หลังจากเหตุการณ์สายฟ้าฟาดที่ศาลเ้าจบลง ชาวบ้านต่างพากันแยกย้ายกลับที่พักของตนด้วยความรู้สึกปนเปกันระหว่างความตื่นตระหนกและความโล่งใจ ภายในใจของทุกคนยังคงมีคำถามถึงเหตุการณ์ประหลาดที่เกิดขึ้น ทว่าในสายตาของเฒ่าผู้ใหญ่บ้าน เขากลับมองเห็นเพียงความจำเป็ที่ต้องประคับประคองขวัญกำลังใจของชาวหมู่บ้านให้กลับมามั่นคงอีกครั้ง เขาจึงเดินเข้ามาตบบ่าหลี่เฉินเบาๆ ด้วยแววตาที่เปี่ยมด้วยความเข้าใจ "ไม่เป็ไรหรอกเสี่ยวเฉิน เ้าอย่าได้เก็บไปคิดมาก รูปปั้นนั่นผุพังมานานแล้ว มันเป็เพียงเหตุบังเอิญทางธรรมชาติเท่านั้น ไม่ใช่ความผิดของเ้าหรอก กลับไปพักผ่อนหรือทำธุระของเ้าเถิด"
หลี่เฉินพยักหน้ารับคำกล่าวของชายชรา เขารู้ดีว่าเขายังมีงานสำคัญที่ต้องทำและไม่อาจเสียเวลาไปกับการมัวแต่ขบคิดเื่โชคชะตา เวลายังคงเป็่เช้าตรู่ แสงแดดอ่อนๆ กำลังเหมาะแก่การเริ่มต้นงานในทุ่งนาเป็ที่สุด เขาตรงไปยังบ้านของเฒ่าผู้ใหญ่บ้านเพื่อขอยืมจอบและอุปกรณ์ทำนา เนื่องจากในกระท่อมที่เขาอาศัยอยู่นั้นไม่มีอุปกรณ์ใดๆ ติดตัวเลย 'การหยิบยืมของผู้อื่นเช่นนี้จะทำไปได้นานเท่าใดกัน' หลี่เฉินคิดในใจขณะเดินไปตามทางด้วยจังหวะก้าวที่มั่นคงและเงียบสงัด 'ข้าต้องรีบหาเงินมาซื้อหาหรือสร้างอุปกรณ์ของตนเองให้ได้ การรบกวนท่านตาผู้ใหญ่ตลอดไปคงไม่ใช่เื่ดีนัก หากข้า้ายืนหยัดในโลกนี้ ข้าต้องพึ่งพาตนเองให้ได้มากที่สุด'
เมื่อได้อุปกรณ์ที่จำเป็มาแล้ว หลี่เฉินก็แบกจอบมุ่งหน้าไปยังผืนนาหลังบ้านผู้ใหญ่บ้าน ระหว่างทางเขาพบปะชาวบ้านหลายคนที่กำลังเริ่มงานของตน แม้จะมีชาวบ้านบางส่วนที่ยังคงระแวงและมองเขาด้วยสายตาแปลกๆ ว่าเขาเป็ 'ตัวซวย' ที่นำความโชคร้ายมาสู่หมู่บ้าน แต่กระแสความรู้สึกส่วนใหญ่เริ่มเปลี่ยนไป พวกเขาเริ่มทักทายเขาด้วยความเป็มิตรมากขึ้น ราวกับได้รับอานิสงส์จากความอุดมสมบูรณ์ที่เริ่มปรากฏทั่วหมู่บ้านในเช้านี้
