ท้องฟ้าเช้าวันนั้นไม่ใจดีนัก เมฆสีเทาอมดำก่อตัวขึ้นทางทิศตะวันตก เลื่อนเข้ามาช้าๆ อากาศมีกลิ่นดินที่ยังไม่ทันเปียก หนักขึ้นเรื่อยๆ ตามลมที่เปลี่ยนทิศ หลินเย่ยืนอยู่ในลานกว้างของตระกูล ยกมือบังแสงเช้าที่แยงตาอยู่ครู่หนึ่ง แล้วก็ลดลงมา
'วันนี้ดูท่าอากาศไม่ค่อยจะดี'
เขาไม่พูดออกมา เพียงบันทึกไว้ในหัวแล้วกลับมาสำรวจสิ่งที่อยู่รอบตัว ดาบพาดอยู่ด้านหลัง น้ำหนักของมันคุ้นเคยแล้วั้แ่หลายวันก่อน ขวดโอสถสองใบห้อยอยู่ที่เอว เงินที่เหลืออีกหนึ่งถุงในกระเป๋า
วันนี้เตรียมพร้อมแล้วเท่าที่เตรียมได้ รถม้าเจ็ดคันเรียงตัวอยู่ในลาน เด็กจากสายรองทยอยขึ้นตามที่ถูกจัดไว้ เสียงพูดคุยและเสียงฝีเท้าปะปนกัน บางคนพูดเสียงดังอย่างคนที่ยังไม่รู้ว่าข้างหน้าเป็อย่างไร บางคนเงียบทว่าดวงตาดูวุ่นวาย
แล้วหลินเย่ก็แหงนขึ้นไปเห็นบางสิ่งบนฟากฟ้า รถม้าอีกคันหนึ่งที่ไม่ได้วิ่งอยู่บนพื้น
เขาหรี่ตาลง มันลอยลงมาจากชั้นฟ้า ค่อยๆ เฉียงลงมาในแนวที่ดูราวกับรู้ดีอยู่แล้วว่าจะลงตรงจุดใด สิ่งที่ลากมันมานั้นมีโครงร่างและการเคลื่อนไหวที่พอจะเรียกได้ว่าม้า ทว่าเกล็ดที่ปกคลุมลำตัวระยิบระยับสีเขียวอมมรกตในแสงเช้าที่ยังหม่น และส่วนหัวนั้นคล้ายัมากกว่าสัตว์อื่นใดที่เขาเคยเห็นมา
เด็กหลายคนถอยหลังสองก้าวโดยไม่รู้ตัว เสียงพูดคุยลดลงพร้อมกัน สิ่งมีชีวิตสองตัวนั้นพารถม้าลงสู่พื้นอย่างมั่นคง เสียงลมหายใจของมันดังฟึดฟัดระหว่างรอ หมอกเย็นจางๆ ฟุ้งออกจากรูจมูกทุกครั้งที่มันหายใจออก
หลินเย่ไม่ถอย เพียงแต่สังเกต รถคันนั้นถูกจัดเตรียมมาเป็พิเศษ ไม่มีทางเป็ของคนธรรมดา
หลินจวิ้นเฉิงเดินออกมาจากอาคารหลัก ผ่านพรมที่คนรับใช้ปูรออยู่ก่อนแล้ว ข้างกายเขามีหลินเหยียนและฮูหยินของเ้าตระกูลเดินจูงมือกันมาด้วย เสื้อผ้าของทั้งสามคนต่างจากเด็กคนอื่นในลานในแบบที่ไม่ต้องอธิบาย
เด็กสายรองหลายคนก้มหน้าลงพร้อมกันโดยไม่มีใครสั่ง มีเพียงสองสามคนที่ยังเงยหน้ามอง และรีบหลบสายตาลงเมื่อรู้ตัว
หลินเหยียนกวาดสายตาผ่านลานเพียงครั้งเดียว ไม่หยุดที่ผู้ใด แล้วก็ก้าวขึ้นรถไป สายตาของหลินเย่หยุดอยู่ที่ร่างของนางชั่วครู่
'กู่เหวยไม่อยู่ตระกูลหลินแล้วหรือ'
คำถามนั้นลอยขึ้นมาในหัวแล้วก็จมลงไปโดยไม่มีคำตอบ
