สายลมเอื่อยๆ ที่พัดผ่านช่องหน้าต่างรถสปอร์ตหรูที่แง้มไว้เพียงเล็กน้อย นำพากลิ่นอายความเค็มของน้ำทะเลและเสียงคลื่นกระทบฝั่งเข้ามาทักทายผมเป็ระยะ
ผมทอดสายตามองออกไปนอกหน้าต่าง ทะเลสีครามที่ทอดยาวสุดลูกหูลูกตาตัดกับเส้นขอบฟ้าสีฟ้าครามใสสว่าง เป็ภาพที่ทำให้ความเหนื่อยล้าจากการเรียนและการสอบย่อยใน่สัปดาห์ที่ผ่านมาปลิวหายไปจนหมดสิ้น
"ชอบไหม"
เสียงทุ้มต่ำและแสนอบอุ่นของคนขับดังขึ้นทำลายความเงียบ ผมหันกลับไปมองพี่คิรินที่กำลังจับพวงมาลัยรถด้วยมือข้างเดียว ส่วนมืออีกข้างของเขาก็กำลังกอบกุมมือซ้ายของผมเอาไว้แน่นไม่ยอมปล่อยมาั้แ่เราขับรถออกจากกรุงเทพฯ
"ชอบครับ ชอบมากเลย" ผมตอบพร้อมกับส่งยิ้มกว้างไปให้เขา
"แต่พี่เล่นเซอร์ไพรส์กะทันหันแบบนี้ ผมเก็บกระเป๋าแทบไม่ทันเลยนะ เมื่อคืนก็มัวแต่... เอ่อ... นั่นแหละ"
ผมรีบหุบปากฉับเมื่อนึกถึงเหตุการณ์ 'นั่นแหละ' ที่เกิดขึ้นเมื่อคืน พี่คิรินรังแกผมจนดึกดื่น พอตื่นเช้ามาเขาก็บอกให้ผมรีบเก็บเสื้อผ้าใส่กระเป๋าสองสามชุด แล้วก็ลากผมขึ้นรถขับตรงดิ่งมาที่ทะเลโดยไม่บอกล่วงหน้าสักคำ เขาบอกแค่ว่านี่คือ 'รางวัล' สำหรับการตกลงเป็แฟนกันอย่างเป็ทางการ
"ก็พี่อยากพาหนูมาพักผ่อนนี่นา" เขาหัวเราะในลำคอ บีบมือผมเบาๆ "ใกล้ถึงแล้วล่ะ อีกนิดเดียว"
รถปอร์เช่คันหรูเลี้ยวเข้าสู่ถนนส่วนบุคคลที่สองข้างทางเต็มไปด้วยทิวสนสูงตระหง่าน ก่อนจะมาจอดสนิทอยู่ที่หน้าคฤหาสน์ตากอากาศสไตล์โมเดิร์นสีขาวสะอาดตาที่ตั้งตระหง่านอยู่ริมชายหาดส่วนตัว นี่คือบ้านพักตากอากาศของครอบครัวพี่คิริน ซึ่งหมายความว่าในพื้นที่กว้างขวางแห่งนี้... จะมีแค่เราสองคนเท่านั้น ไม่มีใครมารบกวน ไม่มีสายตาใครมาคอยจับจ้อง
ทันทีที่เราเก็บสัมภาระเข้าห้องพักเรียบร้อย ผมก็ทนเสียงเรียกของเกลียวคลื่นไม่ไหว รีบเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็กางเกงขาสั้นเหนือเข่ากับเสื้อยืดคอกว้างที่ใส่สบายที่สุด แล้ววิ่งเท้าเปล่าลงไปัักับผืนทรายสีขาวละเอียดทันที
"วู้ฮู้ววว! ทะเล!"
