บทที่ 11: กำเนิดใหม่จอมมารร้อยหน้า
ภายในห้องปรุงยาของคฤหาสน์ตระกูลไป๋ กลิ่นสมุนไพรหอมฉุนตลบอบอวล ผสมปนเปไปกับกลิ่นกำมะถันจางๆ
อาเจาท์นั่งพัดเตาหลอมยาด้วยสีหน้าเบื่อหน่าย "นายน้อย... ยานี้ต้องเคี่ยวนานอีกแค่ไหนขอรับ? ข้าหิวข้าวต้มรอบดึกแล้วนะ"
"อดทนหน่อย" ไป๋อวิ๋นยืนสงบนิ่งอยู่หน้าเตาหลอม มือข้างหนึ่งถือพัดจีบ อีกข้างหนึ่งคอยเติมส่วนผสมหายากลงไปในหม้อทองแดง "การจะเปลี่ยนโครงสร้างปีศาจ สร้างกายเนื้อใหม่ ไม่ใช่เื่ที่จะทำลวกๆ ได้"
ร่างของปีศาจวาดหนัง 'เหมยซานเหนียง' นอนแน่นิ่งอยู่บนเตียงหยกที่สลักอักขระค่ายกลไว้รอบด้าน ร่างกายที่เคยเน่าเฟะและเต็มไปด้วยตุ่มหนอง บัดนี้ถูกปกคลุมด้วยแสงสีขาวนวลตาที่แผ่ออกมาจากเตาหลอม
ไป๋อวิ๋นหยิบขวดหยกใบจิ๋วออกมา เทของเหลวสีทองหยดสุดท้ายลงไป "ผสาน!"
วูบ!
แสงสว่างเจิดจ้าวาบขึ้นทั่วห้อง อาเจาท์ต้องยกมือบังตา เมื่อแสงจางลง สิ่งที่ปรากฏบนเตียงหยกไม่ใช่ปีศาจอัปลักษณ์อีกต่อไป
แต่เป็หญิงสาวรูปร่างอรชร ผิวพรรณขาวผ่องดุจหิมะแรกฤดู ใบหน้าสวยหวานหมดจดไร้ที่ติ ยิ่งกว่าภาพวาดใดๆ ที่นางเคยสวมใส่ เส้นผมสีดำยาวสลวยทิ้งตัวลงเคลียไหล่
เหมยซานเหนียงค่อยๆ ลืมตาขึ้น นางยกมือขึ้นลูบใบหน้าตัวเองด้วยความไม่อยากเชื่อ ัันั้นนุ่มนวลและมีความอบอุ่นของเืเนื้อจริงๆ ไม่ใช่ความเย็นชืดของศพ
"ข้า... ข้ากลับมาเป็มนุษย์แล้ว?" นางเสียงสั่นเครือ น้ำตาไหลพราก "ข้า... ข้าสวยจริงๆ ใช่ไหมเ้าคะ?"
ไป๋อวิ๋นพับพัดเก็บ "ไม่เชิงมนุษย์หรอก ตอนนี้เ้าคือ 'กึ่งเซียนิญญา' ข้าใช้วิชาแปรธาตุสร้างกายเนื้อจากรากบัว์และสมุนไพรวิเศษให้เ้า เ้านอกจากจะมีความงามที่เป็ะแล้ว ยังมีความสามารถในการ 'จำแลงกาย' ได้ดั่งใจนึก โดยไม่ต้องถลกหนังใครอีก"
เหมยซานเหนียงรีบลุกจากเตียง ทรุดตัวลงกราบแทบเท้าไป๋อวิ๋น "นายท่าน! ชีวิตใหม่นี้เป็ท่านมอบให้ ซานเหนียงขอถวายิญญารับใช้ท่านจนกว่าจะแตกดับ!"
"ดี..." ไป๋อวิ๋นยิ้มมุมปาก "งานแรกของเ้าคือ... ไปอาบน้ำแต่งตัวซะ แล้วมาเป็สาวใช้ส่วนตัวของข้า เวลาอยู่ต่อหน้าคนอื่น ให้ใช้ชื่อว่า 'เสี่ยวเหมย' และจงใช้วิชาจำแลงกายของเ้า สืบข่าวความเคลื่อนไหวแปลกๆ ในเมืองหลวง โดยเฉพาะใน... วังหลวง"
เหมยซานเหนียงเงยหน้าขึ้น แววตามุ่งมั่น "เ้าค่ะ! ข้าจะแฝงตัวเข้าไป ไม่ให้ใครจับได้แน่นอน"
อาเจาท์มองดูนางตาค้าง "โห... จากผีเน่ากลายเป็นางฟ้า นายน้อยนี่มันอัจฉริยะจริงๆ ...เอ่อ แม่นางเสี่ยวเหมย สนใจกินข้าวต้มรอบดึกกับพี่ไหมจ๊ะ?"
