สารพันเมนูเด็ด กลเม็ดสาวทะลุมิติ [นิยายแปล]

    บทที่ 45 คำไหนคำนั้น(เปิดฟรี 04/09/2568)

    บทที่ 45 คำไหนคำนั้น(เปิดฟรี 04/09/2568)

     

    เมื่อได้ยินเสียงคนอยู่หน้าประตู หนิงเวยก็รีบออกมาดู พอเห็นหวังเผา นางก็หลุบตาลงเล็กน้อย ในแววตาฉายแววประหม่าปนเขินอาย

            เมื่อเห็นว่าหนิงลั่วตั้งใจจะชวนพวกเขาอยู่กินข้าว หนิงเวยก็รีบลากนางไปอีกด้านหนึ่ง ก่อนจะเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นในวันนี้อย่างคร่าวๆ

            เมื่อหนิงลั่วได้ยินว่าหนิงเสี่ยงเสี่ยงถูกทำร้าย ใบหน้าก็เปลี่ยนไปทันที รีบถามอย่างร้อนใจ “เกิดอะไรขึ้น แล้วตอนนี้เขาเป็นอย่างไรบ้าง”

            “ตอนนี้ไม่เป็นอะไรมากแล้ว ต้าฮุยเองก็ดีขึ้นมากเช่นกัน ก่อนหน้านี้ข้าเห็นเสี่ยงเสี่ยงง่วงมาก จึงให้เขาเข้าไปนอนพักในห้องแล้ว” หนิงเวยกล่าว

            เมื่อได้ยินว่าน้องชายปลอดภัยแล้ว หนิงลั่วก็โล่งอกลงบ้าง แต่ถึงอย่างนั้น นางก็ไม่ได้เปลี่ยนใจเรื่องการเลี้ยงข้าว มองไปที่หนิงเวยแล้วกล่าวว่า “พี่รอง พวกเขาช่วยพวกเรามากขนาดนี้ อย่างน้อยก็ควรแสดงความขอบคุณบ้าง หากไม่มีพวกเขา แขนข้าคงใช้การไม่ได้ไปแล้ว”

            “อีกอย่าง ข้าคิดว่าพี่เผากับพี่หวังเฮ่าคงไม่ถือสาหรอกหากอาหารของพวกเราจะธรรมดาไปบ้าง คิดเสียว่าเป็นมื้ออาหารง่ายๆ ก็พอ”

            “แน่นอนว่าไม่รังเกียจ การได้กินอาหารฝีมือเจ้าย่อมเป็นเรื่องดี” หวังเฮ่ากล่าวพร้อมรอยยิ้ม เหมือนว่าเขากับหวังเผาจะได้ยินบทสนทนาระหว่างสองพี่น้อง

            หนิงเวยได้ยินเช่นนั้นก็อดไม่ได้ที่จะเชิดริมฝีปากขึ้นเล็กน้อย พลางถามว่า “พูดเช่นนี้ หมายความว่าอาหารที่ข้าทำไม่อร่อยอย่างนั้นหรือ”

            “น้องเวย หวังเฮ่าไม่ได้หมายความเช่นนั้น ข้าว่าฝีมือทำอาหารของพวกเจ้าทั้งสองล้วนดีทั้งคู่” หวังเผารีบอธิบาย

            “ท่านเคยกินอาหารที่ข้าทำแล้วหรือ” หวังเผาเป็นคนซื่อตรง ไม่สันทัดเรื่องวาทศิลป์ พอหนิงเวยถามจี้เช่นนี้ ใบหน้าของเขาก็พลันขึ้นสีแดงเรื่อลามไปถึงใบหู เขาไม่รู้จะอธิบายอย่างไรดี