ผมะโสุดเสียง วิ่งลงไปเตะน้ำทะเลสีใสที่สาดกระเซ็นเข้าหาฝั่ง ความเย็นของน้ำทะเลทำให้ผมรู้สึกสดชื่นจนแทบจะบ้าตาย ผมวิ่งเล่นไล่เตะฟองคลื่นอย่างเริงร่าเหมือนเด็กเจ็ดขวบที่เพิ่งเคยเห็นทะเลเป็ครั้งแรก ผมหันหลังกลับไปมองบ้านพักตากอากาศหลังใหญ่ที่ตั้งตระหง่านอยู่เื้ั
"ระวังสะดุดล้มนะต้นหนาว วิ่งช้าๆ หน่อย"
เสียงพี่คิรินะโไล่หลังมา ผมหันกลับไปมองและต้องแปลกใจเล็กน้อย เมื่อเห็นเขากำลังเดินตามมาด้วยฝีเท้าสบายๆ แต่ในมือของเขามีกล้องถ่ายรูปโปรเฟสชันแนลตัวใหญ่ถืออยู่
เขาไม่ได้แอบถ่ายรูปผมด้วยมือถือเหมือนตอนที่เรายังไม่ได้เป็แฟนกันอีกต่อไปแล้ว ตอนนี้เขายกกล้องขึ้นเล็งมาทางผมอย่างเปิดเผย
"ต้นหนาว... หันมามองกล้องหน่อยครับ"
เขาะโบอก พร้อมกับลดกล้องลงเล็กน้อยเพื่อส่งรอยยิ้มที่อบอุ่นที่สุดในโลกมาให้ผม
ผมหัวเราะร่วน โพสท่าชูสองนิ้วบ้าง ะโเตะน้ำบ้าง ทำหน้าทะเล้นบ้างให้ตากล้องส่วนตัวถ่ายรูปอย่างเต็มที่ เสียงลั่นชัตเตอร์ดังขึ้นรัวๆ ประสานไปกับเสียงคลื่นและเสียงหัวเราะของเราสองคน
แววตาของพี่คิรินที่มองผ่านเลนส์กล้องมาที่ผม มันไม่ได้มีความเ็าหรือความดุดันแบบ 'คุณชายูเาน้ำแข็ง' อีกต่อไปแล้ว มันเต็มไปด้วยความรัก ความหลงใหล และความสุขที่ปิดบังเอาไว้ไม่มิด เขาดูผ่อนคลายและเป็ธรรมชาติมากที่สุดเท่าที่ผมเคยเห็นมา เขากดชัตเตอร์บันทึกทุกอิริยาบถของผมอย่างตั้งใจ เหมือนกลัวว่าความทรงจำดีๆ เหล่านี้จะสูญหายไป
การได้เห็นเขายิ้มกว้างจนตาหยีแบบนี้ มันทำให้ผมรู้สึกล้นปรี่ไปด้วยความสุข ผมโชคดีแค่ไหนนะที่ได้เป็เหตุผลของรอยยิ้มนี้ ผมวิ่งกลับไปหาเขา แย่งดูกล้องในมือเขา รูปทุกรูปที่เขาถ่ายออกมามันดูดีมากจนผมแอบเขินตัวเอง เขาลูบหัวผมเบาๆ แล้วบอกว่า
"ก็แบบของพี่น่ารัก ถ่ายยังไงก็สวย"
เวลาล่วงเลยผ่านไปจนถึง่เย็น ดวงอาทิตย์กลมโตสีส้มอมแดงกำลังค่อยๆ เคลื่อนตัวต่ำลงแตะผืนน้ำทะเล ท้องฟ้ากว้างใหญ่ถูกสาดทับด้วยสีส้ม สีชมพู และสีม่วงพาสเทล เป็ภาพพระอาทิตย์ตกดินที่สวยงามและโรแมนติกที่สุดเท่าที่ผมเคยเห็น
เราสองคนมานั่งเกาะเกี่ยวกันอยู่บนเสื่อผืนเล็กที่ปูไว้บนหาดทราย ลมทะเลพัดมาเอื่อยๆ พอบรรเทาความร้อนจากแสงแดดยามบ่าย พี่คิรินนั่งซ้อนอยู่ด้านหลังผม วงแขนแกร่งของเขาโอบรัดรอบเอวผมไว้แน่น แผ่นหลังของผมแนบชิดกับแผงอกกว้างที่แสนจะอบอุ่น คางของเขาเกยทับลงมาบนลาดไหล่ของผมอย่างพอดิบพอดี มือของเขาสอดประสานเข้ากับมือของผมอย่างแแ่