นายพลที่หน้าขบวนะโสั่ง เด็กเริ่มขึ้นรถ เสียงฝีเท้าหนักขึ้น จังหวะเร็วขึ้น ลานที่เมื่อครู่ยังอลหม่านเริ่มเป็ระเบียบในแบบที่การสั่งของทหารทำได้ หลินเย่อยู่ท้ายขบวน ขึ้นคันสุดท้าย
หลินตงเดินมายังคันเดียวกัน ก้าวขึ้นมานั่งส่วนหน้าสุด มือของนางเปิดม่านออกกวาดสายตาดูเด็กในรถครั้งหนึ่ง นับจำนวน ตรวจใบหน้า จนสบตากับหลินเย่แล้วจึงปิดม่านลง
'ตรวจให้แน่ใจว่าข้าอยู่ถูกคัน'
เสียงแตรดังสนั่นลั่นลาน ประตูตระกูลหลินค่อยๆ เปิดออกทีละบาน ขบวนรถม้าเริ่มเคลื่อน เสียงกีบม้ากระทบพื้นหินดังชัดเจน สม่ำเสมอ จังหวะที่ขึ้นและลงไม่หยุด เสียงล้อที่กลิ้งไปบนถนนหิน เสียงหนังสายรั้งที่ตึงและคลายตามการเคลื่อนไหว ทั้งหมดรวมกันเป็เสียงของสิ่งที่ออกเดินทางแล้ว
หลินเย่เปิดม่านออกมองขึ้นไปบนฟ้า ขบวนของหลินจวิ้นเฉิงลอยอยู่เหนือหัว อยู่ใจกลางขบวนทั้งหมด ม่านทึบปิดมิดชิดจากภายนอก ไม่มีทางมองเห็นภายในได้ด้วยตาเปล่าจากระยะนี้
เกล็ดมรกตของสัตว์ทั้งสองสะท้อนแสงสลัว ดูคล้ายอัญมณีที่เคลื่อนไหวได้ รถม้าที่ลอยอยู่บนฟ้านั้นนิ่งสงบ ขณะที่คันซึ่งเขานั่งอยู่สั่นะเืตามรอยแยกของหินทุกสิบก้าว
ทว่ามันกลับลอยอยู่เหนือทุกสิ่งอย่างราบเรียบ ราวกับหยุดนิ่งอยู่บนผิวน้ำอย่างไรอย่างนั้น ไม่มีเสียงกีบ ไม่มีเสียงล้อ มีแต่เงาที่เลื่อนผ่านพื้นดินอย่างเงียบงัน
เขาวางรูปแบบขบวนลงในหัว หน้าขบวนเป็นายพล ท้ายขบวนเป็หลินตง ใจกลางลอยอยู่สูงกว่าคนอื่น หากนี่คือรูปแบบการป้องกันตัวจริง คนสำคัญย่อมอยู่ตรงกลาง หน้าและหลังคือโล่สองชั้น สิ่งที่โจมตีจากด้านหน้าจะเจอนายพลก่อน สิ่งที่โจมตีจากด้านหลังจะเจอหลินตงก่อน
และทั้งสองฝั่งนั้นคือเด็กสายรองที่ถูกวางไว้เป็เกราะชั้นนอกก่อนจะไปถึงคนที่ตระกูล้าปกป้องจริงๆ เขาเก็บความคิดนั้นไว้โดยไม่มีสีหน้าอะไรเพิ่ม ปิดม่านลง
"พักผ่อนให้เพียงพอ" หลินตงะโจากหน้ารถ เสียงของนางชัดและไม่มีการตกแต่ง "พวกเราจะถึงเมืองฟางหรงในอีกสองวัน"
ผ่านไปหนึ่งชั่วยามหลังออกจากตระกูลหลิน ฝนก็เริ่มลงเม็ดแรก ฝนค่อยๆ หนักขึ้น เสียงมันกระทบหลังคารถม้าเพิ่มขึ้นทีละนิด จนกลืนเสียงอื่นไปเกือบทั้งหมด ม่านที่ปิดอยู่สั่นเล็กน้อยตามลมที่แรงขึ้น กลิ่นฝนเข้ามาในรถ เย็นและชื้น เป็สิ่งบ่งบอกว่าเส้นทางข้างหน้าเริ่มลื่นตามโคลนแล้ว