            หวังเฮ่าหัวเราะร่วน พูดแทรกขึ้นมา “น้องเวย เจ้าก็รู้ว่าพี่ชายข้าซื่อบื้อ เจ้าก็อย่าแกล้งเขานักเลย ความจริงแล้วเขาอยากกินอาหารที่เสี่ยวลั่วเอ๋อร์ทำ ยิ่งไปกว่านั้นเพราะเขาอยากอยู่กับเจ้าให้นานขึ้นอีกสักหน่อยต่างหาก” จากนั้นก็หันไปมองพี่ชายแล้วหัวเราะ “พี่ใหญ่ ท่านว่าข้าพูดถูกหรือไม่”

            “เจ้าเด็กคนนี้นี่!” หวังเผาพูดพลางยกมือขึ้นตบไหล่น้องชายเบาๆ อย่างเก้อเขิน

            คราวนี้ทั้งหวังเผากับหนิงเวยต่างก็หน้าแดงไปพร้อมกัน

            หนิงลั่วรู้อยู่แล้วว่าทั้งสองมีใจให้กัน จึงได้แต่ยืนปิดปากหัวเราะอยู่ด้านข้าง

            แต่หนิงเวยเองก็ไม่ใช่คนที่จะยอมถูกแกล้งฝ่ายเดียว เมื่อนางรู้สึกกระอักกระอ่วนเล็กน้อย ก็รีบตั้งสติพลางถลึงตาใส่หวังเฮ่า “เจ้าคนบ้า ท่านก็ยังเหมือนเดิม ปากเสียไม่เปลี่ยนเลย! น้องสามเจ้าทำอาหารเพิ่มให้มากหน่อยเถอะ จะได้เอาไปอุดปากเขาเสียบ้าง!”

            “ได้เลย!” หนิงลั่วตอบรับอย่างร่าเริง

            เหมือนหนิงเวยยังเขินอาย หลังจากพูดจบนางก็รีบเดินหนีไปก่อน และใช้เวลาสักพักกว่าจะกลับเข้ามาใหม่ ตอนไปใบหน้าแดงซ่านราวกับผ้าสีแดงเข้ม แต่ตอนกลับมาสีหน้าก็เริ่มกลับมาเป็นปกติแล้ว

            ส่วนด้านหวังเผานั้น สายตาของเขาติดตามหนิงเวยไปจนกระทั่งนางหายลับเข้าไปในบ้าน แม้จะมองไม่เห็นแล้ว แต่ก็ยังไม่ยอมละสายตากลับมาเสียที หวังเฮ่าเห็นดังนั้น จึงยกมือขึ้นโบกไปมาตรงหน้าเขาอย่างจงใจ

            สองพี่น้องคู่นี้ช่างเป็นตัวตลกโดยแท้ โดยเฉพาะหวังเฮ่า หนิงลั่วคิดในใจ

            เนื่องจากมีฟองแห่งชีวาช่วยเร่งการเติบโต เห็ดหูหนูบนเปลือกไม้เก่ากลับเจริญงอกงามอย่างรวดเร็ว หนิงลั่วเก็บได้เต็มถังไม้ในเวลาไม่นาน นางตัดสินใจทำเมนูผัดเห็ดหูหนูซอย ก่อนผัดต้องหมักไว้สักครู่ จากนั้นใช้ไฟแรงผัดให้สุก กลิ่นหอมและรสสัมผัสกรุบกรอบของมันจะทำให้ทุกคนติดใจ

            ในบ้านยังมีผักป่าตุนอยู่ หนิงลั่วจึงคิดจะทำแป้งทอดยัดไส้ผัก ซึ่งสามารถอบสดใหม่ให้ทุกคนกินตอนร้อนๆ ได้ รับรองว่ารสชาติจะต้องดีเลิศ

            เนื่องจากวันนี้มีน้ำแกงเนื้ออยู่แล้ว หนิงลั่วจึงตัดสินใจไม่ทำลูกชิ้นซานเย่าในน้ำแกงหวาน แต่เปลี่ยนเป็นน้ำแกงกระดูกต้มซานเย่าแทน ก่อนมื้ออาหาร หากทุกคนได้ซดน้ำแกงร้อนๆ สักถ้วย ก็จะช่วยกระตุ้นความอยากอาหารได้เป็นอย่างดี

