หลังไปส่งกิ๊ฟที่บ้านแล้ว ขจรก็ให้คนขับรถมาส่งที่หน้าวัด แล้วตัวเองก็เดินเข้าไป
ไม่อยากให้ใครเห็นว่า มีรถราคาแพงมาส่ง พอเดินเข้าไปก็มีเด็กวัดคนอื่นมาเรียกให้ไปพบหลวงตา พอไปถึงหลวงตากำลังพูดคุยกับ พระรุ่นราวคราวเดียวกันอีกรูปหนึ่ง
“ มากราบหลวงตาคงซะ นี่ไงท่าน ขจรเด็กที่ผมเล่าให้ฟัง”
ขจรมากราบใกล้ๆ ท่าน แล้วหลวงตาคงก็ใช้มือลูบหัวของ ขจรทำให้ขจรรู้สึกเย็นวูบ ั้แ่หัวจรดเท้า แสดงว่า หลวงตาคงท่านนี้ มีญาณอาคมแก่กล้ามาก ขจรแม้มีความรู้มา สองร้อยกว่าปี แต่ว่า พอพบกันพระรูปนี้แล้ว ยังต้องยอมรับอย่างจริงใจ
“ เป็ไงเล่าท่าน”
“อืม นับว่าไม่ใช่เด็กธรรมดาจริงๆ มันมีพลังของคนอีกผู้หนึ่งคอยคุ้มครองจริงๆ แต่ทว่า ชะตาของเ้าเด็กนี่ จะต้องเผชิญปัญหาหลายอย่าง เกินกว่าคนทั่วไปจะได้พบ”
“ ผมก็คิดเช่นนั้น” หลวงตาทั้งสองคุยกัน ขจรได้แต่มองหน้าท่านแต่ไม่กล้าพูดแทรก
“ อีกไม่นานนี้ เอ็งจะต้องพบกับเื่เหนือธรรมชาติ แต่ว่าเอ็งก็จะผ่านไปได้ด้วย
พุทธคุณ และบุญบารมีที่เอ็งได้ทำมา”
“ จรเอ้ย หลวงตาคงท่านเป็สหายธรรม กับ หลวงตาตอนไปธุดงค์ที่ป่าของประเทศลาว ท่านบรรลุธรรมขั้นสูงแล้ว สิ่งที่ท่านพูดเอ็งต้องจำใส่ใจเอาไว้”
“ ไม่ต้องห่วงเขาหรอกท่าน คนทั่วไปมีแค่ความทรงจำแค่ไม่กี่สิบปี แต่เด็กนี่มีเป็ร้อยปี แต่เอ็งก็ต้องจำไว้ อย่าลืมนั่งสมาธิ เพื่อให้จิตแน่วแน่ แผ่เมตตาให้กับเ้ากรรมนายเวรในชาติก่อน เื่ที่ผ่านมาในอดีตชาติ ก็เป็เื่ในอดีตชาติ อย่าเอามาผูกโยงกับปัจจุบัน แม้ว่าพวกมันจะเฝ้าตามมาคอยหลอกหลอนไม่หยุด ก็ต้องรู้จักอภัยให้พวกมัน มิเช่นนั้น เวรกรรม ก็จะตามติดเอ็งไปไม่รู้จักจบสิ้น”
ขจรได้ฟังก็ขนลุกไปในทันที ไม่คิดว่า หลวงตาคงจะล่วงรู้ว่า เขาระลึกชาติได้
“ ตอนนี้ผมตรวจชะตาดูอนาคตของมัน แต่ผลที่ออกมา กลับไม่สามารถทำนายได้
กระดานชนวนถึงกับแตกหักกันไปเลย”
“ เขาไม่ใช่คนอย่างที่พวกเราจะไปทำนายได้ เราเป็เพียงแค่ คอยสนับสนุนเขาให้เติบใหญ่ และแข็งแกร่ง พวกเราคงทำได้เท่านี้ ที่เหลือเขาต้องเป็ผู้ที่ขีดเขียนดวงชะตาของเขาเอง”
หลวงตาคงพูดจบ ก็นำผ้าเก่าๆผืนหนึ่ง ออกมาจากย่าม มอบให้ขจร 1 ชิ้น
“ นี่คือ ยันต์เกราะเพชร จะช่วยให้แคล้วคลาดปลอดภัย จากศาสตราวุธของมีคมได้ระดับหนึ่ง และยัง ป้องกันภูตผีปีศาจที่จะมาทำอันตรายเอ็งได้ หันหลังแล้วถอดเสื้อออก”