"หนาวไหม" เขากระซิบถามข้างหู ลมหายใจอุ่นๆ รดรินอยู่ที่ซอกคอ
"ไม่หนาวครับ อุ่นกำลังดีเลย"
ผมตอบ เอนศีรษะซบกับใบหน้าของเขาอย่างออดอ้อน ซึมซับความอบอุ่นจากร่างกายของเขาที่ส่งผ่านมาให้
"สวยจังเลยเนาะพี่ พระอาทิตย์ตกที่นี่สวยกว่าที่ไหนๆ เลย"
"อืม... สวยจริงๆ นั่นแหละ"
พี่คิรินพึมพำตอบ แต่เมื่อผมหันหน้าไปมอง ผมก็พบว่าสายตาของเขาไม่ได้มองไปที่พระอาทิตย์ตกดินเลยสักนิด เขากำลังจ้องมองมาที่ใบหน้าของผมต่างหาก
"แต่สู้คนในอ้อมกอดพี่ไม่ได้หรอกนะ"
คำหยอดหวานๆ แบบไม่ให้ซุ่มให้เสียง ทำเอาผมแก้มร้อนผ่าวขึ้นมาทันที
"พี่คิรินอ่ะ... เลี่ยนเป็บ้าเลย ไปหัดพูดประโยคแบบนี้มาจากไหนเนี่ย เมื่อก่อนเห็นปากแข็งจะตาย"
"ก็ไม่ได้หัดมาจากไหน... พูดจากความรู้สึกล้วนๆ"
เขาหัวเราะเบาๆ กระชับอ้อมกอดให้แน่นขึ้นอีกนิด
"รู้ไหมต้นหนาว... เมื่อก่อนเวลาพี่มาพักผ่อนที่นี่ พี่มักจะมานั่งมองทะเลตรงนี้คนเดียวเสมอ มันเงียบสงบก็จริง แต่มันก็เหงามาก พี่มักจะรู้สึกเหมือนชีวิตมันขาดอะไรบางอย่างไป"
เขาเว้นจังหวะไปชั่วครู่ ฝ่ามือหนาลูบไล้ไปตามท่อนแขนของผมอย่างแ่เบา
"พี่พยายามหาคำตอบมาตลอดว่าอะไรคือสิ่งที่พี่ตามหา จนกระทั่งพี่ได้เจอหนู... โลกสีเทาๆ ของพี่ก็ค่อยๆ เปลี่ยนไป"
"เปลี่ยนยังไงเหรอครับ?" ผมถามเสียงเบา หัวใจเต้นแรงขึ้นมารอรับฟังคำตอบ
"ก็เปลี่ยนเป็โลกที่สดใสขึ้น มีชีวิตชีวาขึ้น... และมีหนูอยู่ตรงกลาง"
เขาตอบเสียงนุ่ม กดจูบหนักๆ ลงบนลาดไหล่ของผม
"ั้แ่วันที่หนูเข้ามาในชีวิตพี่... โลกของพี่ก็ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป หนูเข้ามาเติมเต็มช่องว่างที่ว่างเปล่าในหัวใจพี่ จนตอนนี้มันไม่มีพื้นที่เหลือให้ใครอีกแล้ว พี่รักหนูนะ ต้นหนาว รักมากจริงๆ พี่ขอบคุณนะที่ยอมรับในตัวผู้ชายงี่เง่าและเอาแต่ใจอย่างพี่"
คำสารภาพรักที่เรียบง่ายแต่แฝงไปด้วยความรู้สึกที่ลึกซึ้งมหาศาล มันทำให้กระบอกตาของผมร้อนผ่าว ผมรู้สึกโชคดีเหลือเกิน โชคดีที่วันนั้นท่อน้ำที่หอพักแตก (ถึงแม้ว่ามันจะเป็แผนของเขาก็ตาม) โชคดีที่ผมตัดสินใจมาขอแชร์ห้องกับผู้ชายคนนี้ โชคดีที่เขารักผมมากขนาดนี้
"ผมก็รักพี่ครับ... รักพี่คิรินที่สุดเลย"
ผมตอบกลับด้วยน้ำเสียงสั่นเครือเล็กน้อย หันตัวกลับไปสวมกอดลำคอแกร่งของเขาไว้แน่น ซุกใบหน้าลงกับลาดไหล่ของเขา
"ขอบคุณเหมือนกันนะครับ ที่คอยดูแลและทะนุถนอมผมเป็อย่างดี ผมสัญญาว่าผมจะเป็แฟนที่ดีของพี่ตลอดไป"