ขบวนของจวิ้นเฉิงบนฟ้าเริ่มสู้แรงลมไม่ค่อยไหว สัตว์ที่ลากมันขยับหัวต้านลม ทว่าในที่สุดก็ค่อยๆ ลดระดับลงสู่พื้นดิน เข้ามาร่วมในขบวนเดียวกัน เสียงเท้าที่แตะพื้นหนักกว่าม้าปกติมาก ชั่วยามที่สองเลื่อนผ่านไปในเสียงฝนและเสียงกีบม้า
กำแพงเมืองของตระกูลหลินหายไปหลังม่านหมอกและสายฝน เหลือแต่ป่าสองข้างทาง ต้นไม้ที่ขึ้นชิดกันและสูงพอที่กิ่งจะเอนข้ามเส้นทาง ทำให้บาง่แสงน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด หลินเย่สังเกตเห็นบางอย่างที่ผิดปกติ
ตลอดเส้นทาง ไม่มีสัตว์อสูรตนใดเข้าใกล้เลยสักตัว ไม่ใช่ว่าไม่มี เขาเห็นเงาสองสามชุดจ้องมองมาจากในป่า ดวงตาที่สะท้อนแสงน้อยๆ ระหว่างกิ่งไม้ ทว่าไม่มีตัวใดก้าวออกมาขวางเส้นทาง ไม่แสดงท่าทีก้าวร้าว เพียงมองแล้วก็หันหลังจากไป
เขานึกถึงครั้งที่เดินทางไปกับกงหยางฮ่าว สัตว์อสูรพวกนั้นโจมตีแม้กระทั่งคนที่แข็งแกร่งกว่า ไม่เลือกหน้า ทว่าครั้งนี้พวกมันราวกับรู้ดีว่าไม่ควรเข้าใกล้
ยันต์
เขาคิดในหัว หากขบวนรถม้านี้มียันต์คุ้มภัยติดอยู่ ก็อธิบายได้ว่าเหตุใดสัตว์ป่าถึงเลือกเมินเฉยมากกว่าจะเสี่ยง เถ้าแก่เนี่ยเฟิงเคยบอกว่าเมื่อเข้าเมืองฟางหรงให้หาซื้อยันต์คุ้มภัยเอาไว้ บัดนี้เห็นแล้วว่าควรทำเป็อันดับแรกทันทีที่เท้าเหยียบเมืองนั้น
หลินเย่กวาดสายตาดูเด็กในรถม้าคันเดียวกัน บางคนหลับ หัวพยักไปตามการโคลงของรถ บางคนสะดุ้งตื่นทุกครั้งที่ล้อกระแทกหินแล้วก็เผลอหลับใหม่ บางคนนั่งครุ่นคิดโดยไม่พูด
ทั้งหมดในนี้เป็เด็กสายรอง ใจกลางขบวนน่าจะเป็สายหลักทั้งหมด เขาส่ายหัวเบาๆ หากเป็เช่นนั้น หน้าขบวนและท้ายขบวนก็คือกำแพงที่ถูกวางไว้ล่วงหน้า
เขามองออกนอกม่านอีกครั้ง ป่าข้างทางหนาแน่นขึ้นเรื่อยๆ เส้นทางแคบลงเล็กน้อย แสงยิ่งน้อย และฝนยิ่งหนัก เสียงน้ำที่ตกลงบนใบไม้รอบข้างกลืนเสียงอื่นทีละชั้น จนในที่สุดแทบไม่ได้ยินเสียงคนในรถพูดกันอีก
บรรยากาศเปลี่ยนไป
อากาศหนักขึ้นโดยไม่มีเหตุผลที่บอกได้ หนักในแบบที่ต่างจากความชื้น ต่างจากความเย็นของสายฝน มันเย็นกว่าฝน หลินเย่หยุดคิดเื่อื่นทั้งหมด มือของเขาเลื่อนขึ้นไปที่ด้านหลังโดยไม่ได้ตั้งใจ แตะที่ด้ามดาบเบาๆ