            อีกเมนูหนึ่งคือผักกาดขาวเปรี้ยวเผ็ด หนิงลั่วใช้น้ำดองเก่าที่เคยหมักแทนน้ำส้มสายชู แม้จะให้รสชาติที่แตกต่างกันเล็กน้อย แต่ก็เพิ่มมิติของรสชาติได้อย่างดีเยี่ยม

            สำหรับพี่น้องตระกูลหวังที่ไม่เคยลิ้มรสผักกาดขาวเปรี้ยวเผ็ดมาก่อน เมื่อได้กินพร้อมกับน้ำแกงกระดูกต้มซานเย่า พวกเขาก็กินจนเกือบเลียถ้วยเลยทีเดียว

            เมื่อเห็นชายหนุ่มทั้งสองแย่งกันคีบอาหารกิน หนิงลั่วก็อดหัวเราะออกมาไม่ได้ รีบกล่าวว่า “กินช้าๆ ไม่ต้องรีบ วันนี้ข้าจะเลี้ยงให้เต็มที่ แต่อย่างไรเสีย หลังจากกินเสร็จแล้ว ข้าอาจจะต้องขอแรงพวกท่านช่วยข้าสักเรื่องหนึ่ง”

            “ช่วยอะไรหรือ” หวังเผาถามขึ้นด้วยความกระตือรือร้น

            “ช่วยข้าสร้างเตาขนาดเล็กสักอัน แบบที่สามารถวางไว้บนรถเข็นและเข็นออกไปขายข้างนอกได้” หนิงลั่วอธิบายอย่างละเอียด เนื่องจากงานสร้างเตานั้นเป็นงานของบุรุษอยู่แล้ว และบังเอิญว่าพวกเขาทั้งสองก็อยู่ที่นี่พอดี นางจึงถือโอกาสถามดู

            “เรื่องแค่นี้เอง ข้าทำให้เจ้าได้ ไม่นานก็เสร็จ” หวังเผาตอบอย่างมั่นใจ

            “เยี่ยม! แต่ข้าคิดว่าพี่เผาสร้างเตาให้เสร็จช้าหน่อยจะดีกว่านะ” หนิงลั่วกล่าวพลางยิ้มเจ้าเล่ห์

            “ทำไมล่ะ?” หวังเผาถามอย่างไม่เข้าใจ

            หนิงเวยที่เข้าใจความหมายของน้องสาวแล้ว จึงได้แต่กลอกตาใส่นาง

            ขณะเดียวกัน หวังเฮ่ากับหนิงลั่วก็หัวเราะขบขันอยู่ข้างๆ หวังเฮ่าไม่พลาดที่จะเสริมต่อ “พี่ใหญ่ หากท่านคิดไม่ออกว่าทำไม ก็ลองถามน้องเวยดูสิ นางคงอธิบายให้เจ้าเข้าใจได้”

            “เจ้าสองคนพอได้แล้ว รีบกินข้าวเถิด หากกลับไปช้า อาสะใภ้คงเป็นห่วงแย่”

            หลังจากมื้ออาหารจบลง หวังเผากับหวังเฮ่าก็พากันชมเชยฝีมือทำอาหารของหนิงลั่วไม่ขาดปาก หนิงลั่วจึงกล่าวขึ้นว่า “ข้ารู้แล้ว ที่พวกท่านชมฝีมือข้าขนาดนี้ก็เพราะคิดจะมากินข้าวที่บ้านข้าบ่อยๆ ใช่หรือไม่”

            หวังเฮ่าหัวเราะ กล่าวว่า “ข้าก็กำลังคิดเช่นนั้นอยู่จริงๆ อีกอย่าง เสี่ยวลั่วเอ๋อร์ ข้ารู้แล้วว่าจะขอให้เจ้าช่วยเรื่องอะไรดี”

            หลังจากได้ลิ้มรสอาหารของหนิงลั่ว เขาก็อดนึกถึงรสชาติอาหารที่สำนักศึกษาของตนไม่ได้ เทียบกันแล้วอาหารเหล่านั้นดูไม่น่ากินอย่างยิ่ง แต่ก่อนกินเข้าไปได้อย่างไรนะ ตอนนี้เขาอยากจะมากินข้าวที่นี่ทุกวัน