ขจรทำตามที่หลวงตาคงบอก แล้วหันหลังไปทางหลวงตาทั้งสอง แล้วหลวงตาคงก็นำผ้ายันต์สีแดงเก่าๆ ออกมาวางบนแผ่นหลังของ ขจร แล้วท่านก็สวดคาถาออกมาไม่ถึงนาที ลายยันต์เกราะเพชร ก็เคลื่อนตัวลงไปติดอยู่บนแผ่นหลังของขจร แล้วก็ค่อยๆ หายไป
แล้วหลวงตา ก็นำดาบออกมาเล่มหนึ่ง แล้วฟันใส่หลังของ ขจรทันที ลายอักขระยันต์เกราะเพชร ที่หายไปปรากฏเป็ลายที่มีแสง วาบขึ้น คมดาบที่ฟันนั้นไม่อาจทำอะไร ขจรได้แม้แต่นิดเดียว
ขจรหันมาก้มกรามหลวงตาคงอีกครั้ง
“ ยันต์เกราะเพชรจะอยู่กับคนที่มีศีล มีธรรมเท่านั้น หากว่าเอ็งประพฤติตชั่วช้า ยันต์วิเศษนี้จะไม่ช่วยคุ้มครองเอ็ง จำไว้”
จากนั้นขจรก็ออกไปจากห้องของหลวงตา
“ เขาไม่ใช่คนทั่วๆไป ผมใช้จิตแห่งธรรม มองเห็นเงาร่างของคนหลายคน อยู่ในร่างของเขา”
“ หลายคนเชียวหรือท่าน?”
“ ใช่แล้ว คนอื่นๆ ผมดูแล้วแต่ละคนล้วนมีบุญบารมีและอำนาจมาไม่น้อย แต่มีอยู่คนหนึ่งเขาไม่ใช่ปุถุชนอย่างเรา และที่ผมััเขาได้ เป็เพราะเขาอนุญาต”
“ ท่านััเขาได้ แล้วพอรู้ไหมว่า เขาเป็ใคร?”
“ ไม่รู้จริงๆ แต่ผมเคยเห็นคนตาย ถูกพวกยมทูตพาไป กลิ่นไอนี้คล้ายพวกยมทูต แต่ว่ามันรุนแรงมากกว่ากันหลายเท่านัก”
หลวงตาทั้งสอง มองหน้ากัน อย่างตื่นตะหนก
ขจรกลับไปที่พัก หลังจากอาบน้ำเสร็จกำลังนั่งสมาธิ แต่ทว่า ลุงแย้มสัปเหร่อ ก็มาเรียกให้ไปช่วยรับศพเข้าศาลา
ขจรรีบไปช่วยเปิดศาลา แล้วจัดเตรียมสถานที่กับลุงแย้ม พอศพมาถึง ก็นำมาวางบนเตียงสำหรับเพื่อที่จะรดน้ำศพ ก่อนที่จะเข้าโลงเย็น
พอพวกเ้าหน้าที่ขนศพ เปิดผ้าคลุมศพ ก็พบว่า คนที่ตายเป็หญิงสาววัยรุ่น ที่กำลังตั้งท้องได้ 6 เดือนแต่มาเสียชีวิตจากอุบัติเหตุญาติพี่น้องเดินทางมากับหมอผี เพื่อจะมาทำพิธีตัดสัมพันธ์แม่ลูก เพื่อไม่ให้ผีเฮี้ยนและไปสร้างความเดือดร้อนให้กับญาติที่ยังมีชีวิตอยู่ โดยหมอผีบอกว่า เขาจะทำพิธีผ่าท้องเอาศพเด็กอออกมาฝัง แล้วให้ศพแม่ทำพิธีศพไปตามปกติ
“ ไปทำในห้องเก็บศพก็แล้วกัน ที่ศาลาตรงนี้มันประเจิดประเจ้อไป” ลุงแย้มพาไปห้องเก็บศพ ขจรมองแล้วรู้สึกสังเวชใจ ที่ความเชื่อของคนโบราณ ปัจจุบนยังมีคนนำมาใช้อีก อยากจะบอกว่ามันไม่เป็ความจริงเลย แต่ดูหน้าตาของพ่อแม่ปู่ย่าตายายแล้ว พวกเขาล้วนเชื่อถือเื่เช่นนี้มาก
“ ลุงแย้ม แบบนี้ท่านเ้าอาวาสไม่ว่าเอาเหรอ?”
