บทที่ 17 ผู้มาปล้นทำลายวัด
คนพวกนั้นมาด้วยการคุกคาม ไม่เพียงทำลายวัดร้าง แต่ยังขโมยสิ่งของจำเป็ในการดำรงชีพของพวกนางไปด้วย
เจียงเซิงโกรธแค้น ใครกันที่กล้ามารังแกพวกนาง
แต่เมื่อหายโกรธแล้วนางก็กลับมามีความสุขอีกครั้ง
โชคดีที่นางนำเงินทั้งหมดที่อยู่ใต้ฐานพระพุทธองค์ไปซื้อเกวียนลา
ทั้งยังดีใจที่ตนซื้อเกวียนลาได้ จึงสามารถพาสวี่โม่ไปด้วย
เจียงเซิงไม่กล้าจิตนาการว่า หากนางไม่คิดจะซื้อเกวียนลา ทั้งสวี่โม่และเงินทองที่เก็บไว้จะต้องพบเจออันตรายอะไร
ขณะนั้น ฟางเหิงเข้ามาพร้อมสวี่โม่ จึงเห็นวัดร้างอันยุ่งเหยิง เขานิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจิตสังหารจะค่อย ๆ ก่อตัวในดวงตา
“เกิดเื่อะไรขึ้น” เจิ้งหรูเชียนและเวินจืออวิ่นตามเข้ามาทีหลัง พวกเขาร้องใ “ใครกันที่ทำเื่แบบนี้ ”
สวี่โม่ขมวดคิ้ว “เ้าวางข้าลงก่อน”
แม้ฟางเหิงจะไม่ได้บ่นว่าเหนื่อย แต่เขาก็ยังเป็แค่เด็ก ไม่ควรอุ้มตัวข้าไปตลอด
เจียงเซิงรีบจัดเตรียมฟางและผ้าห่มผืนขาด ๆ ให้อย่างเรียบร้อย
สวี่โม่ค่อย ๆ นั่งลง เขาดูสงบนิ่งใจเย็น “พวกเ้าเคยบาดหมางกับใครหรือไม่”
เื่นั้นมีมากเกินกว่าจะนับได้แล้ว
เจียงเซิงเริ่มต้นใช้ชีวิตเร่ร่อนั้แ่จำความได้ ใน่แรกยังมีคนมอบอาหารให้นางกินสักสองสามคำ แต่ต่อมานางก็เริ่มต้องหลอกลวง ขโมย และแย่งชิงมา ส่วนใหญ่สุนัขในหมู่บ้านต่างถูกเจียงเซิงแย่งอาหารมาแล้ว
เจียงเซิงไม่ได้นิสัยดี หากถูกตีก็ตีกลับ ถูกด่าก็ด่ากลับ ถ้าไม่มีใครทำนางก็จะอยู่เงียบ ๆ โยนก้อนหินสองสามก้อนลงบ่อน้ำท้ายหมู่บ้าน อย่างไรก็ตาม เพียงนางวิ่งหนีให้เร็วพอ พวกเขาก็ไล่ตามนางไม่ทันแล้ว
ครั้งล่าสุดก็คือโจวจื้อเฉียง
“คงไม่ใช่คนในหมู่บ้าน” ฟางเหิงกล่าวช้า ๆ “พวกเขายังต้องพึ่งพาให้เ้าสี่รักษา”
“ถ้าไม่ใช่เขา แล้วจะเป็ใครกัน” เจียงเซิงสงสัย
พี่น้องต่างสบตากันไปมา จนในที่สุดเจิ้งหรูเชียนก็เอ่ยขึ้น “ตอนที่พบเ้าสามครั้งแรก ไม่ใช่ว่ามีคนผู้หนึ่งคิดจะปล้นเงินของพวกเราไปด้วยหรือ อีกทั้งเ้าสามก็สั่งสอนเขาไปแล้ว”
ดวงตาเจียงเซิงเบิกโต “ใช่แล้ว ต้องเป็เขาแน่ ๆ นอกจากเขาแล้วไม่มีใครจะสนใจหม้อไหเ่าั้”
มีแต่ขอทานอย่างผังต้าซานที่คิดจะแย่งชิงกระทั่งผ้าห่ม
ช่างไร้ยางอายเกินไปแล้ว
ต้องเป็เพราะโดนพี่สามลงโทษไป พวกเขาจึงมาแก้แค้นในครั้งนี้ แต่เพราะมีฟางเหิงอยู่ด้วย จึงไม่กล้าทำร้ายตอบโต้ จึงได้ตามมาทำลายวัดร้างแทน
เจียงเซิงโกรธจัด ในอดีตแม้นางจะอยู่ลำพัง จึงไม่เคยนึกกลัวผังต้าซาน แต่ตอนนี้มีเหล่าพี่ชายมากมายให้พึ่งพิง หากนางยอมให้ผังต้าซานมารังแกได้ นางจะขอเขียนชื่อตัวเองกลับหัว!