            “เรื่องอะไรหรือ” หนิงลั่วถาม

            หวังเฮ่ามองหนิงลั่ว แล้วกล่าวว่า “ก็ให้เจ้าจัดโต๊ะอาหารเลิศรส อย่างไรล่ะ เป็นโต๊ะที่เต็มไปด้วยอาหารดีๆ ทั้งไก่ เป็ด ห่าน ปลา และเนื้อสัตว์ทุกชนิด”

            คำว่า ‘โต๊ะอาหารเลิศรส’ เป็นคำที่หวังเฮ่าเพิ่งเรียนรู้มาจากหนิงลั่ว และตอนนี้เขาก็ใช้ได้อย่างคล่องแคล่ว

            “ไม่มีปัญหา! ท่านอยากจะมาเมื่อไหร่ ก็มาได้เลย ข้ารับรองว่าจะทำให้ท่านกินอิ่มจุใจแน่นอน” หนิงลั่วตอบรับอย่างรวดเร็ว เพราะสำหรับนางแล้ว หากมีวัตถุดิบเพียงพอ การทำโต๊ะอาหารเลิศรสสักมื้อหนึ่งไม่ใช่เรื่องยากเลย

            “ตกลง เช่นนั้นข้าถือว่าเจ้าตอบรับแล้ว ข้าจะพาพี่ชายข้ามาด้วย” หวังเฮ่ากล่าว

            “คำไหนคำนั้น” หลังจากทั้งสองตกลงกันแล้ว หวังเผาเห็นว่าฟ้าเริ่มมืด จึงให้หวังเฮ่ากลับบ้านไปก่อน ส่วนตัวเขาเองตั้งใจจะอยู่ช่วยหนิงลั่วสร้างเตาขนาดเล็กให้เสร็จก่อน

            เมื่อฟังความต้องการของหนิงลั่ว ดูเหมือนว่านางต้องการใช้มันสำหรับทำแป้งอบ หวังเผาคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเข้าใจว่าควรจะสร้างอย่างไร

            ดังนั้น หนิงลั่วกับหนิงเวยจึงช่วยเป็นลูกมือให้หวังเผา ทั้งสามคนช่วยกันลงมือทำ

            หวังเผาเป็นคนที่มีความแม่นยำ เขาใช้เวลาประมาณสองชั่วยาม ในที่สุดก็สร้างเตาอบแบบโบราณขนาดเล็กที่เรียบง่ายแต่ครบครันได้สำเร็จ

            ภายนอกของเตาปิดทับด้วยดินผสมปูนขาว แล้วผสมกับฟางข้าวเพื่อช่วยเพิ่มความเหนียว เมื่อคลุกเคล้านวดจนเข้ากันดี ก็นำมาอุดตามรอยต่อของเตาได้อย่างแน่นหนา

            “เสร็จแล้ว! วางไว้ข้างนอกเช่นนี้ หากคืนนี้ไม่มีฝนตก พรุ่งนี้ตากแดดอีกวันก็สามารถใช้ได้แล้ว” หวังเผากล่าว

            “ขอบคุณพี่เผามาก หากพวกข้าหาเงินได้แล้ว ข้าต้องเลี้ยงสุราท่านแน่นอน” หนิงลั่วกล่าว

            “ไม่ต้องหรอก วันนี้พวกเจ้าให้ข้าได้กินอาหารดีๆ ข้ายังไม่ได้กล่าวขอบคุณเลย ถือเสียว่านี่เป็นของตอบแทนจากข้า” หวังเผากล่าว

            เมื่อเห็นว่าฟ้าเริ่มมืด หวังเผาจึงล้างมือและเตรียมตัวกลับบ้าน

            หนิงลั่วจงใจดันพี่สาวออกไปส่งหวังเผา แต่หวังเผากลับกังวลว่าข้างนอกมืดแล้ว จึงไม่ยอมให้หนิงเวยเดินออกมาส่ง