“ ไม่ว่าหรอก เพราะครอบครัวของเขา้าแบบนี้ ตำรวจก็ไม่ได้ว่าอะไร เพราะไม่ผิดกฏหมาย คนก็ตายไปแล้ว อีกทั้งศพก็มีการผ่าพิสูจน์มาแล้ว พวกเขาแค่แยก ทารก กับ แม่แยกทำพิธีต่างกันเท่านั้น”
ขจรในชาติก่อน เคยเห็นว่าพวกเขาทำพิธีเผาแม่ฝังลูก กันโดยมี อาจารย์ไสยศาสตร์ทำพิธีตัดสายใยแม่ลูก ซึ่งแต่ละคนล้วนแต่ต้อง ถือศีลกินเจกันล่วงหน้าสามวัน แล้วค่อยทำพิธี เพราะการตัดสายใยแม่ลูกแบบนี้ หากทำผิดพลาด ผู้เป็แม่จะโกรธแค้น ลุกขึ้นมาหักคอ คนทำพิธีได้ ดังนั้น ระยะหลังจึงหาคนดีมีศีลธรรม มาทำเื่แบบนี้ยากมาก แต่วันนี้หมอผีที่มาทำพิธีนั้น เตรียมมีดหมอ สำหรับผ่าตัดมาอย่างดี ขจรถูกสั่งให้ไปคอยดูความเรียบร้อย อย่าให้พวกเขาทำห้องเก็บศพเลอะเทอะ
พอเข้าไป หมอผีกับลูกน้องก็เริ่มสวดมนตร์คาถา สะกดิญญา ขจรได้ยิน ก็ส่ายหัว เพราะท่องผิดๆ ถูกๆ แถมยังไม่มีเครื่องเซ่นไหว้ผี และไม่มีพระพุทธรูป มาคอยเป็ประธานในพิธีอีกด้วย พอท่องเสร็จ หมอผีก็ผ่าท้องออก โดยใช้มีดหมอลงอาคมกรีดเปิดช่องท้อง แล้วควานหาเด็กน้อย ซึ่งอายุ 5 เดือนเริ่มเป็รูปร่างครบ 32 ประการแล้ว
หมอผี ดึงร่างศพทารกออกมา แล้วใช้มีดหมดตัดรกออก เรียกว่าตัดสายใยแม่ลูก
แต่ทว่า ตัดเท่าไรก็ตัดไม่ขาดสักที หมอผีโมโหมาก ใช้มีดฟันเข้าที่ใบหน้าของศพผู้เป็แม่ จนเป็รอยแผล สองสามแผล พ่อแม่พี่น้อง เห็นแล้วเวทนาศพ ร้องให้พ่อหมอเมตตาด้วย
“ พวกมึงอยากมีอันเป็ไปกันใช่ไหม นังแม่นี่มันดื้อ มันไม่ยอมตัดสายใยแม่ลูกแล้วไปเกิดใหม่ มันจะเป็ผีคอยหลอกหลอนพวกมึง กูจะไม่ทำต่อก็ได้ พวกมึงจะเอาอย่างนั้นไหม” พ่อหมอตะคอกเสียงดัง ทำให้ทุกคนต่างเงียบกริบ
แต่หมอผี หันกลับมาตัดรกอย่างไรก็ไม่ขาด วางกับพื้นแล้วฟันเต็มเหนี่ยว ก็น่าอัศจรรย์ รกกลับไม่ขาดออกจากกัน
“ มึงจะยอมดีๆ หรือไม่ นังผีบ้า” พอหมอผีให้ลูกน้องจับตัวศพเด็กทารก แล้วตัวเอง หันมาจับมีดหมดสองมือ แล้วรุมสับที่ใบหน้าของศพแม่ จนหัวแบะเละเทพ
ขจรเริ่มส่ายหัว แต่ทันใดนั้นเอง เด็กทารกพลันลืมตาขึ้น แล้วกระโจนเข้าใส่พ่อหมอ แล้วอ้าปากกว้าง งับเข้าที่คอหมอผี ทุกคนต่างตื่นตะลึงงัน ไม่นึกว่า เด็กผีจะมีฟันที่แหลมคมเช่นนี้ ต่างลุกฮือ วิ่งหนีออกจากโรงเก็บศพ เหมือนผึ้งแตกรัง
ลูกศิษย์ เห็นผีเด็กกัดกระชากคอหอยของอาจารย์จนเืสาดก็ วิ่งหนีสุดชีวิตไม่อยู่แล้ว อาจารย์ลงไปนอนดิ้นกับพื้น ผีเด็กน้อยยังไม่สาแก่ใจ ะโเข้าไปกัดหน้า กัดตา จนลูกตา และใบหน้ามีแผลเหวอหวะ