“พี่ใหญ่ พี่รอง พี่สาม พี่สี่” เจียงเซิงกล่าวเสียงดัง “พวกเราไปปล้นของคืนมาเถอะ!”
ทรัพย์สินเ่าั้ล้วนเป็ของสำคัญสำหรับการข้ามผ่านฤดูหนาว
โดยเฉพาะอย่างยิ่งหม้อกระทะเ่าั้ ยังเป็สิ่งที่ทำให้เวินจืออวิ่นคิดถึงบิดามารดา นางยิ่งไม่มีทางยอมให้ผังต้าซานได้ไปโดยไม่ชดใช้
“ไปกันเถอะ” ฟางเหิงตัดสินใจฉับไว ก้าวออกจากวัดร้างพร้อมกับกระบองใหญ่
เจิ้งหรูเชียนก็จิตใจกล้าหาญ คว้าก้อนอิฐบนพื้นขึ้นมาถือไว้
เวินจืออวิ่นมองซ้ายขวา ไม่เห็นทั้งไม้และไม่สามารถหยิบก้อนอิฐขึ้นมาได้ เขาขมวดมุ่น ก่อนหยิบเข็มเงินสองเล่มยาวประมาณฝ่ามือออกมาจากกล่องยา
สามพี่น้องพากันขึ้นเกวียนลาร่วมกับเจียงเซิงไปอย่างดุดัน
สวี่โม่เพิ่งนั่งลงบนที่นอนนุ่มก็กุมขมับ “...ช่วยรอข้าสักหน่อย”
ฟางเหิงใ รีบกลับไปอุ้มพี่ใหญ่ขึ้นเกวียนลาด้วยกัน
เจียงเซิงถือโอกาสซ่อนเสื้อคลุมปุยฝ้ายที่ซื้อมาไว้ใต้ฟาง เผื่อมีคนมาจะได้ไม่ถูกขโมยไปอีก
หลังปิดประตูวัดร้าง พี่น้องทั้งห้าคนก็เดินทางกลับไปยังหมู่บ้าน
ระหว่างเจียงเซิงกับผังต้าซาน พวกเขามีเื่ราวบางอย่างที่เกี่ยวพันกัน
ตอนเจียงเซิงอายุห้าขวบ นางเคยพบเด็กชายวัยเก้าขวบคนหนึ่ง ทั้งสองไร้ที่พึ่งพิง จึงเรียกกันว่าพี่น้อง พึ่งพิงอาศัยกันเพื่อความอบอุ่นและอยู่รอด
เด็กชายผู้นั้นอายุมากกว่า มักดูแลเจียงเซิงอยู่เสมอ อาหารการกินก็มอบให้เจียงเซิงก่อน หากได้รับเสื้อผ้าที่สภาพสมบูรณ์ก็ยกให้เจียงเซิงใส่
ชีวิตเช่นนั้นดำเนินไปได้ประมาณครึ่งปี กระทั่งเจียงเซิงยังคิดว่าตนมีพี่ชายแล้ว นับจากนี้คงไม่ต้องอยู่อย่างเดียวดายอีก
ทว่าผังต้าซานก็มาขวางทางพวกเขาไว้
เขาบอกว่าเด็กชายมีพร์ เหมาะจะเข้าร่วมกับกลุ่มขอทาน เพียงแต่ต้องทิ้งเจียงเซิงที่เป็เหมือนภาระเอาไว้เท่านั้น
เด็กชายลังเลอยู่นาน เพราะหากเลี้ยงเจียงเซิงเขาก็ยากจะอิ่มท้อง แต่ถ้าทิ้งนางไปเขาก็รู้สึกสงสารเหลือเกิน