            เมื่อพี่สาวกลับเข้ามา หนิงลั่วก็รีบพูดขึ้นว่า “พี่รอง ข้าคิดว่าพี่เผาเป็นคนดีจริงๆ นะ ท่านเองก็ไม่ใช่เด็กแล้ว ลองพิจารณาดูหน่อยดีหรือไม่”

            “เจ้าเด็กน้อย เจ้าจะรู้เรื่องอะไร พี่ใหญ่ยังไม่ได้ออกเรือนด้วยซ้ำ ข้าจะไปคิดเรื่องเช่นนี้ได้อย่างไร” หนิงเวยเอ่ย

            เมื่อพูดถึงพี่สาวคนโต หนิงลั่วก็อดไม่ได้ที่จะเกิดความสงสัยขึ้นมาอีกครั้ง “พี่รอง ท่านบอกข้ามาตามตรงเถอะ พี่ใหญ่ของพวกเราไปที่ไหนกันแน่ ผ่านมาตั้งหลายวันแล้ว ทำไมนางยังไม่กลับมา”

            หนิงเวยเองก็คิดถึงพี่ใหญ่ไม่น้อย อยากบอกข่าวดีเรื่องที่พวกนางได้แยกบ้านออกมาให้พี่ใหญ่ฟังใจจะขาด ทว่าเมื่อนึกถึงเรื่องที่พี่ใหญ่ของพวกนางถูกขายไปเป็นสาวใช้ที่ตระกูลเมิ่ง และได้ลงนามในสัญญาซื้อขายไปแล้ว นางก็ยิ่งกังวล ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าต้องใช้เงินเท่าไรในการไถ่ตัว ไม่รู้แม้กระทั่งว่าจะสามารถไถ่ตัวพี่สาวออกมาได้หรือไม่

            ในเวลานี้ยังมีอีกเรื่องที่เร่งด่วนยิ่งกว่า นั่นคือพวกนางต้องหาเงินให้ได้ห้าตำลึงภายในระยะเวลาอันสั้น หนิงเวยไม่เข้าใจเลยว่าเหตุใดน้องสาวถึงได้มั่นใจขนาดนั้น กล้ารับปากกับย่าหนิงว่าพวกนางจะสามารถหาเงินจำนวนนี้ได้

            “น้องสาม เจ้าคิดเช่นนั้นได้อย่างไร พี่ใหญ่อยู่กับท่านป้า นางสบายดี ข้าได้ยินนางบอกว่า หากที่นั่นมีงานให้ทำ นางก็จะทำไปก่อน เผื่อว่าวันหนึ่งจะกลับมาพร้อมเงินก้อนโต”

            “แต่งเรื่องต่อไปเถิด หากพี่รองยังไม่พูดความจริง ข้าจะไปถามท่านย่าเอง” หนิงลั่วจ้องมองพี่สาวพลางกล่าวด้วยน้ำเสียงแน่วแน่ นางรู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ชอบมาพากล เรื่องที่ป้าสะใภ้ใหญ่เคยกล่าวหาพี่ใหญ่ของพวกนางว่าเป็นคนทำกำไลมรดกแตก คงมีเบื้องลึกเบื้องหลังบางอย่างที่ยังปิดบังอยู่ สิ่งที่ทำให้หนิงลั่ววิตกกังวลที่สุดก็คือ นางไม่มีความทรงจำเกี่ยวกับกำไลวงนั้นเลย

            “น้องสาม ข้าสาบานเลยว่าข้าไม่ได้โกหกเจ้า” หนิงเวยรีบรับรอง “รอให้พวกเราหาเงินไปคืนย่าหนิงได้ก่อน หากพี่ใหญ่ยังไม่กลับมา พวกเราสามพี่น้องจะไปตามหานางที่เจียงอินดีหรือไม่?”

