจะเห็นหัวฉันเลย!!!”
“ผู้หญิงที่ชอบผู้ชายมากๆแบบเธอควรจะดีใจนะ
ที่ได้ไปอยู่ในที่ ๆมีผู้ชายเยอะ ๆน่ะ
เธอควรจะขอบคุณฉันไม่ใช่หรอนลินฮ่า ๆๆๆ”
จากที่เคยขอร้องอ้อนวอนในตอนนี้
มีแต่อารมณ์โกรธที่สาดไปในคำพูดหวัง
จะให้คนที่ตัวเองกล่าวถึงได้รับรู้ถ้อยคำโหดร้ายต่าง ๆนา ๆ
ออกมาจากปากของคนที่เคยเรียกตัวเองว่า ‘เพื่อน’
คีตาหัวเราะออกมาพร้อมน้ำตาที่เอ่อล้นจากดวงตา
ฉันบอกแล้วนลินมันไม่ใช่ความผิดฉันสักนิด
ทุกอย่างมันเป็เพราะเธอคนเดียว
คนที่ได้ใช้ชีวิตต่ออย่างฉันควรจะมีความสุขสิ
เธอไม่ควรมายุ่งกับฉันเลย
“เป็ผีก็อยู่ส่วนผีสิวะจะมายุ่งกับฉันอีกทำไม !!!”
ทันทีที่คีตาะโออกไป
วิดีโอที่เคยฉายรอยยิ้มของพวกเธอก็ดับลงและเปลี่ยนเป็คลิปมืดๆแทน
คีตาพยายามมองภาพที่ฉายด้วยสายตาพร่ามัว
เพราะน้ำตาจนต้องยกมือขึ้นมาปาด
ทันใดนั้นเธอก็ได้ยินเสียงกรีดร้องดังมาจากคลิปจนเธอใ
คีตาเห็นภาพเด็กผู้หญิงตัวเล็กผิวขาวซีดโดนมัดมือและขานั่งอยู่บนพื้น
มีผู้ชายสิบคนยืนล้อมเธอคนนั้นไว้
เมื่อผู้หญิงคนนั้นเงยหน้าให้เธอได้เห็นใบหน้าแล้ว
ใจของเธอก็หล่นตกไปอยู่ที่ตาตุ่ม
นลิน...? ผู้หญิงคนนั้นคือนลินงั้นหรือ ?
ใบหน้าเด็กผู้หญิงคนนั้นเต็มไปด้วยคราบน้ำตา
และปากของเธอโดนปิดตัวด้วยสก๊อตเทป
จึงไม่สามารถพูดอะไรได้นอกจากส่งเสียงอู้อี้แค่นั้น
ไม่นานนักก็มีผู้ชายคนหนึ่งเดินไปแกะเทปออกจากปากของเธอ
คีตาจึงได้ยินเสียงของเธอคนนั้นพูดร้องขอชีวิต
ช่างไม่ต่างอะไรกับเธอ ที่ร้องขอชีวิตจากนลินเมื่อกี้เลย
‘ได้โปรด...ฮือ..ปล่อยฉันไปเถอะ...ฮึก...ฉันขอร้อง...’
เด็กผู้หญิงคนนั้นร้องขอทั้งน้ำตา
หน้าตาของเธอช้ำเืราวกับผ่านการโดนทำร้ายมานับครั้งไม่ถ้วน
เสื้อผ้าของเธอฉีกขาด จนแทบจะปกปิดอะไรไม่ได้
แต่ดูเหมือนว่าเธอคนนั้นจะไม่สนใจอะไรอีกแล้ว
ถึงได้พยายามก้มลงกราบแทบเท้าของผู้ชายพวกนั้นคีตามองดูทั้งน้ำตา
‘หยุดร้องไห้ได้แล้ว!! นังนี่มันน่ารำคาญจริงๆ’
ผู้ชายหนึ่งคนในนั้นใช้มือกระชากผมเพื่อนเธอ
ก่อนจะตะคอกใส่หน้าจนนลินร้องไห้สีหน้าของเธอซีดขาวด้วยหวาดกลัว
ก่อนที่พวกมันจะเรียกให้พวกคนที่เหลือรุมทึ้งเธอ
เสียงกรีดร้องอย่างทรมานของนลินดังก้องอยู่ในหัวเธอ
จนเธอไม่สามารถทนดูต่อไปได้
เธอได้แต่ร้องไห้สู้กับเสียงร้องของเพื่อนเธอ
‘ไม่นะ !!!พอแล้ว...อย่าทำฉันเลยได้โปรด ฮือ...กรี้ด!!!’
“พอแล้ว!!!ปิดมันซะ!!”
คีตาปิดหูปิดตาก่อนจะะโลั่น
นี่สิแบบนี้แหละถูกแล้ว...
คนแบบเธอมันสมควรโดนแบบนี้แหละนลิน...
จนกระทั่งตอนนี้ในจิตใจของมนุษย์ก็ยังโดนปกคลุมไปด้วยความอิจฉาและโกรธเคือง
ทิชาที่นั่งมองเหตุการณ์นี้อยู่นาน
ได้แต่ส่ายหน้าเอือมระอากับความเย่อหยิ่งในความผิดของคุณคีตา
หากจะบอกว่าเธอรู้สึกสมเพชก็สามารถพูดได้ว่าเธอรู้สึกอย่างนั้นจริงๆ...
