สมุนไพรอิ๋นลู่หงอวี้
หอประชุมใหญ่ของสำนักแพทย์เงียบกริบราวกับไร้ผู้คน ทุกสายตาจับจ้องไปยังร่างในชุดคลุมสีเทาหม่นที่ยืนสงบนิ่งกลางลาน พวกผู้อาวุโสและศิษย์ทั้งหลายต่างรู้ดีว่าบุรุษผู้นี้คือ “หมอภูติ” ผู้เลื่องชื่อ แม้ใบหน้าจะถูกปกปิดด้วยผ้าคลุมหน้าสีดำ เผยเพียงดวงตาคมกล้าทว่าเยือกเย็น แต่กิตติศัพท์ความสามารถรักษาคนเป็นตายเท่ามือพญายมของเขานั้นโด่งดังไปทั่วยุทธภพ
ประมุขสำนักแพทย์วัยกลางคนก้าวออกมาด้านหน้า พร้อมหีบไม้แกะสลักลวดลายวิจิตรในมือ หีบนั้นบรรจุ “สมุนไพรอิ๋นลู่หงอวี้” อันล้ำค่าที่สุดของสำนักไว้ ภายในหอประชุมอันโอ่อ่า แสงตะเกียงสลัวทาบทอลงบนใบหน้าผู้นำสำนัก ทำให้เงาของเขาดูยืดยาวและเคร่งขรึม
“ท่านหมอภูติ” ประมุขสำนักแพทย์เปล่งเสียงทรงอำนาจแต่แฝงด้วยความเคารพ “พวกเราได้ไตร่ตรองอย่างถี่ถ้วนแล้ว ถึงแม้สมุนไพรอิ๋นลู่หงอวี้จะเป็นของล้ำค่าสำหรับสำนัก แต่ชีวิตคนสำคัญยิ่งกว่า เราจะยอมแลกสมุนไพรนี้กับยาล้างพิษล้างไขกระดูกตามที่ท่านเสนอ”
เสียงพึมพำเห็นด้วยดังแว่วมาจากเหล่าศิษย์ที่ยืนล้อมรอบ บ้างพยักหน้าอย่างโล่งใจที่ในที่สุดประมุขก็ตัดสินใจเลือกหนทางนี้ บ้างมองหมอภูติอย่างคาดหวัง เพราะยาล้างพิษล้างไขกระดูกนั้นคือความหวังเดียวที่จะรักษาอาจารย์ผู้ใหญ่ของสำนักหรือท่านอ๋อง 5 พี่ชายฮ่องเต้ที่ถูกพิษ “โลหิตนิลกาฬ” เล่นงานจนใกล้สิ้นลม
หลี่หมิงในคราบหมอภูติยืนสำรวม ไม่แสดงอาการยินดียินร้าย ดวงตาภายใต้ผ้าคลุมหน้ากวาดมองไปรอบๆ อย่างสงบ ก่อนพยักหน้าช้าๆ “ข้ามิได้ต้องการสมุนไพรล้ำค่านี้เพื่อตนเอง แต่เพื่อช่วยชีวิตคนเช่นกัน” เขากล่าวด้วยเสียงแหบแผ่วต่ำ หากแต่ก้องกังวานทั่วโถง “เม็ดยาล้างพิษล้างไขกระดูกที่ข้าปรุงขึ้นนี้ จะช่วยชีวิตอาจารย์ท่านนั้นได้ภายในสามวัน ท่านโปรดวางใจ”
สิ้นคำ หลี่หมิงชักขวดยาเล็กๆ ออกจากแขนเสื้อ ส่งมอบแก่ประมุขสำนัก แก้วตาทุกคู่จ้องมองขวดหยกเขียวที่บรรจุเม็ดยาสีฟ้าเรืองรองภายใน ประมุขสำนักรับมาด้วยสองมือสั่นไหวเล็กน้อย “ขอบคุณท่านหมอภูติ พวกเราซาบซึ้งในความเมตตาของท่าน” เขาโค้งศีรษะให้อย่างนอบน้อม คนทั้งหอโค้งตามด้วยความเคารพยำเกรง