            “พี่ใหญ่อยู่ที่เจียงอินหรือ” หนิงลั่วจ้องหนิงเวยด้วยสายตาสงสัย ในที่สุดก็สามารถสืบรู้เบาะแสเกี่ยวกับที่อยู่ของพี่สาวได้เสียที ตามที่นางรู้ เมืองเจียงอินอยู่ห่างจากที่นี่หลายร้อยลี้ หากต้องเดินทางไปเยี่ยมพี่สาวจริงๆ เรื่องความปลอดภัยและค่าใช้จ่ายในการเดินทางย่อมเป็นปัญหาใหญ่

            เมื่อเห็นน้องสาวกำลังครุ่นคิด หนิงเวยรีบกล่าวต่อ “ใช่ หากจำไม่ผิดก็น่าจะเป็นที่เจียงอินนั่นแหละ ข้าได้ยินมาว่าที่นั่นเป็นเมืองที่ดีนัก ข้าสัญญาเลยว่า หลังจากท่านอาสามแต่งงานเสร็จเรียบร้อย พวกเราจะไปหาพี่ใหญ่ด้วยกัน ดีหรือไม่”

            “ตกลง! เช่นนั้นจากนี้พวกเราต้องหาเงินให้ได้มากขึ้นแล้ว ข้าลองคำนวณคร่าวๆ แล้ว พวกเรายังมีเรื่องที่ต้องใช้เงินอีกมาก” หนิงลั่วเอ่ย

            “จริงด้วย ตอนนี้ไม่ว่าจะทำสิ่งใดก็ต้องใช้เงินทั้งนั้น หากไม่มีเงิน ต่อให้ก้าวขาออกจากบ้านก็ยังเป็นเรื่องลำบาก” เห็นน้องสาวจมอยู่ในภวังค์ความคิด หนิงเวยจึงยกมือขึ้นโบกไปมาตรงหน้าหนิงลั่ว พลางถาม “น้องสาม เจ้าคิดอะไรอยู่ ใจลอยไปถึงไหนแล้ว”

            “หืม...ไม่ได้ใจลอย ข้าแค่กำลังคิดว่าพวกเราควรทำกิจการอะไรดี” ในความเป็นจริง ขณะที่พูดหนิงลั่วก็แอบล้วงมือเข้าไปในสาบเสื้อ ลูบสัมผัสหยกที่ชายชุดดำมอบให้นาง หยกชิ้นนี้ให้ความรู้สึกเย็นเนียนละมุน ราวกับผิวพรรณของสตรี นางรู้ดีว่ายิ่งหยกมีสีใสบริสุทธิ์เท่าไร มูลค่าก็ยิ่งสูงขึ้นเท่านั้น หยกชิ้นนี้ต่อให้ประเมินราคาต่ำสุดก็น่าจะมีค่าไม่ต่ำกว่าสิบหรือร้อยตำลึง

            ควรจะเอาไปจำนำดีหรือไม่ หากเอาไปจำนำ ปัญหาตรงหน้าก็จะคลี่คลาย ชีวิตของพวกนางสามพี่น้องคงจะดีขึ้นมากกว่านี้ ทั้งยังสามารถเดินทางไปเจียงอินเพื่อตามหาพี่ใหญ่ได้อีกด้วย

            แต่ความคิดนี้แค่ผุดขึ้นมา ก็มีอีกเสียงหนึ่งในใจของนางโต้แย้งขึ้นมาทันที ไม่ได้! หยกชิ้นนี้เป็นของที่ชายชุดดำมอบให้นางเพื่อเป็นที่ระลึก ต่อให้จะยากลำบากเพียงใด ก็ไม่อาจนำของที่ผู้อื่นมอบให้ไปจำนำเช่นนี้ได้

            สุดท้าย หนิงลั่วก็ตัดสินใจเก็บหยกชิ้นนี้ไว้ก่อน หากถึงคราวจำเป็นจริงๆ ค่อยคิดอีกที