“ พอได้แล้ว” ขจรเอ่ยกับ ผีเด็ก ที่หันขวับมาแยกเขี้ยวใส่ขจร แล้วจะพุ่งตัวเข้าหาเขา แต่ทว่า ถูกรกที่ติดกับแม่ ดึงรั้งเอาไว้
ขจรเดินเข้าไปใกล้ ไม่ได้กลัวเกรงอะไร ผีเด็ก อ้าปากกว้างจะโจมตี ใส่ขจร แต่ทว่า แสงแห่งยันตร์เกราะเพชร ก็วาบขึ้นมา ทำให้ผีเด็ก ถึงกับปวดแสบปวดร้อนขึ้นมา
ขจรใช้มือจับไปที่หัวของ ผีเด็กน้อย แล้วขจรก็เอ่ยบทสวดพระปริตร์เจ็ตำนาน เป็บทสวดที่สยบเหล่าภูตผีปีศาจ จนกระทั่งได้ยินเสียงของแม่ทารกผี เอ่ยออกมา
“ ได้โปรดเถิด อย่าทำลูกของฉันเลย เขายังเด็ก เขาไม่รู้เื่อะไร”
“ ในเมื่อเ้าสองคนแม่ลูกก็ได้ละสังขารจากโลกนี้ไปแล้ว ไฉนยังไม่ละจิตที่เ้าของออกจากร่างนี้ไป จะยึดติดกันอยู่ทำไม”
“ ลูกของฉันยังเด็ก เขาไม่รู้อะไร ได้โปรดปล่อยเขาไปด้วยเถิด”
“ เขาฆ่าคนตาย ผมทำได้แค่เพียงส่งเขาไป หาท่านพญายมให้เข้าตัดสินโทษเท่านั้น”
ขจรสวดคาถาบูชาพญายม ต่อทันที ทำให้รอบๆ เกิดเปลวไฟลุกโชน คราวนี้ดูดร่างทารกผี ลงไปสู่ขุมนรก ส่วนแม่ด้วยความรักลูกก็กระโจนตามลงไปด้วยเช่นกัน
“ เป็แบบนี้ใครเล่าจะตัดสายใยของแม่กับลูกได้” ขจรถอนหายใจ พร้อมมองซากศพหมอผี ที่นอนตายกับพื้นอย่างน่าเวทนา
ตำรวจมาก็ได้แต่ มองหน้ากันปริบๆ คดีผีเด็กฆ่าหมอผีเช่นนี้ไม่เคยเกิดขึ้น ไม่รู้จะปิดคดียังไง
ส่วนญาติโยม ก็ไม่กล้าแยกสายใยสองแม่ลูกออกจากกันอีก จึงให้เผาสองแม่ลูกไปพร้อมๆ กันเสียเลย ส่วนหมอผี ก็ถูกเผาไปในอีกวันเดียวกันเลย
ตอนเช้าขจรได้ออกวิ่งออกกำลังกายแล้วกลับมาเข็นรถเข็นตามพระไปบิณฑบาตตามปกติ แต่ทว่าวันนี้ ที่บ้านของกิ๊ก กลับมีชายหนุ่มหน้าตาดี มายืนรอใส่บาตร พร้อมกับกิ๊ฟ และแม่ของกิ๊ฟด้วย
ขจรทำหน้าที่ปกติ ยิ้มให้กับกิ๊ฟ แล้วเดินตามพระไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
กิ๊ฟจะวิ่งเข้ามาหา แต่ถูกแม่ดึงแขนเอาไว้
“ จะไปไหนลูก วันนี้พี่เขามาหาแต่เช้า ก็เพราะอยากมาใส่บาตรกับเรา อย่าทำตัวเสียมารยาทซิ”
กิ๊ฟได้แต่ถอนใจ คิดว่าไปมหาลัยค่อยอธิบายให้ขจรฟังดีกว่า
แต่ว่าวันนี้เป็วันหยุด ขจรไม่ได้ไปมหาลัย แต่กลับไปค่ายมวยั้แ่เช้า ครูยอดบอกว่า วันเสาร์หน้าจะมีคิวขึ้นชก
“ ทำไมเร็วนักครับ”
“ พอดีผู้จัดเขาเห็น เธอชกเขาก็เลยอยากให้ชกกับ นักมวยในสังกัดของเขา เขาให้ค่าตัวเพิ่มอีก ห้าพันเลย ครูเห็นว่าไฟต์ที่แล้ว เธอไม่ได้เหนื่อยอะไร เลยรับเอาไว้ หรือเธอจะปฏิเสธ?”
