บทที่ 4 คนหน้าดีย่อมมีแฟนหลายคน
เธอรู้สึกถึงความแข็งแกร่งของเฉินเซิงผ่านชุดกระโปรงบาง ๆ ที่แนบชิดกับจุดอ่อนไหวของเธอ เซี่ยซินรู้สึกอับอายเป็อย่างมาก ขณะนี้ร่างกายของเธอก็ดันร่วงลงมาอยู่ในอ้อมกอดของเฉินเซิงแล้ว
เมื่อนึกถึงตอนที่ถูกชายหนุ่มเอาเปรียบในครั้งแรกแล้ว เซี่ยซินก็กัดฟันแน่นด้วยความโกรธ เธอยกมือขึ้นเพื่อจะตบหน้าเขา นี่เธอยังไม่เคยมีอะไรกับผู้ชายเลยนะ!
เมื่อเธอสบตากับสายตาใสซื่อของเฉินเซิง เซี่ยซินกลับไม่สามารถตบเขาได้ลง
เมื่อเห็นว่าหญิงสาวยืนทรงตัวได้แล้ว เฉินเซิงก็รีบปล่อยมือออกจากเธอ เพื่อไม่ให้คนรอบข้างเข้าใจผิดว่าเขากำลังจะมีอะไรกับตำรวจสาวนมโตคนนี้กลางแจ้ง
ใบหน้าสวยของเซี่ยซินแดงก่ำ เธอหันหลังแล้ววิ่งออกจากสถานีตำรวจ ทันทีโดยไม่สนใจเฉินเซิงที่กำลังจะไปให้ปากคำ
เมื่อมองตามด้านหลังของหญิงสาวไปเซี่ยซิน เฉินเซิงนึกถึง่เวลาเมื่อครู่ ก็ทำให้เขารู้สึกหน้าแดงขึ้นมา
โดยเฉพาะตอนที่ร่างกายของทั้งคู่แนบชิดกัน เขาได้ยินเสียงของแข็งเข้าไปในบึงน้ำอย่างชัดเจน หญิงสาวคนนั้นถูกเอาเปรียบอย่างหนัก
ไม่คิดเลยว่าด้วยความบังเอิญ เขากลับเอาเปรียบตำรวจสาวสวยคนนี้ไปหลายครั้ง เธอคงจะโกรธและเกลียดเขาไปแล้ว
...
ในห้องสอบสวนของสถานีตำรวจ ผู้กำกับหลี่เจิ้งเป็ผู้รับผิดชอบการสอบปากคำคดีนี้
“ผมตรวจสอบกล้องวงจรปิดภายในธนาคารอย่างละเอียดแล้ว ชายชาวญี่ปุ่นชื่อโคอิซุมิเสียชีวิตหลังจากที่คุณเตะเขา คุณรู้ไหมว่าการทำแบบนี้เข้าข่ายฆาตกรรมโดยเจตนา?” หลี่เจิ้งพูดด้วยสีหน้าเคร่งขรึมและไม่เป็มิตร
เฉินเซิงมองหลี่เจิ้งแล้วถามว่า “ในเมื่อคุณผู้กำกับดูกล้องวงจรปิดแล้วก็น่าจะรู้ว่าโคอิซุมิคิดจะผลักแฟนผมก่อน ผมก็แค่ช่วยเธอเลยเผลอไปโดนเขาเท่านั้นเอง”
“โคอิซุมิผลักแฟนคุณจริง คุณสามารถฟ้องร้องหรือแจ้งความกับตำรวจได้ แต่คุณไม่มีสิทธิ์ไปทำร้ายเขา การกระทำของคุณทำให้ชายชาวญี่ปุ่นคนนั้นเสียชีวิต แม้จะไม่ใช่การเจตนาฆ่า แต่ก็ถือว่าเป็การกระทำที่ประมาทจนทำให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย!” หลี่เจิ้งตวาดเสียงเข้ม
เฉินเซิงคิดในใจว่า ‘ถ้าฉันช้าไปอีกนิด หลินเสวี่ยเอ๋อร์คงตายไปแล้ว คนพวกนี้คงไม่มีทางหาความจริง แต่จะบอกให้ไปที่ศาลหรือแจ้งตำรวจเื่โคอิซุมิ มันก็เหมือนพูดเพื่อช่วยเหลือชาวญี่ปุ่นคนนั้นนั่นแหละ’
“เมื่อหลายปีก่อน มีตำรวจนายหนึ่งประจำการอยู่ในเขตชนบท เพื่อที่จะสร้างผลงานให้ตัวเอง เขาได้ให้คนก่อเหตุลักทรัพย์ แล้วตัวเองก็จะตามไปจับกุมเพื่อสร้างผลงาน…”
เฉินเซิงมองหลี่เจิ้งแวบหนึ่งแล้วพูดต่อ “ครั้งนั้นเพราะตกลงเื่ค่าตอบแทนกันไม่ได้ นายตำรวจคนนั้นถึงกับลงมือฆ่าคนที่ปลอมตัวเป็ขโมย จนตายกลายเป็ผีเฝ้าทะเล ส่วนนายตำรวจคนนั้นกลับได้เลื่อนขั้น เลื่อนตำแหน่งจนมีเงินมีทองได้เป็ถึงรองผู้บัญชาการตำรวจเมืองเจียงเฉิง ไม่ทราบว่าท่านผู้กำกับหลี่มีความเห็นอย่างไรกับเื่นี้ครับ?”