เมื่อมาถึงผืนนา หลี่เฉินพบว่าที่ดินรกร้างสองหมู่นี้มีความชุ่มชื้นขึ้นมากจากฝนที่ตกหนักเมื่อคืน ดินที่เคยแข็งกระด้างกลับอ่อนนุ่มและอุดมสมบูรณ์ราวกับถูกเตรียมไว้รอรับการเพาะปลูก เขาเริ่มลงมือถางดินด้วยจอบที่ยืมมา ร่างกายของเขาวันนี้ช่างรู้สึกแปลกประหลาด มันมีเรี่ยวแรงมหาศาลและมีความอึดเกินกว่าที่เคยเป็ งานที่ควรจะหนักหนาสาหัสกลับกลายเป็เื่ที่ทำได้อย่างคล่องแคล่ว จนหลี่เฉินเริ่มฮัมเพลงอย่างอารมณ์ดีในขณะที่เหวี่ยงจอบลงบนพื้นดินอย่างเป็จังหวะ การทำงานนี้สำหรับเขาไม่ต่างจากการฝึกสมาธิ ทุกครั้งที่จอบขุดลงไปในผืนดิน เขาไม่ได้แค่ถางวัชพืช แต่เขากำลังััถึงชีพจรของแผ่นดินที่ดูเหมือนจะตื่นขึ้นมาจากการหลับใหลยาวนาน
ทว่าในขณะที่กำลังทำงานอย่างเพลิดเพลิน เขาััได้ถึงความรู้สึกบางอย่างที่ผิดปกติ เสียงฝีเท้าเบาๆ ที่ย่องตามมาจากด้านหลัง หลี่เฉินหยุดชะงัก ประสาทััที่เฉียบคมขึ้นสั่งให้ร่างกายตอบสนองโดยสัญชาตญาณ เขาหมุนตัวกลับอย่างรวดเร็วพร้อมกับเงื้อจอบในมือขึ้นสูงเพื่อฟาดฟันผู้ที่แอบตามมา!
"อย่า!!" เสียงะโร้องด้วยความใสุดขีดดังขึ้น
หลี่เฉินชะงักกึก จอบเล่มนั้นปักลงบนพื้นดินข้างตัวเด็กหนุ่มผู้หนึ่งเพียงไม่กี่นิ้ว หลี่เฉินถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก ก่อนจะขมวดคิ้วถาม "เ้าเป็ใครกัน! มาเงียบๆ แบบนี้อยากโดนจอบฟาดหัวนักหรือไง ใหมด!"
เด็กหนุ่มคนนั้นหอบหายใจถี่ เขาค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมองหลี่เฉินด้วยแววตาที่ฉายความมุ่งมั่น "ข้าชื่ออาฝู... ข้าเห็นท่านพี่ที่ศาลเ้าเมื่อตอนนั้น ข้ารู้สึกได้ว่าท่านพี่ไม่ธรรมดา... ข้าไม่มีที่ไปและอยากจะขอติดตามท่านพี่ไปทุกที่!"
หลี่เฉินมองเด็กหนุ่มตรงหน้าด้วยสายตาประเมิน เขาเห็นเด็กคนนี้มีรูปร่างผอมบางจากการขาดสารอาหารมานาน แต่แววตานั้นกลับดูเฉียบแหลมและซื่อตรง ราวกับสัตว์น้อยที่ผ่านการเคี่ยวกรำจากความยากลำบากมาอย่างหนัก เขาไม่ได้ตอบตกลงในทันที แต่เมื่อเห็นว่า้าคนช่วยแบ่งเบาภาระงานนาที่ใหญ่โตนี้อยู่แล้ว เขาจึงยื่นจอบให้อาฝู "เอาล่ะ... ข้าจะให้โอกาสเ้าทดลองงานก่อน ถ้าเห็นว่าใช้ได้ ข้าอาจจะพิจารณาอีกที แต่ถ้าอู้งาน... เตรียมตัวหาทางกลับบ้านเองได้เลย เข้าใจหรือไม่?"
อาฝูรีบคว้าจอบด้วยความดีใจ ดวงตาเป็ประกาย "เข้าใจแล้วขอรับท่านพี่!"