“ ไม่ ไม่ ชกได้ครับ แต่แค่สงสัยเท่านั้น”
“ คู่ต่อสู้ของเธอครั้งนี้ อายุ 24 ปี ชกมาแล้ว 18 ครั้ง ไม่เคยแพ้ใครเลย เดือนหน้าเขาจะขึ้นต่อยในสังเวียนราชดำริ ดังนั้นเลยหาคู่ชกก่อนขึ้นไปสังเวียนใหญ่”
“ ไม่ต้องกลัว หากว่าครั้งนี้สู้ไม่ได้ ก็แค่หันหน้ามาทางครูทิม แล้วส่ายหัว ครูทิมจะโยนผ้าขาวทันที หรือหากโดนมันอัดลงไปนอน ไม่ไหวก็อย่าไปลุกขึ้น เข้าใจนะ”
“ ครับ” ขจรนึกในใจ ทำไมไม่คิดว่าเขาจะชนะมันบ้างนะ
“ ไปซ้อมได้แล้ว หมู่นี้ไอ้ธงมันหายไปไหน ไม่เห็นมันมาซ้อมที่ค่ายเลย”
“ ผมก็ไม่ทราบ แต่เห็นเขาไปหาผมที่งานศพพ่อแต่นั่นก็หลายวันแล้ว เดี๋ยวผมกลับไปจะไปหาเขาที่ห้องให้ครับ”
ขจรออกไปฝึกฝนเสริมร่างกายทั่วไป ซึ่งเขาคิดว่า บัดนี้ร่างกายของเขาแข็งแกร่งมาก ใครหน้าไหนก็ไม่กลัว แล้ววันนี้ ซาช่า ก็พา ผู้ชายคนหนึ่ง เป็ฝรั่งเข้ามาที่ค่ายมวยเพื่อ ซ้อมชก หนุ่มฝรั่งนั้นร่างกายสูงใหญ่ เคยถนัดแต่ชกมวยสากล วันนี้เขามาซ้อม ชก เลยอยากให้ ขจรเป็เป้าซ้อมมือให้เขา ส่วนซาซ่านั้น ไปซ้อมมวยกับแชมป์ พี่เอกพล แชมป์เวทีราชดำริคนปัจจุบัน
คนที่ขจรซ้อมมือด้วยนั้น ชื่อ เอ็ดการ์ เป็ชาวรัสเซีย เป็นักมวยสากลมืออาชีพ แต่เขาไม่ได้บอกใคร มีแต่ซาซ่าคนเดียวที่รู้ แต่ก็คิดว่า เอ็ดการ์ คงไม่รุนแรงกับขจร แต่ว่าซาซ่า คิดผิดถนัด เขาต่อยด้วยหมัดที่รุนแรงไม่มีแ่ เพราะทีแรกหมัดที่ต่อยไป ทุกหมัดล้วนถูกขจร รับได้หมด แม้ไม่ได้บอกก่อนล่วงหน้า ยิ่งต่อยไป เอ็ดการ์ยิ่งไม่พอใจ ยิ่งใช้พลังหมัดต่อยใส่ขจรไม่ยั้ง แต่แม้ว่า ร่างกายของเอ็ดการ์นั้นจะอยู่ในน้ำหนัก เวลเตอร์เวท 140 ปอนด์ ส่วนขจรอยู่แค่รุ่น ซุปเปอร์ฟลาเวท 112 ปอนด์ มันมีช่องว่างกันหลายรุ่น แต่ว่า ขจรก็ยืนตั้งท่าคชสารไม่ยอมถอยแม้ก้าวเดียว แถมยังใช้การ์ดมือ กระแทกใส่เอ็ดการ์ จนเซถอยหลังไปอีก