“คุณพูดจาเหลวไหลอะไร?!” เมื่อได้ยินคำพูดของเฉินเซิง ร่างกายของหลี่เจิ้งก็สั่นสะท้านอย่างเห็นได้ชัด ท่าทีของเขาก็ดูอ่อนลงไปไม่น้อย
หลายปีก่อนตอนที่หลี่เจิ้งหรือผู้กำกับหลี่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ในเขตชนบท เขาเคยทำสิ่งที่เฉินเซิงพูดถึงจริง ๆ
เื่นั้นผ่านมาหลายปีแล้ว หลี่เจิ้งคิดว่าคงไม่มีใครรู้เื่นี้อีก แต่เฉินเซิงกลับพูดเื่นี้ออกมาต่อหน้าเขา ทำให้สีหน้าของเขาเปลี่ยนไปอย่างมาก
ในชาติก่อนหลี่เจิ้งเป็ผู้รับผิดชอบคดีปล้นธนาคาร เขาทำคดีนี้อย่างไม่เป็ธรรม เฉินเซิงวิ่งเต้นเรียกร้องอยู่หลายครั้ง หวังว่าตำรวจจะลงโทษโคอิซุมิอย่างหนัก และคืนความยุติธรรมให้กับหลินเสวี่ยเอ๋อร์ที่เสียชีวิตไปแล้ว
ไม่รู้ว่าโคอิซุมิได้เคลื่อนไหวอะไรบ้าง สุดท้ายก็ถูกปล่อยตัวไปโดยไม่มีความผิด
เฉินเซิงจึงเริ่มสืบประวัติของหลี่เจิ้งเองอย่างลับ ๆ สุดท้ายก็ทำให้เขาต้องเสื่อมเสียชื่อเสียงและต้องเข้าคุก
ตอนทำบันทึกคำให้การหลี่เจิ้งไม่ได้พูดถึงเื่ที่เขากล้าต่อสู้กับคนร้ายและช่วยเหลือตัวประกันเลย แต่กลับยืดเยื้อเื่การเสียชีวิตของ
โคอิซุมิอย่างไม่จบไม่สิ้น เฉินเซิงจึงยกเื่นี้ขึ้นมาขู่เขา
เมื่อเห็นหลี่เจิ้งก้มหน้าเงียบไป เฉินเซิงก็จ้องเขาอย่างไม่กะพริบตา
ขณะที่เขากำลังจ้องตาหลี่เจิ้งอยู่นั้น ก็มีพลังงานบางอย่างรวมตัวกันที่ดวงตาของเฉินเซิง
แล้วเหตุการณ์ที่น่าประหลาดใจก็ได้เกิดขึ้น เขาสามารถมองเห็นความคิดในใจของหลี่เจิ้งได้
‘แปลกจริงเ้าหนุ่มนี่ทำไมถึงรู้เื่ที่เราเคยทำไว้ในอดีตได้ ถ้าเขาพูดทุกอย่างออกไปชื่อเสียงเราป่นปี้แน่…’
‘แต่ถ้าเรายัดข้อหาว่าการตายของโคอิซุมิเป็เพราะเ้าหนุ่มคนนี้มีเจตนาฆ่า เพียงแค่หาหลักฐานมายืนยันว่าเขามีความผิดฐานพยายามฆ่า เื่ที่เราทำไว้ในอดีตก็จะถูกปิดเป็ความลับไปตลอดกาล’