เหมยซานเหนียงหันมายิ้มหวาน (แบบน่ากลัวนิดๆ) "ข้าเพิ่งอิ่ม... ยาของนายท่าน วิเศษจนข้าไม่ต้องกินอะไรไปอีกสามเดือน"
อาเจาท์หน้ามุ่ย "อดเลย..."
เช้าวันรุ่งขึ้น
รถม้าของตระกูลไป๋แล่นมาจอดที่หน้าจวนแม่ทัพสกุลหวัง บรรยากาศหน้าจวนดูเคร่งขรึม ทหารยามยืนรักษาการณ์แ่า
หวังเซิงยืนรอรับอยู่หน้าประตูด้วยสีหน้ากระวนกระวาย เมื่อเห็นไป๋อวิ๋นเดินลงมาจากรถม้าพร้อมกับสาวใช้คนใหม่ที่สวยหยาดเยิ้ม (เสี่ยวเหมย) เขาก็ชะงักไปครู่หนึ่ง
"คะ... คุณชายไป๋ แม่นางท่านนี้คือ..." หวังเซิงมองเสี่ยวเหมยอย่างหวาดระแวง กลัวจะเป็ปีศาจแปลงมาอีก
"สาวใช้ข้าเอง ไม่ต้องห่วง นางกินมังสวิรัติ" ไป๋อวิ๋นตอบหน้าตาย ก่อนจะเดินนำเข้าประตูไป "บิดาท่านอยู่ไหน?"
"ท่านพ่อรออยู่ที่ลานฝึกยุทธ์ขอรับ" หวังเซิงรีบเดินนำทาง "แต่... คุณชายไป๋ ท่านพ่อข้าเป็คนดุและเข้มงวดมาก ท่านระวังคำพูดด้วยนะขอรับ"
ณ ลานฝึกยุทธ์จวนแม่ทัพ
ชายวัยกลางคนรูปร่างกำยำล่ำสัน สวมชุดฝึกยุทธ์สีเข้ม กำลังร่ายรำทวนยาวหนักอึ้งอย่างคล่องแคล่ว เสียงแหวกอากาศดัง วูบ! วูบ! แสดงถึงพลังกำลังภายในที่ลึกล้ำ นี่คือ 'แม่ทัพหวังเจี้ยน' ผู้บัญชาการกองกำลังรักษาพระนคร
เมื่อเห็นลูกชายเดินเข้ามาพร้อมคนแปลกหน้า หวังเจี้ยนก็หยุดมือ กระแทกทวนลงพื้นดัง ตึง!
"อาเซิง! พาใครเข้ามาวุ่นวายตอนข้าฝึกซ้อม!" หวังเจี้ยนตวาดเสียงดัง "แล้วนั่น... คุณชายเ้าสำราญจากที่ไหนอีก? อย่าบอกนะว่าพาเพื่อนขี้เมามาขอเงินข้าอีกแล้ว!"
หวังเซิงสะดุ้งโหยง "ทะ... ท่านพ่อ! ไม่ใช่นะครับ! นี่คือคุณชายไป๋ ผู้มีพระคุณที่ช่วยชีวิตข้าจากปีศาจเมื่อคืน!"
"ปีศาจ?" หวังเจี้ยนแค่นหัวเราะ "เหลวไหล! เมืองหลวงอยู่ในเขตอาคมของโอรส์ จะมีปีศาจได้ยังไง! เ้าคงเมาค้างจนตาฝาดไปเองมากกว่า!"
เขามองไป๋อวิ๋นด้วยสายตาดูแคลน "ดูท่าทางอ่อนแอ ผิวขาวเหมือนผู้หญิง แบบนี้จะไปช่วยใครได้? หรือว่าร่วมมือกันมาหลอกต้มตุ๋นข้า?"
ไป๋อวิ๋นไม่โกรธ แต่กลับกางพัดจีบออกมาโบกเบาๆ "ท่านแม่ทัพหวัง... ทวน 'พยัคฆ์คำราม' ของท่านดุดันทรงพลัง แต่เสียดาย... ่ล่างไม่มั่นคง ลมปราณติดขัดที่จุด 'ชี่ไห่' (ทะเลลมปราณ) ทำให้เวลาออกกระบวนท่าที่เจ็ด จะมีช่องโหว่ที่สีข้างด้านซ้าย"
หวังเจี้ยนเบิกตากว้าง "เ้า... เ้าดูออกได้ยังไง!?"
"ไม่ใช่แค่ดูออก" ไป๋อวิ๋นก้าวเท้าเพียงก้าวเดียว ร่างของเขาก็พุ่งเข้าประชิดตัวแม่ทัพหวังราวกับภูตพราย เขาใช้ด้ามพัดจีบเคาะเบาๆ ที่สีข้างซ้ายของแม่ทัพ
ปึก!