เราสองคนกอดกันแน่นท่ามกลางแสงสุดท้ายของวัน ปล่อยให้ความเงียบและเสียงคลื่นทำหน้าที่ขับกล่อมความรู้สึกของเรา ไม่มีคำพูดใดๆ หลุดออกจากปากอีกต่อไป มีเพียงความรักที่สื่อถึงกันผ่านอ้อมกอดที่แแ่
จนกระทั่งดวงอาทิตย์ลาลับขอบฟ้า ท้องฟ้าเปลี่ยนเป็สีน้ำเงินเข้มและถูกประดับประดาด้วยดวงดาวนับล้านดวง อากาศริมทะเลเริ่มเย็นลงอย่างเห็นได้ชัด เสียงเกลียวคลื่นที่กระทบฝั่งเริ่มฟังดูวังเวงขึ้นเล็กน้อย แต่ทว่าในอ้อมกอดของเขามันกลับอบอุ่นจนไม่อยากลุกไปไหน
"เริ่มดึกแล้ว ลมแรงด้วย เดี๋ยวหนูจะไม่สบาย"
พี่คิรินเอ่ยขึ้น ทำลายความเงียบที่แสนจะโรแมนติกนั้นลง
"อื้อ เข้าบ้านกันเถอะครับ"
ผมพยักหน้าเห็นด้วย พยายามจะขยับตัวลุกขึ้นยืนจากพื้นทรายที่เริ่มชื้น
แต่ยังไม่ทันที่ผมจะได้ทรงตัวลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ร่างของผมก็ถูกท่อนแขนแกร่งของพี่คิรินสอดเข้าใต้วงแขนและข้อพับเข่า ก่อนที่เขาจะออกแรงอุ้มช้อนตัวผมขึ้นในท่าเ้าสาวอย่างรวดเร็วจนผมตัวลอยวืดขึ้นไปในอากาศ
"เฮ้ย! พี่คิริน ทำอะไรเนี่ย ผมใหมด"
ผมร้องเสียงหลง รีบตวัดแขนโอบรอบคอเขาไว้แน่นด้วยความใ
"ก็เห็นหนูนั่งนานแล้ว กลัวจะเมื่อยขา พี่เลยอุ้มไง"
เขาตอบหน้าตายหน้าทน แต่รอยยิ้มเ้าเล่ห์ที่มุมปากมันฟ้องชัดเจนว่าเขากำลังหาเื่รังแกผมอีกแล้ว
"ผมไม่ได้เป็ง่อยนะพี่ ปล่อยผมลงเลย ผมเดินเองได้ ทรายเลอะเสื้อพี่หมดแล้วเนี่ย"
ผมโวยวาย ดิ้นขลุกขลักอยู่ในอ้อมแขนของเขา
"ไม่ปล่อยครับ... แล้วคืนนี้... พี่ก็จะไม่ปล่อยให้หนูได้นอนพักง่ายๆ ด้วย"
เขาจงใจกระซิบประโยคหลังด้วยน้ำเสียงแหบพร่าและเซ็กซี่ที่สุดเท่าที่ผมเคยได้ยิน สายตาคมกริบของเขากวาดมองทั่วใบหน้าของผมอย่างมีความหมายแฝง
คำขู่ที่แสนจะอันตรายนั้นทำเอาผมหน้าร้อนฉ่าจนแทบจะไหม้ ผมรู้ตัวดีว่าคืนนี้ผมคงหนีไม่พ้นเงื้อมมือของ 'รูมเมตตัวร้าย' ที่เลื่อนขั้นมาเป็ 'แฟนสุดที่รัก' คนนี้อย่างแน่นอน
ผมหยุดดิ้นรน ยอมจำนนต่ออ้อมแขนที่แข็งแรงและแสนจะอบอุ่นนี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ผมเอนศีรษะซบลงกับแผงอกกว้าง ฟังเสียงหัวใจของเขาที่เต้นเป็จังหวะหนักแน่นสม่ำเสมอ
พี่คิรินกระชับอ้อมกอดให้แน่นขึ้น ก่อนจะอุ้มผมเดินฝ่าความมืดสลัวริมชายหาด มุ่งหน้ากลับเข้าสู่ตัวคฤหาสน์ที่สว่างไสวไปด้วยแสงไฟสีส้มอ่อน ท่ามกลางความเงียบสงบที่มีเพียงเสียงคลื่นและเสียงหัวใจสองดวงที่เต้นประสานกัน
ค่ำคืนนี้ที่ทะเล... คงจะเป็อีกหนึ่งค่ำคืนที่ผมจะไม่มีวันลืมไปตลอดชีวิตเลยล่ะครับ.