เฉินเซิงนึกถึงเหตุการณ์วุ่นวายที่ธนาคาร แล้วในสมองก็มีเสียงบอกว่าเขาช่วยแฟนสาวได้สำเร็จ และพลังปราณอู๋จี๋ในร่างกายของเขาก็ถูกปลดล็อก
เขาพอจะเดาได้ว่า ความสามารถในการมองเห็นความคิดของคนอื่นน่าจะเกี่ยวข้องกับพลังปราณอู๋จี๋ที่ถูกปลดล็อกในร่างกายของเขา
เขาไม่ไม่คิดมาก่อนเลยว่าพลังปราณอู๋จี๋ที่เขาได้มานั้นจะมี
ประโยชน์และน่าทึ่งขนาดนี้
มันทำให้ดวงตาของเขาเกิดการเปลี่ยนแปลงและสามารถมองเห็นความคิดของคนอื่นได้
เมื่อเฉินเซิงมองไปที่อีกฝ่ายอีกครั้งและใช้ทักษะการอ่านใจ เขาจึงเข้าใจว่าหลี่เจิ้งไม่ได้สมรู้ร่วมคิดกับโคอิซุมิ
เซี่ยซินรายงานทุกอย่างที่เกิดขึ้นในธนาคารตามความเป็จริง ทำให้เฉินเซิงได้รับความดีความชอบทั้งหมดในการปราบคนร้ายที่ปล้นธนาคาร หลี่เจิ้งซึ่งเป็ผู้รับผิดชอบคดีนี้จึงรู้สึกไม่พอใจที่ไม่ได้รับการยกย่องใด ๆ
ต่อมาเมื่อมีการเปิดภาพจากกล้องวงจรปิด ผู้กำกับหลี่เห็นเฉินเซิงเตะ
โคอิซุมิ จึงคิดจะหาเื่กล่าวหาว่าเฉินเซิงทำร้ายชาวต่างชาติเพื่อเอาผลงาน
“หากมีใครพยายามกล่าวหาในข้อหาที่ผมไม่ได้ทำ ถ้าอย่างนั้นผมก็จะเปิดเผยเื่ราวที่ผมรู้ให้สาธารณชนฟัง คนเท้าเปล่าไม่กลัวคนสวมรองเท้า*[1] ผู้กำกับหลี่คิดว่าผมพูดถูกไหมครับ?”
‘เลวจริง ๆ เ้าหนุ่มหน้าจืดนี่กล้าเอาเื่นี้มาขู่เขา คิดว่าตัวเองอยู่เหนือกฎหมายหรือไง!’
หลังจากเข้าใจความคิดของผู้กำกับหลี่แล้ว เฉินเซิงรู้สึกไม่ค่อยสบายใจเท่าไหร่นัก ถ้าอีกฝ่ายตั้งใจจะจัดการกับเขาและจับกุมเขาด้วยข้ออ้างใด ๆ ก็ตาม เมื่อเขาถูกคุมขัง อีกฝ่ายก็สามารถปรักปรำเขาได้ตาม้า
“หัวหน้าเซี่ยซินน่าจะมาถึงแล้ว ถึงตอนนั้นผู้กำกับหลี่คงยากที่จะบิดเบือนความจริงแล้วละครับ”
สารวัตรหลี่ถามกลับด้วยสีหน้าสงสัย “หัวหน้าเซี่ยเกี่ยวข้องอะไรกับคุณงั้นเหรอ?”