หวังเจี้ยนรู้สึกเหมือนถูกสกัดจุด ร่างกายชาหนึบจนทวนหลุดมือร่วงลงพื้น
"และถ้าข้าเป็มือสังหาร... ท่านคงตายไปแล้ว" ไป๋อวิ๋นถอยกลับมายืนที่เดิมด้วยท่วงท่าสง่างาม "ขออภัยที่ล่วงเกิน"
หวังเจี้ยนยืนนิ่งอึ้งไปครู่ใหญ่ ก่อนจะะเิเสียงหัวเราะออกมา "ฮ่าฮ่าฮ่า! เยี่ยม! เยี่ยมมาก! ข้าหวังเจี้ยนมองคนผิดไปจริงๆ! เชิญ! เชิญคุณชายไป๋เข้าไปดื่มชาข้างใน!"
ภายในห้องโถงลับ
หลังจากไล่คนรับใช้และหวังเซิงออกไปหมดแล้ว บรรยากาศในห้องก็เต็มไปด้วยความเคร่งเครียด
"คุณชายไป๋... หรือควรเรียกว่าท่านจอมยุทธ์" หวังเจี้ยนรินชาให้ด้วยความนอบน้อม "ท่านจงใจมาหาข้า คงไม่ใช่แค่เพื่อมาวิจารณ์เพลงทวนของข้าแน่ มีเื่อะไรหรือ?"
ไป๋อวิ๋นวางถ้วยชาลง สีหน้าเปลี่ยนเป็จริงจัง "ท่านแม่ทัพ... ท่านดูแลความปลอดภัยของเมืองหลวง ท่านย่อมต้องสังเกตเห็นความผิดปกติในวังหลวง่นี้ใช่หรือไม่?"
หวังเจี้ยนชะงัก มือที่ถือถ้วยชาสั่นเล็กน้อย เขามองซ้ายมองขวาแล้วลดเสียงลงต่ำ "ท่าน... ท่านรู้อะไรมา?"
"ข้ารู้ว่า... ฮ่องเต้ทรงประชวรด้วยโรคประหลาด เก็บตัวเงียบไม่ออกว่าราชการมาสามเดือนแล้ว" ไป๋อวิ๋นกล่าวเสียงเรียบ "และอำนาจการตัดสินใจทั้งหมด ตอนนี้ตกไปอยู่ในมือของ... 'ราชครู' คนใหม่"
หวังเจี้ยนถอนหายใจยาว ทุบโต๊ะระบายความอัดอั้น "ถูกต้อง! ั้แ่ 'ราชครูผู่ตู้' (Pudu Cihang) เข้ามาถวายการรักษา ฝ่าาก็เปลี่ยนไป ทรงเชื่อฟังแต่ราชครู สั่งปะาขุนนางตงฉินไปมากมาย โดยอ้างว่าเป็พวกนอกรีต... ข้าเองก็เริ่มสงสัย แต่ราชครูมีอิทธิฤทธิ์มาก ใครที่กล้าขัดขวาง มักจะ... หายสาบสูญไปอย่างไร้ร่องรอย"
"อิทธิฤทธิ์งั้นหรือ..." ไป๋อวิ๋นยิ้มเย็น "ข้าเกรงว่ามันจะไม่ใช่อิทธิฤทธิ์ของเทพเซียน แต่เป็เดรัจฉานวิชาเสียมากกว่า"
"ท่านหมายความว่า..."
"ปีศาจครองเมือง" ไป๋อวิ๋นหยิบเศษหนังมนุษย์ชิ้นเล็กๆ (ที่เก็บมาจากร่างเดิมของเหมยซานเหนียง) วางลงบนโต๊ะ "เมื่อคืนข้าปราบปีศาจวาดหนังที่ไล่ล่าลูกชายท่าน... นางสารภาพว่าได้วิชามาจาก 'จอมมาร' ตนหนึ่ง ซึ่งข้าสงสัยว่า จอมมารตนนั้น อาจจะกำลังนั่งชูคออยู่บนบัลลังก์ัเคียงข้างฮ่องเต้"
หวังเจี้ยนหน้าซีดเผือด "ราชครู... เป็ปีศาจ!?"
"ข้ายังฟันธงไม่ได้ 100% จนกว่าจะได้เห็นกับตา" ไป๋อวิ๋นลุกขึ้นยืน "อีกสามวันจะมีงานฉลองวันพระราชสมภพ ฮ่องเต้จะเสด็จออกรับการถวายพระพร... ข้า้าให้ท่านพาข้าเข้าไปในงานนั้น ในฐานะผู้ติดตาม"
"แต่มันอันตรายมากนะ! ราชครูมีสมุนล้อมหน้าล้อมหลัง"
"ไม่ต้องห่วง" ไป๋อวิ๋นกางพัดจีบ แววตาคมกริบดุจกระบี่ "ข้าไป๋อวิ๋น... ชอบงานเลี้ยงที่อันตรายอยู่แล้ว"