นับจากวินาทีนั้น อาฝูก็แสดงให้เห็นว่าเขาทำงานได้อย่างคล่องแคล่วและรวดเร็วเกินคาดหมาย มือที่หยาบกร้านจากการทำงานหนักมาั้แ่วัยเยาว์จับจอบได้อย่างมั่นคง อาฝูไม่เพียงแต่ขุดดินได้เร็ว แต่เขายังมีทักษะในการจัดการกับวัชพืชที่หลี่เฉินเองก็ยังประหลาดใจ ยิ่งทำงานร่วมกัน หลี่เฉินก็ยิ่งพบว่าเด็กหนุ่มคนนี้ไม่ได้แค่มีแรง แต่เขามีความมุ่งมั่นที่น่าสะพรึงกลัว ราวกับว่างานนี้คืองานสุดท้ายในชีวิตของเขา จนผ่านไปเพียงไม่กี่ชั่วยาม พื้นที่นาที่เคยรกชัฏก็ถูกถางและพลิกดินเสร็จไปแล้วกว่าสามส่วนสิบ! ความเหนื่อยล้าที่ควรจะเกิดขึ้นกลับกลายเป็ความเพลิดเพลินเมื่อเห็นผืนดินที่เคยแห้งแล้งค่อยๆ เปลี่ยนรูปไปตามแรงงานของพวกเขา
ในระหว่างที่ขุดดิน อาฝูรู้สึกแปลกใจอย่างยิ่ง เขาพบว่าทุกครั้งที่เขาอยู่ใกล้หลี่เฉิน ร่างกายที่เคยอ่อนแอและเหนื่อยง่ายของเขากลับมีพลังงานบางอย่างไหลเวียนเข้ามา ราวกับมีกระแสอุ่นๆ แผ่ซ่านไปทั่วกล้ามเนื้อ ทำให้เขาสามารถเหวี่ยงจอบได้นานขึ้นโดยไม่รู้สึกหอบเหนื่อยเหมือนแต่ก่อน อาฝูหันมองแผ่นหลังของหลี่เฉินด้วยความรู้สึกที่เปลี่ยนไป จากความเลื่อมใสกลายเป็ความภักดีอย่างสุดหัวใจ เขาเริ่มเชื่อมั่นว่าชายผู้นี้คือคนที่ฟ้าส่งมาเพื่อเปลี่ยนชะตาชีวิตของเขา
เมื่อย่างเข้าสู่ 'ยามเซิน' ความหิวโหยเริ่มประท้วงจากภายในท้องของทั้งคู่ หลี่เฉินจึงปาดเหงื่อพลางมองอาฝู "พอเถอะอาฝู วันนี้เ้าทำเต็มที่แล้ว งานส่วนที่เหลือข้าจัดการเองได้" แต่เมื่ออาฝูสารภาพว่ายังไม่ได้ทานอะไรั้แ่เมื่อวาน หลี่เฉินจึงตัดสินใจพาเด็กหนุ่มขึ้นเขาไปหาของป่า ทั้งสองมุ่งหน้าไปยังทิศทางที่เคยพบแหล่งผักบุ้งป่าอันอุดมสมบูรณ์ ทั้งคู่ช่วยกันเก็บผักบุ้งป่าอย่างขะมักเขม้น เสียงพูดคุยของทั้งคู่ดูจะกลายเป็ทำนองเพลงที่ขับกล่อมให้ป่าที่เงียบสงัดดูมีชีวิตชีวาขึ้นมาอีกครั้ง การเก็บผักบุ้งไม่ใช่แค่การหาอาหาร แต่คือการแบ่งปันความหวัง ในยามที่ชีวิตของหลี่เฉินกำลังเริ่มต้นใหม่ การมีเพื่อนร่วมทางที่ฝากชีวิตไว้ด้วยกันได้เช่นนี้ คือสิ่งมีค่าที่เขาเพิ่งค้นพบโดยไม่ทันตั้งตัว!