‘เซี่ยซินคนนั้นเป็แค่หัวหน้ากองปราบ มียศต่ำกว่าเราหนึ่งระดับ แต่มีเื้ัที่ไม่ธรรมดา หากเธอออกหน้าปกป้องหนุ่มหน้าจืดคนนี้ เราก็จะยิ่งจัดการเขาได้ลำบาก’
เฉินเซิงใช้ทักษะอ่านใจหลี่เจิ้งแล้วก็รู้สึกสบายใจขึ้นได้มาก
ใครจะคิดว่า ตำรวจสาวสวยเซี่ยซินคนนั้นจะมีเื้ัที่ไม่ธรรมดา ที่ถึงขนาดทำให้ผู้กำกับหลี่ยังต้องกลัว ถ้าอย่างนั้นเขาก็ขอใช้โอกาสนี้บอกว่าเขากับเซี่ยซินเป็แฟนกันไปเลยแล้วกัน
“ผมเป็แฟนกับซินซิน” เฉินเซิงแสร้งทำเป็พูดตอบคำถามของหลี่เจิ้ง
“โกหก! ล้วผู้หญิงชุดขาวที่อยู่ด้วยกันในธนาคารนั่นไม่ใช่แฟนของคุณหรือไง คุณมีแฟนแล้วจะมาเป็แฟนของหัวหน้าเซี่ยได้ยังไง?” หลี่เจิ้งะโปฏิเสธ
“สมัยนี้หนุ่มหล่อมีความสามารถที่ไหนเขามีแฟนแค่คนเดียวกันล่ะครับ ผู้กำกับหลี่เนี่ยเชยจริง ๆ เลยนะ” เฉินเซิงพูดอย่างไม่แยแส
แต่ในใจเขากลับพูดขอโทษเซี่ยซินไม่หยุด เพื่อไม่ให้ถูกผู้กำกับหลี่กลั่นแกล้ง เขาจึงจำเป็ต้องพูดโกหก โดยการอ้างว่าตำรวจสาวคนนี้เป็แฟนกับเขา
หลี่เจิ้งขมวดคิ้วเล็กน้อย พลางคิดในใจว่า ‘ชายหญิงสมัยนี้ต่างเปิดเผยเื่ความรักอย่างชัดเจน โจ่งแจ้ง และซับซ้อน เซี่ยซินเองก็ดูจะปกป้องคนคนนี้มาก หรือว่าพวกเขาจะมีความสัมพันธ์ที่แปลกประหลาดกันจริง ๆ?’
เมื่อได้ฟังเฉินเซิงพูด หลี่เจิ้งก็เริ่มลังเลที่คิดจะเล่นงานชายหนุ่ม แต่เมื่อนึกได้ว่าตัวเองก็มีจุดอ่อนอยู่ในมือของเฉินเซิง เขาจึงไม่กล้าปล่อยเฉินเซิงไปง่าย ๆ ทำให้ตัดสินใจลำบาก
“แกร๊ก!”
ขณะที่บทสนทนาของทั้งสองกำลังตึงเครียด เสียงเปิดประตูดังขึ้น หญิงสาวในชุดตำรวจคนหนึ่ง ไว้ผมยาวตรงสลวย ปรกหน้าผากด้วยผมม้าที่เรียบร้อย ก็ผลักประตูเข้ามา
เฉินเซิงมองไปยังส่วนที่ดูอวบอึ๋มชวนให้น่าหลงใหลของตำรวจสาวคนนั้น
เซี่ยซินที่เปิดประตูเข้ามาสวมเครื่องแบบตำรวจแขนสั้นและกระโปรงสั้นสีดำ ใบหน้างดงามมีท่าทางเคร่งขรึม หน้าอกที่อวบอึ๋มทำให้เสื้อดูกระชับและพอดีกับสัดส่วนมากกว่าปกติ กระโปรงที่สั้นทำให้เห็นคู่ขาเรียวยาว ที่ทั้งขาวและเนียนจนน่าัั
เมื่อมองดูหน้าอกที่อวบอึ๋ม เอวบาง สะโพกผาย และคู่ขาเรียวยาวขาวเนียนของเซี่ยซิน เฉินเซิงก็รู้สึกประทับใจอย่างบอกไม่ถูก
ในล็อบบีธนาคารเฉินเซิงมัวแต่มุ่งความสนใจไปที่การเปลี่ยนแปลงเื่ราวที่จะเกิดขึ้นข้างหน้าและเพื่อช่วยเหลือหลินเสวี่ยเอ๋อร์ จึงไม่ได้สังเกตว่าสาวหน้าอกโตคนนี้สวยมากแค่ไหน