แม้ผังต้าซานจะชักชวนหลายครั้ง แต่เด็กชายก็ยังคงลังเล จนในที่สุดเขาก็ตัดสินใจ ยัดซาลาเปาร้อน ๆ ให้เจียงเซิง แล้วหนีออกไปตอนกลางคืน
หลังจากนั้น เจียงเซิงก็ไม่มีพี่ชายอีกต่อไป
นางเร่ร่อนอยู่ตัวคนเดียวอย่างเงียบเหงา แม้ถูกพวกขอทานคนอื่นกลั่นแกล้งก็ไม่อาจทักท้วง เพียงต้องหลีกทางให้พวกเขาไปไกล ๆ
เมื่อพบเจิ้งหรูเชียนอีกครั้ง เจียงเซิงจึงคิดว่า หากพี่ชายคนนี้เป็คนทรยศหักหลังเช่นกัน ไม่นานก็คงถูกผังต้าซานล่อลวงพาตัวไปแน่
แต่เมื่อเห็นเขาร้องไห้น้ำมูกน้ำตาไหล จิตใจของเจียงเซิงจึงอ่อนลงอีกครั้ง
ต่อมาได้พบสวี่โม่ ฟางเหิง และเวินจืออวิ่น เห็นพวกเขาฉลาดและมั่นคง ทั้งคิดหาวิธีหาเงินกันอย่างขยันขันแข็ง วัดร้างค่อย ๆ กลายเป็บ้านหลังใหม่ เจียงเซิงจึงค่อยๆ โล่งใจ
บรรดาพี่ชายที่เก่งกาจขนาดนี้ คงไม่มีทางถูกผังต้าซานแย่งตัวไปได้แน่นอน
แต่ผู้ใดจะรู้ว่า อีกฝ่ายจะมาปล้นขโมยและทำลายข้าวของ
เจียงเซิงรู้สึกโกรธแค้น จนอยากพาตัวผังต้าซานมาเฆี่ยนตี
นางพาพี่ชายทั้งสี่มาที่รังเก่าของผังต้าซาน เป็ถ้ำทรุดโทรมแห่งหนึ่ง
“เป็ที่นี่” เจียงเซิงบอกพี่สาม “ผังต้าซานอาศัยอยู่ที่นี่”
ฟางเหิงผูกมัดเ้าลาแก่ ถือกระบองเดินนำเข้าไป
เจิ้งหรูเชียนถือก้อนอิฐตามมาติด ๆ
เวินจืออวิ่นถือเข็มเงินไว้ในมือ เม้มริมฝีปากลุกขึ้นยืนตามหลัง
เจียงเซิงกำลังจะติดตามไป แต่นึกขึ้นได้ว่าสวี่โม่ยังอยู่บนเกวียน จึงรีบหันกลับไป ทว่าสวี่โม่กลับส่ายหน้า
“เ้าไปเถอะ หากข้าขาแข็งแรง ข้าคงไปด้วยแน่นอน”
สวี่โม่นิ่งสงบมาก จนทำให้พวกเขาทุกคนลืมไปว่า เขาเป็เพียงเด็กชายอายุสิบเอ็ดปีเท่านั้น
เขาเองก็เืร้อนและหากมีโอกาสจะต้องออกอาละวาดเพื่อปกป้องน้องสาวของตัวเอง
เจียงเซิงยิ้มรับ รีบเข้าไปในถ้ำ