วิดีโอที่ฉายภาพอันโหดร้ายนั้นยังถูกดำเนินต่อไป
ตามที่เ้าของเขา้า
ดูเหมือนว่าคุณคีตาจะเสียสติไปเสียแล้ว
เพราะเขาเอาแต่นั่งหัวเราะไม่ยอมหยุด
ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีของเขากำลังต่อสู้กันอยู่
เธอก็ทำได้แค่หวังว่าความดีงามในจิตใจของคุณคีตาจะเอาชนะได้
“กรี้ด!!ใหมดเลย...”
อยู่ๆคุณพราวฟ้าก็โผล่มายืนข้างๆเธอั้แ่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้
ทำเอาทิชาใจหายใจคว่ำเกือบกรี้ดเสียงดังแล้วด้วยสิ...
“คุณทิชาใฟ้าหรอคะ?”
ก็ใช่น่ะสิยังกล้าถามอีกนะ
ทิชาส่งสายตาค้อนให้กับคนที่ยืนยิ้มอย่างไม่รู้สึกผิดนี่เล็กน้อย
ที่คุณพราวฟ้ายังเดินไปเดินมาอยู่ในบริษัทนี้ได้
เพราะตอนนี้ยังไม่ถึงเวลางานของเธอ
และอีกอย่างคือคุณปู่ของเธอ
ยังอุตส่าห์ทำสร้อยคอวิเศษมาเผื่อแผ่ให้คุณพราวฟ้าอีกตั้งหนึ่งอัน
ทีตอนมิณทร์ขอคุณปู่ไม่ยักจะทำให้
แต่นี่แค่เธอเล่าให้คุณปู่ฟังว่าคุณพราวฟ้าจะมาช่วยเธอคุณปู่
ก็ทำให้เขาเลยโดยที่ไม่มีใครขอซะด้วยซ้ำ
ถ้ามิณทร์รู้คงนั่งร้องไห้แน่ ๆ…
“คุณทิชาจะเอายังไงต่อหรอคะ?”
พราวฟ้าถามเธอทั้งที่ยังไม่ละสายตาจากภาพตรงหน้า
ทิชาถอนหายใจเล็กน้อยก่อนจะตอบ
“ไม่รู้สินะ...คงต้องปล่อยให้คุณนลินเป็คนจัดการ...หน้าที่ของฉันหมดแค่นี้แล้ว”
ทิชาจ้องไปยังดอกกุหลาบบนฝ่ามือของเธอที่กำลังจะสลายหายไป
มันเป็เื่ของพวกเขาสองคนยิ่งคนๆนั้นคือผีคุณนลินแล้ว
เธอไม่ควรจะเข้าไปยุ่งมากกว่านี้จริงไหมล่ะ?
“คุณจะปล่อยให้คุณนลินฆ่าเธอหรอคะ?”
พราวฟ้าขมวดคิ้วเล็กน้อยกับคำตอบของอีกฝ่าย
จนเผลอถามกลับด้วยน้ำเสียงที่ไม่ค่อยสบอารมณ์นัก
จนทิชาสะดุ้งเล็กน้อยอะไรกันเนี่ย...เธอโกรธฉันหรือไงกัน
“ทำไมคุณมองฉันอย่างนั้นล่ะฉันทำอะไรผิดงั้นหรอ ?”
พราวฟ้าขมวดคิ้วหนักกว่าเดิมทำเอาทิชางงไปหมด
เธอผิดอะไร ? มันถูกแล้วที่เธอควรจะให้เพื่อนสองคนเคลียร์กันเอง
ถ้าเราเข้าไปยุ่งเราจะซวยกันหมดไม่ใช่หรือไง
“นี่มันเป็เื่ของพวกเขาสองคนถ้าพวกเราเข้าไปยุ่งมันจะมีปัญหาเอาไม่ใช่หรือไง”
“แต่คุณคีตายังมีลูกชายที่เธอต้องดูแลนะคะ...”
ไม่รู้สิเธอคิดว่ามันคงไม่ใช่เื่ดีถ้าหากว่าคุณคีตาจะตายทั้งแบบนี้
ลูกชายเธอต้องเสียใจมาก ๆสิ
ได้ข่าวว่าสามีของคุณคีตาก็ยุ่งจนไม่มีเวลาให้ลูกชายแน่นอน
“ให้ตายสิคุณจะไปกังวลแทนคนอื่นทำไมกันล่ะคุณพราวฟ้า
สามีคุณคีตาออกจะรวย
เขาไม่ยอมปล่อยให้ลูกชายคนเดียวของตัวเองลำบากหรอก”
พราวฟ้ายังขมวดคิ้วไม่หายทิชาจึงคิดหาประโยคที่จะทำให้คนหน้าหวานข้าง ๆ
เธอสบายใจขึ้น โดยการชี้ไปทางคุณคีตาและพูดบางอย่าง
โดยไม่ทันได้หันมอง ต่างจากพราวฟ้าที่เบิกตาโตเพราะภาพที่ได้เห็น
“อีกอย่างคุณนลินไม่คิดจะฆ่าคุณคีตาจริงๆหรอกดูสิ...เห้ย!!”
คุณคีตาลอยอยู่บนอากาศ !!!!