วังเวง ตึงเครียด ราวกับอากาศที่อัดแน่นอยู่ก่อนฟ้าผ่าอย่างไรอย่างนั้น เด็กคนอื่นในรถยังไม่รู้สึก บางคนยังหลับ บางคนยังครุ่นคิดในเื่ของตัวเอง เขามองพวกเขาแล้วก็มองออกนอกม่านอีกครั้ง ป่าข้างทางไม่มีอะไรเคลื่อนไหว ทว่าครั้งนี้ต่างออกไป
ก่อนหน้านี้ที่ไม่มีสัตว์อสูรเข้าใกล้ อย่างน้อยก็ยังมีเสียงป่า เสียงนก เสียงกิ่งไม้ ตอนนี้ไม่มี ไม่ใช่ค่อยๆ เงียบลง หากหายไปพร้อมกันทันทีราวกับถูกกระชากออกไป
ลมที่พัดผ่านม่านรถม้ามีไอเย็นแทรกอยู่ข้างใน เย็นในแบบที่ไม่ได้มาจากน้ำฝน มันหนักกว่าและต่ำกว่ามาก
มดกลุ่มหนึ่งที่เคยไต่อยู่ตามขอบม่านรถม้าหยุดนิ่งพร้อมกัน แล้วร่วงลงพื้นทีละตัว ทีละตัว ราวกับเส้นด้ายที่ขาดออกจากกัน
ทันใดนั้นรถม้าด้านหน้าก็หยุด รถแต่ละคันชะลอและหยุดเรียงกันตามมา เสียงกีบม้าที่หยุดกะทันหันดังแตกต่างไปจากจังหวะปกติ เสียงล้อที่ฝืดลงก่อนจะหยุดนิ่ง เสียงเด็กในรถที่ตื่นและสะดุ้งพร้อมกัน
"เกิดอะไรขึ้น"
หลินเย่เดินมาด้านหน้า เปิดม่านออกเบาๆ หลินตงนั่งอยู่ด้านหน้า สายตาจดจ่ออยู่กับสิ่งที่อยู่ข้างหน้าขบวน ใบหน้าของนางกำลังอ่านสถานการณ์อยู่ ไม่ใ ทว่าก็ไม่ผ่อนคลาย
"พวกเราถูกโจมตี"
เขามองตามสายตาของนางไป ที่รถม้าคันกลางของจวิ้นเฉิง มีมีดเล็กปักอยู่ตรงกลางยันต์ที่ติดไว้บนตัวรถ ยันต์แตกร้าวออกจากจุดนั้นเป็เส้นเล็กๆ ราวกับน้ำแข็งที่กำลังพัง
ทหารออกมาล้อมคันนั้นทันที รูปแบบเหมือนคนที่ฝึกมาแล้ว ทว่ายืนหันออกทุกทิศ ยังไม่มีสิ่งใดปรากฏ หลินเย่มองดูรอบ ป่าสองข้าง ไม่มีการเคลื่อนไหว ไม่มีเสียง นอกจากสายฝนที่ยังตกลงมาสม่ำเสมอ นายพลด้านหน้าไม่ขยับออกจากตำแหน่ง หลินตงก็เช่นกัน ทุกคนกวาดสายตา ทว่าไม่มีสิ่งใดออกมา
เสียงแรกเป็เสียงบนต้นไม้ ฟุบเบาๆ ราวกับน้ำหนักของคนที่เคลื่อนไหวเร็วไปตามกิ่ง เสียงที่สองตามมาจากอีกทิศ เสียงที่สามจากทิศที่สาม จากนั้นก็ไม่มีทิศให้นับอีก เสียงมันวนรอบทุกด้าน ทับกัน ผสมกัน จนแยกไม่ออกว่ามีกี่ตัวและอยู่ที่ไหน
แล้วทุกอย่างก็หยุดนิ่ง
เงียบอีกครั้ง ครั้งนี้หนักกว่าเดิม
นายพละโก้องทะลุเสียงฝน "ไม่ว่าเ้าเป็ใคร โผล่หัวออกมา!"