เสียงหมัดที่กระทบกับ การ์ดนวมดังสนั่นเลื่อนลั่นไปหมด คนที่มองดูซาซ่ากับพี่เอกพล ต้องหันกลับมามองคู่ขจร กลับเอ็ดการ์แทน ซึ่งเวลาการชก ก็ไม่ได้มีกำหนดเวลา ดังนั้นเวลาผ่านไป 7 นาที เอ็ดการ์ ถึงกับหายใจแรง ทำให้เขาเองสงสัยใจยิ่ง ทำไม ขจรเป็แค่เด็กซ้อมมวย ยังมีลมหายใจที่ยังสม่ำเสมอ เหมือนเพิ่งเริ่มยกแรกเท่านั้น
เอ็ดการ์ ฮึดสู้อีกครั้ง เดินหน้ารุมต่อย ใส่ขจรทั้งบนล่าง ซ้ายขวา แต่ว่า ถูกขจรดักจับหมัดได้หมด แถมยังโดนการ์ดนวม กระแทกหน้าหงายไปหลายครั้ง ถ้าเป็หมัดจริงๆ แล้วละก็ ต้องมีเืออกแล้วเป็แน่
เอ็ดการ์ต่อยกับขจรไปอีก สามนาที จนไม่ไหว ต้องนั่งคุกเข่า หมดแรงที่โหมมากไปหน่อย
ขจรก็ถอดนวมซ้อม เข้ามาช่วยดัดแขน ดัดข้อมือ ดัดหลังให้กับเอ็ดการ์ แล้วใช้มือนวดไหล่ และกล้ามเนื้อที่เกร็ง จนทำให้ร่างกายของเขากลับมา รู้สึกดีขึ้นมาก
เขาขยับแขนขา แล้วทำหน้าพิศวง
“ โอ้ ว้าว ดีจริงๆ ตอนนี้ไอหายเหนื่อย หายปวดไปเลย”
“ ไอแค่นวดเล็กน้อยเท่านั้น ไม่มีทำอะไรมาก” ทั้งสองตอบโต้กันเป็ภาษาอังกฤษทำให้ เอ็ดการ์แปลกใจ ที่ขจรพูดภาษาอังกฤษได้ จึงได้พูดคุยกับขจรมากขึ้น จนซาซ่า ที่เห็นต้องหยุดชก แล้วเข้ามาคุยด้วย
“ ไม่น่าเชื่อ ว่าคุณจร จะรับหมัดของเอ็ดการ์ โดยไม่เป็อะไร เอ็ดการ์เขาเป็ักมวยสากลมืออาชีพ ชกมาสามสิบกว่าไฟต์แล้ว”
ทุกคนพอได้ยินว่า เอ็ดการ์เป็มวยมืออาชีพ ชกมาสามสิบกว่าไฟต์ก็ใ แต่ก็คงคิดว่า เอ็ดการ์คงอ่อนข้อให้กับ ขจร
“ ไออยากลงนวมจริง กับ ยูสักสองยก ยูกล้าไหม”
“ เอาแบบมวยสากล?”
“ ยู ใช้มวยไทยได้เลย ไอน้ำหนักเยอะกว่า จะได้ไม่เสียเปรียบกัน”
“ ก็ได้”
พอขจรเอ่ยตอบรับ คราวนี้ทุกคนต่างก็เข้ามาล้อมวง ดูการชกของทั้งคู่ ระหว่างมวยสากลมืออาชีพ น้ำหนัก 140 ปอนด์ ขจรมวยไทย หนัก 112 ปอนด์ กติกามวยไทย ครูทิมเองขึ้นไปเป็กรรมการห้ามด้วยตนเอง ครูยอดถึงกับลุกออกจากห้องเลิกเล่นเกมส์ เข้ามายืน ริมขอบเวทีทันที
ทั้งสองไม่สวมเฮ็ดการ์ด สวมแค่นวมกับฟันยางเท่านั้น
แก๊ง แก๊ง !! เสียงระฆังเริ่มชกดังขึ้น ทั้งคู่เดินหน้าเข้าหากันทันที.......