ระหว่างทางกลับหมู่บ้าน ผักบุ้งที่เก็บมาได้ช่างอวบอิ่มและเขียวสดผิดตา หลี่เฉินจึงแบ่งผักบุ้งกำโตๆ ให้กับเฒ่าผู้ใหญ่บ้านและชาวบ้านที่เดินสวนทางมาด้วย บรรยากาศในหมู่บ้านยามเย็นเปลี่ยนไปอย่างน่าประหลาด หลังจากฝนทิพย์คราวนั้น ทั้งพืชพรรณและผักป่าต่างพากันงอกงามอย่างรวดเร็ว ชาวบ้านส่วนใหญ่ที่เริ่มมีผลผลิตต่างก็มีรอยยิ้มและท่าทีที่ผ่อนคลายขึ้นมาก ราวกับน้ำใจเล็กน้อยของหลี่เฉินได้ชะล้างความขุ่นเคืองในใจของทุกคนออกไปจนหมดสิ้น อาฝูที่เดินเคียงข้างหลี่เฉินมองภาพเ่าั้ด้วยความภูมิใจ เขาเห็นชาวบ้านที่เคยหวาดระแวงกลับมามีความหวัง และเขารู้สึกว่าตนเองได้ตัดสินใจถูกแล้วที่เลือกติดตามชายหนุ่มคนนี้
เมื่อถึงหน้ากระท่อม หลี่เฉินวางตะกร้าผักบุ้งลงพลางหันไปมองเด็กหนุ่มที่ดูอิดโรย "อาฝู คืนนี้เ้าอย่าเพิ่งรีบกลับไปเลย เข้ามากินข้าวกับข้าก่อนเถิด ผักบุ้งสดๆ ผัดกับเกลือและเห็ดป่านิดหน่อย น่าจะพอประทังหิวได้" ทั้งสองนั่งล้อมวงกินอาหารมื้อเรียบง่ายด้วยความหิวโหย ในจังหวะที่ผักบุ้งผัดส่งกลิ่นหอม หลี่เฉินสังเกตเห็นอาฝูลังเลที่จะตักชิ้นเห็ดที่อร่อยที่สุด เขาจึงคีบเห็ดดอกนั้นวางลงในชามของอาฝูด้วยรอยยิ้มที่อบอุ่น "ทานเสียสิ เ้าเหนื่อยมาทั้งวันแล้ว ร่างกายเ้ายัง้าสารอาหารอีกมาก"
การกระทำนั้นทำให้อาฝูถึงกับน้ำตาคลอ ความรู้สึกโดดเดี่ยวที่เกาะกินหัวใจมานานเริ่มละลายหายไป แทนที่ด้วยความซาบซึ้งใจอย่างลึกซึ้ง เขาตักเห็ดนั้นเข้าปากด้วยความสั่นเทา ก่อนจะเปิดใจเล่าเื่ราวชีวิตที่เ็ป พ่อแม่ของเขาเคยเป็คนขยันแต่กลับถูกพิษร้ายของการพนันกลืนกินชีวิตจนหมดสิ้น บ้านที่เคยอบอุ่นกลับกลายเป็ความทรงจำที่ขมขื่น ก่อนที่ความตายจะมาพรากครอบครัวไปทีละคน ทิ้งให้เขาต้องระหกระเหินมาจนถึงหมู่บ้านแห่งนี้ อาศัยศาลเ้าร้างเป็ที่คุ้มกะลาหัวเพียงเพื่อเอาตัวรอดไปวันๆ
หลี่เฉินรู้สึกสะท้อนใจในชะตากรรมของเด็กหนุ่มเขาตบบ่าอาฝูเบาๆ ด้วยความเห็นใจอย่างแท้จริง "ชะตาชีวิตเป็สิ่งที่ขีดเขียนขึ้นด้วยมือเราเอง นับแต่นี้ไปเ้าไม่ต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยวอีกแล้ว คืนนี้ก็นอนที่กระท่อมนี้เถิด ในเมื่อเ้าเข้ามาอยู่ในฐานะผู้ช่วยและผู้ติดตามข้าแล้ว