จากนั้นพวกมันก็โผล่ออกมาพร้อมกันทั้งสองข้าง ร่างกายที่ดูเหมือนมนุษย์ทว่าก็ไม่ใช่ การเคลื่อนไหวไม่มีการชั่งน้ำหนักแบบคนมีชีวิต ไม่มีการหลบ ไม่มีการระวัง พวกมันเพียงพุ่งตรงมาในทิศที่เห็นเหยื่อ
หลินเย่นับ พวกมันออกมาจากป่าเรื่อยๆ ไม่ขาดสาย ทุกครั้งที่มีตัวหนึ่งปรากฏ อากาศรอบข้างก็เย็นลงอีกขั้นหนึ่ง หมอกสีดำจางๆ คลุมอยู่รอบตัวมัน กลิ่นที่ซึมมาตามลมนั้นไม่ใช่กลิ่นของสัตว์ ไม่ใช่กลิ่นของคน มันเป็กลิ่นของสิ่งที่เน่าตาย เย็นและหนักจนรู้สึกได้ที่กระดูกซี่โครง
ทหารบางคนป้องกันได้ บางคนพลาดท่า ดาบที่ฟาดลงไปบนร่างพวกมันดังราวกับฟาดลงบนหิน ทหารที่เจนศึกที่สุดก็ยังต้องถอยหลังสองก้าวเมื่อัักับแรงชนของร่างที่ไม่มีน้ำหนักอย่างที่ควรจะมีนั้น ท่ามกลางฝนและหมอก ร่างหนึ่งพุ่งพรวดออกมาจากกลุ่มนั้น
ใหญ่กว่าตัวอื่น ิัแห้งกรังติดกระดูกสีดำในแบบที่ไม้แกะสลักอาจดูคล้ายกัน เสื้อผ้าที่ขาดวิ่นอยู่บนร่างนั้นเหลือเพียงร่องรอยว่าครั้งหนึ่งอาจเคยเป็ของคน ดวงตาแดงสองดวงที่ไม่มีอะไรอยู่ข้างในนอกจากความหิวโหย
เสียงในลำคอมันออกมาต่ำและยาว ราวกับกระดาษหนาที่ถูกฉีกอย่างช้าๆ ทุกครั้งที่มันขยับ ข้อต่อของมันลั่นกรอบแกรบเป็จังหวะ เสียงแห้งและกลวงในแบบที่กระดูกของสิ่งมีชีวิตไม่ทำ เสียงเท้าที่กระแทกลงพื้นดินไม่มีความยืดหยุ่น ไม่มีน้ำหนักที่ถ่ายมาจากกล้ามเนื้อ
ทหารนายหนึ่งฟาดดาบลงไปที่มัน เสียงที่ดังออกมาราวกับกระทบเกราะเหล็กหนา ทหารคนนั้นถอยหลังสามก้าว มือที่ถือดาบชาไปทั้งข้าง ร่างของมันไม่มีรอยแผล ไม่มีรอยเื ยืนอยู่ตรงนั้นราวกับไม่ได้ถูกโจมตี แล้วก็พุ่งไปข้างหน้าด้วยความเร็วที่ไม่ควรอยู่ในร่างกายที่ดูหนักขนาดนั้น
หลินตงหันมา
ใบหน้าของนางเปลี่ยนไปในแบบที่หลินเย่ไม่เคยเห็นมาก่อน ไม่ใช่ความกลัว หากเป็ความเชื่อที่ถูกพิสูจน์ว่าผิดอย่างกะทันหัน
"เจียงซือ" นางพูดเบาๆ ราวกับพูดกับตัวเอง เสียงนั้นเบาทว่าหนัก "เป็ไปได้เช่นไร"
ที่หน้าขบวน นายพลไม่ได้หันกลับมาแม้แต่ครั้งเดียว ทว่าคำสั่งที่ะโออกไปหลังจากนั้นสั้นลงกว่าเดิมสองพยางค์
หลินเย่จับด้ามดาบ
มือกำแน่น ความเย็นของโลหะซึมผ่านฝ่ามือ ดาบที่เคยรู้สึกว่ารู้จักมือของเขา บัดนี้มือของเขารู้จักมันเช่นกัน