อย่างไรก็ตาม เพียงนางก้าวเข้าไป การต่อสู้ด้านในถ้ำก็จบลงแล้ว
พี่รองกำลังถือก้อนอิฐอ้าปากค้าง พี่สี่กำลังจะปล่อยเข็มเงินออกมา แต่ถูกพี่สามตัดหน้าใช้กระบองเอาชนะผังต้าซานกับผู้ติดตามของเขาลงได้แล้ว
ผังต้าซานอายุสิบเจ็ดสิบแปด แทบต้องปัสสาวะรดกางเกง เขากอดศีรษะตัวสั่นเทิ้ม “อย่าตี อย่าตีข้า ของพวกเ้าอยู่ที่นี่ ข้าจะคืนให้ทั้งหมด”
ฟางเหิงลมหายใจเยือกเย็น ไม่เอ่ยอะไร
เจิ้งหรูเชียนรีบวิ่งไปค้นหาข้าวของ
ทุกอย่างยังอยู่ในสภาพเดิม เขาเก็บกลับไปที่เกวียนลา
มีเพียงผ้าห่มสองผืนที่นำมาจากสำนักแพทย์เท่านั้นที่หายไป
ฟางเหิงเหยียบฝ่ามือผังต้าซาน จนอีกฝ่ายร้องครวญครางอย่างเ็ป “อยู่…อยู่อีกถ้ำข้าง ๆ”
เจียงเซิงวิ่งออกจากไปและพบว่ามีถ้ำเล็กอีกแห่งอยู่ เมื่อนางเข้าไปก็เห็นเด็กหลายคนนอนอยู่ข้างใน
พวกเขาเป็เด็กขอทานที่ผังต้าซานรับเข้ากลุ่มมาใหม่ อายุยังน้อยมาก แต่ละคนสวมเสื้อผ้าขาดเขิ้น นอนหลับใหลบนฟาง
พวกเขาคงไม่ได้กินข้าวมานาน ท้องจึงส่งเสียงดัง ปากขยับไปมาโดยไม่รู้สึกตัว
ผ้าห่มสองผืนนั้นคลุมร่างของพวกเขา เจียงเซิงจึงไม่สามารถคว้ามันกลับมาได้
นางเคยหนาวเย็น เคยหิวโหย และเกือบตายแข็งมาแล้ว
เด็กชายวัยเก้าขวบที่ถูกผังต้าซานพาตัวไป ไม่มีเสื้อผ้าใส่ในฤดูหนาว ก่อนจะล้มลงบนผืนหิมะและไม่ได้ลืมตาขึ้นมาอีกเลย
ประโยคสุดท้ายก่อนจะสิ้นใจของเขาคือ
“เจียงเซิง เอาเสื้อผ้าของข้าไปเถอะ ห่มไว้กันหนาว แล้วเ้าจะรอด”
เจียงเซิงร้องไห้ น้ำตาไหลรินทีละหยด และมันก็กลายเป็ผลึกน้ำแข็งอย่างรวดเร็ว
นางรู้สึกว่าตนเองจะยืนไม่ไหว ปลายนิ้วชาไร้ความรู้สึก กระทั่งลมหายใจก็ค่อยๆ ลดอุณหภูมิลง
ต่อมาเป็ป้าจางที่พานางกลับไป ให้นางดื่มน้ำแกงร้อน ๆ และสวมเสื้อคลุมขาดชำรุด รวมถึงช่วยหาวัดร้างให้นางได้อยู่พักพิง
ด้วยเหตุนี้ เจียงเซิงจึงยังมีชีวิตอยู่มาได้จนทุกวันนี้