หลี่หมิงมิได้เอ่ยคำใดอีก เขามองประมุขสำนักเปิดหีบไม้เผยให้เห็นสมุนไพรอิ๋นลู่หงอวี้สีแดงสดใส กลิ่นหอมเย็นเฉียบของสมุนไพรล้ำค่าลอยอวลออกมาเพียงเปิดหีบ ฝ่ายนั้นหยิบสมุนไพรส่งให้เขาอย่างระมัดระวัง หลี่หมิงรับสมุนไพรไว้แล้วเก็บลงในกล่องหยกของตนอย่างทะนุถนอม
“บัดนี้การแลกเปลี่ยนเสร็จสิ้น ข้าคงต้องขอลา” หลี่หมิงกล่าวเสียงเรียบ หันไปมองศิษย์สำนักแพทย์ทั้งหลายที่ยังคงมีสีหน้ากังวล “ข้าจะรีบเดินทางกลับเรือนเพื่อปรุงยารักษาคนของข้าเช่นกัน เวลาไม่คอยท่า”
ประมุขสำนักรีบกล่าว “เชิญท่านหมอภูติเดินทางโดยสวัสดิภาพ หวังว่าเราจะมีวาสนาได้พบกันอีก” หลี่หมิงพยักหน้ารับน้อยๆ ก่อนหมุนกายเดินออกจากหอประชุมไปอย่างสงบท่ามกลางสายตาส่งของคนทั้งหลาย ไม่นานนัก ร่างในชุดคลุมสีเทาหม่นก็ละลับหายไปในความมืดของราตรี เหลือไว้เพียงความหวังใหม่ในใจคนของสำนักแพทย์
ค่ำนั้น พระจันทร์เสี้ยวลอยเด่นอยู่กลางฟ้า แสงจันทร์สีเงินสาดลงบนเส้นทางภูเขาคดเคี้ยว หลี่หมิงควบม้าตัวผู้สีดำสนิททะยานไปเบื้องหน้า สายลมหนาวยะเยือกโบกโบยชายเสื้อคลุมปลิวไสว เขากระชับกล่องหยกที่เก็บสมุนไพรอิ๋นลู่หงอวี้ไว้แนบอก ดวงใจพะวงถึงแม่นมชราผู้เป็นเสมือนญาติผู้ใหญ่คนสุดท้ายที่เหลืออยู่
“อดทนอีกนิดนะแม่นม ข้ากำลังกลับไปแล้ว…” เขาพึมพำกับตนเองเบาๆ แววตาฉายความมุ่งมั่น ทันใดนั้นเสียงหวีดแหลมแหวกอากาศก็ดังขึ้น! สัญชาตญาณเตือนภัยทำให้หลี่หมิงดึงบังเหียนรั้งม้าไว้กะทันหัน
ฟิ้ว! ลูกดอกอาบยาพิษสามดอกพุ่งเฉียดใบหน้าของเขาไป ปักเข้ากับลำต้นไม้ข้างทางอย่างแรงจนไม้สั่นสะเทือน ม้าสีดำร้องเสียงดังลั่นและยกขาหน้าขึ้นด้วยความตระหนก หลี่หมิงปราดเปรียวกระโดดลงจากหลังม้าก่อนที่มันจะดีดร่างเขาร่วง
“ใคร!” เขาตวาดถามก้องป่า ท่ามกลางเสียงหัวใจที่เต้นระรัวอะดรีนาลีนสูบฉีด ทิวไม้สองข้างทางดูมืดทะมึนและเงียบงันเกินปกติ สัมผัสรับรู้ของหลี่หมิงบ่งบอกว่ามีลางร้าย ผู้ลอบโจมตีซ่อนตัวอยู่ในเงามืดโดยรอบ
สิ้นเสียงตวาดของเขา เงาร่างหลายสายก็ปรากฏกายออกมาจากความมืด ล้อมรอบทุกทิศทาง เขานับด้วยหางตา…หนึ่ง สอง สาม…ห้าคน แต่ละคนถืออาวุธในมือ ตั้งท่าข่มขู่ แววตาเยียบเย็นดุจอสูรรัตติกาล
ชายร่างใหญ่คนหนึ่งที่ดูเหมือนหัวหน้า แต่งกายคล้ายพรานล่าสัตว์ ก้าวมาข้างหน้า เขาหัวเราะหยัน “ส่งสมุนไพรอิ๋นลู่หงอวี้มาแต่โดยดีเถอะหมอภูติ แล้วข้าจะไว้ชีวิตเจ้า!” น้ำเสียงหยาบกระด้างนั้นสะท้อนก้องในราตรี