แต่เมื่อเซี่ยซินสวมเครื่องแบบทั้งยังทำสีหน้าท่าทางเคร่งขรึมตรงหน้า เขาจึงเพิ่งรู้ว่าไม่ว่าเื่รูปร่างหรือหน้าตาของเธอนั้นก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าหลินเสวี่ยเอ๋อร์เลย
โดยเฉพาะท่าทางสง่างามของเซี่ยซินที่สวมเครื่องแบบตำรวจยืนอยู่รวมถึงท่าทางที่ดูคล่องแคล่ว ทำให้นึกถึงนางเอกตำรวจในละครที่ทำให้หัวใจเต้นแรง
เดิมทีในฐานะสมาชิกคนสำคัญของกองปราบ และเป็ผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ปล้นธนาคารโดยตรง เซี่ยซินตั้งใจจะสอบสวนเฉินเซิงในคดีนี้ด้วยตนเอง
แต่ไม่คิดว่าที่หน้าประตูทางเข้าสถานีตำรวจ จะเกิดเหตุการณ์น่าอายระหว่างเขาและเธอขึ้น เซี่ยซินจึงต้องกลับไปที่บ้านก่อน
ขณะที่กำลังอาบน้ำ เซี่ยซินเห็นว่าบริเวณจุดอ่อนไหวของตนเองแดง จึงคิดในใจว่า ‘ฮึ! ถ้าไม่ใช่เพราะนายช่วยชีวิตฉันไว้แล้วละก็ การที่นายมาลวนลามฉันแบบนี้ ฉันรับรองได้เลยว่าฉันจะซัดนายให้เละจนพ่อแม่จำหน้าไม่ได้เลยคอยดู!’
ในล็อบบีของธนาคาร เซี่ยซินตั้งใจที่จะแย่งปืนจากคนร้าย แต่เฉินเซิงกลับลงมือก่อน เธอคิดว่าด้วยทักษะของตนเอง การแย่งปืนจากคนร้ายไม่น่าจะเป็เื่ยาก
แต่ความยากอยู่ที่ถ้าหากเธอกำลังพยายามแย่งปืนจากคนร้าย แล้วคนร้ายอีกคนยิงสวนมา เธอคงไม่สามารถหันร่างของคนร้ายมาบังได้ทันทีเหมือนเฉินเซิง
ถ้าหากเธอลงมือจริง ๆ เธออาจจะตายไปแล้วก็ได้ อย่างน้อยก็ถือได้ว่าเฉินเซิงช่วยชีวิตเธอไว้
หลังอาบน้ำและสวมเครื่องแบบตำรวจแล้ว เซี่ยซินก็เริ่มใจเย็นลง เธอขับรถกลับไปที่สถานีตำรวจ แต่กลับพบว่าผู้กำกับหลี่กำลังกลั่นแกล้งเฉินเซิงอยู่
ในฐานะพยานที่เห็นเหตุการณ์ทั้งหมด เซี่ยซินเห็นด้วยกับการกระทำของเฉินเซิง และไม่ยอมรับวิธีการของผู้กำกับหลี่
เมื่อเห็นหน้าตาที่ดูจริงจังของเซี่ยซิน หลี่เจิ้งก็คิดในใจว่า ‘แม่เ้า ดูท่าคำพูดของเ้าหนุ่มหน้าจืดนั่นน่าจะเป็ความจริง ใครจะคิดว่าเซี่ยซินที่ดูไร้เดียงสาจะทำเื่แบบนี้ได้ ผู้หญิงเ้าอารมณ์คนนี้น่าจะรู้ว่าเรากลั่นแกล้งคนของเธอแน่ ถึงได้โกรธจัดแล้วมาหาเื่เรา ถ้าเธออาละวาดขึ้นมา จะทำยังไงดีล่ะ?’
[1] คนเท้าเปล่าไม่กลัวคนสวมรองเท้า หมายถึง คนที่ไม่มีอะไรจะเสีย ไม่กลัวคนที่อยู่ในอำนาจ หรือ คนจนไม่กลัวคนรวย ตรงกับสำนวนไทยว่า ไม่มีอะไรจะเสีย