นับจากนี้เราก็คือครอบครัวเดียวกัน" เขาเว้นจังหวะเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงจริงจังที่เต็มไปด้วยอำนาจและเป้าหมาย "อีกอย่าง... ข้าจะบอกอะไรให้นะ ที่ข้าทำนาอยู่นี่ก็เพียงเพราะความจำเป็เบื้องต้นเท่านั้น อาชีพจริงๆ ของข้าไม่ใช่ชาวนาหรอก โลกใบนี้กว้างใหญ่กว่าหมู่บ้านแห่งนี้มาก เราจะรับจ้างหาเงินและทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่านี้ในอนาคต เตรียมตัวเตรียมใจไว้ให้ดีล่ะ เพราะจากนี้ไป ชีวิตของเ้าจะไม่มีคำว่าอดอยากอีกต่อไป"
เมื่อพูดคุยกันเสร็จ ทั้งสองก็ล้มตัวลงนอน แม้ไม่มีผ้าห่มหนาๆ และลมหนาวยามค่ำคืนจะพัดผ่านรอยแตกของผนังไม้เข้ามา แต่สำหรับอาฝู นี่คือคืนที่อบอุ่นที่สุดในชีวิต เขาข่มตาหลับลงอย่างเป็สุขท่ามกลางความหวังในอนาคต ทว่าท่ามกลางความเงียบงัน หลี่เฉินที่ยังคงลืมตาอยู่ในความมืดกลับขมวดคิ้วแน่น พลางครุ่นคิดในใจ 'แปลกนัก... ่นี้ระบบเ้ากรรมนั่นเงียบหายไปนานเกินไปแล้ว' ั้แ่เหตุการณ์ที่ศาลเ้าจนถึงวันนี้ ระบบที่มักจะส่งเสียงเตือนหรือแจ้งสถานะภารกิจกลับนิ่งสนิทราวกับไม่มีตัวตน ราวกับมันกำลังหลับใหลหรือกำลังสะสมพลังงานบางอย่างเพื่อเตรียมการใหญ่ 'เ้าหายไปไหน หรือว่าการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นรอบตัวข้านี้... ทั้งพืชพรรณที่อุดมสมบูรณ์และพลังกายที่เพิ่มขึ้นของข้า เป็เพราะฝีมือของเ้ากันแน่? ความเงียบนี้... มันไม่ใช่เื่ดีเลย ราวกับความสงบก่อนพายุใหญ่จะโถมเข้าใส่ชีวิตของข้า'
ทว่าในเสี้ยววินาทีที่ความคิดของหลี่เฉินพุ่งถึงจุดสูงสุด ทันใดนั้น! เสียงแจ้งเตือนที่คุ้นเคยก็ดังขึ้นก้องอยู่ในโสตประสาทของเขาอย่างฉับพลัน!
*ติ๊ง!*
[อ้าว... โฮสต์ ตื่นแล้วเหรอ? พอดีข้าเพิ่งตื่นเหมือนกันน่ะ หลับเพลินไปหน่อย มีอะไรก็ว่ามา อย่าเพิ่งบ่นล่ะ]
หลี่เฉินถึงกับชะงักกึก ก่อนจะกัดฟันสบถออกมาในใจ 'ไอ้ระบบเฮงซวย! หายหัวไปเป็วันบอกหลับเพลินงั้นเรอะ!'
เขาขมวดคิ้วแน่นด้วยความโมโห แต่เมื่อความเหนื่อยล้าจากการทำงานหนักทั้งวันเริ่มโถมเข้าใส่ หลี่เฉินก็ถอนหายใจยาวพลางตัดสินใจอย่างเด็ดขาด 'ช่างหัวเ้าเถอะ ข้าจะนอนแล้ว ใครจะคุยกับเ้าก็คุยไป ข้าไม่สนแล้ว!'
ว่าแล้วหลี่เฉินก็พลิกตัวตะแคงข้าง หลับตาลงทันที ทิ้งให้ระบบส่งเสียงแจ้งเตือนไร้ความหมายค้างอยู่ในความว่างเปล่าภายในหัวของเขา!