            “ฟ้าก็มืดแล้ว พวกเราควรปิดบ้านแล้วพักผ่อนได้แล้ว” หนิงเวยเอ่ย

            ก่อนปิดประตู หนิงเวยยังแอบชะโงกมองออกไปนอกบ้าน คิดว่าอาจจะมีคนมาเอาเรื่อง แต่กลับไม่เห็นหัวหน้าหมู่บ้านหรือภรรยาของเขาพาหลานชายตัวดีของพวกเขามาหาเรื่องพวกนาง

            เมื่อกลับเข้ามาในบ้าน หนิงเวยยังอดสงสัยไม่ได้ว่า หัวหน้าหมู่บ้านไม่คิดจะเอาเรื่องที่หลานชายของเขาถูกเล่นงานหรืออย่างไร นี่ช่างแปลกนัก ภรรยาของหัวหน้าหมู่บ้านเป็นที่รู้กันในหมู่บ้านว่าเป็นสตรีปากกล้า และนิสัยเย่อหยิ่งเสียจนเป็นที่โจษจัน ส่วนความโอหังของต้าพ่างคนนั้นก็เป็นผลพวงมาจากการถูกครอบครัวตามใจมาตั้งแต่เล็ก ทว่าวันนี้เกิดเรื่องใหญ่ขนาดนี้ กลับไม่มีใครมาหาเรื่องพวกนาง ช่างเป็นเรื่องที่แปลกจริงๆ

            สองพี่น้องกลับเข้ามาในบ้าน หนิงเวยเก็บถ้วยชามไปล้าง ส่วนหนิงลั่วที่ยังเป็นห่วงอาการบาดเจ็บของน้องชาย จึงเข้าไปดู พร้อมกับป้อนข้าวให้เขา หลังจากกินอิ่มแล้ว เด็กชายก็มีแรงขึ้นไม่น้อย

            หนิงลั่วจึงสอบถามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันนี้ แต่เนื่องจากหนิงเสี่ยงเสี่ยงยังเล็กมาก เพิ่งห้าขวบเท่านั้น เรื่องที่เขาเล่าจึงมีทั้งเรื่องจริงและเรื่องที่ยังคลุมเครือ หนิงลั่วต้องคาดเดาไปด้วย จึงพอจะจับใจความได้ว่าต้าพ่างพาเด็กคนอื่นๆ มารังแกหนิงเสี่ยงเสี่ยงและสุนัขที่ชื่อต้าฮุย จากนั้นระหว่างทางก็มีคุณชายสองคนมาช่วย และยังมากินข้าวที่บ้านพวกนางเสียด้วย

            เมื่อได้ฟัง หนิงลั่วรู้สึกแปลกใจไม่น้อย จากคำพูดของหนิงเสี่ยงเสี่ยง ดูเหมือนว่าชายสองคนนั้นจะเป็นคุณชายจากตระกูลผู้ดี แล้วเหตุใดถึงได้มานั่งกินข้าวที่บ้านพวกเขาได้กันเล่า

            แต่เมื่อคิดได้ว่าทั้งสองเป็นผู้ช่วยชีวิตน้องชายของตน หนิงลั่วก็คิดว่าคงมีเหตุผลของพวกเขาเอง จึงไม่ได้เก็บมาใส่ใจอีก เพียงแต่กำชับให้หนิงเสี่ยงเสี่ยงพักผ่อนให้ดี ไม่ต้องกังวลเรื่องอื่น

            ส่วนเรื่องที่หนิงเสี่ยงเสี่ยงถูกต้าพ่างรังแก หนิงลั่วจำใส่ใจเอาไว้แล้ว หากมีโอกาส นางจะต้องทวงความเป็นธรรมให้น้องชายให้ได้

            หลังจากล้างจานเสร็จ หนิงลั่วเห็นว่าหนิงเวยหาวไม่หยุด จึงเร่งให้นางไปพักผ่อนเสีย

            แต่หนิงเวยยังไม่ยอมไป เพราะนางยังมีงานปักที่ต้องทำ เมื่อนึกถึงเรื่องงานปัก นางก็พลันนึกถึงสิ่งที่อาสะใภ้หวังบอกนางในวันนี้ จึงรีบหันมาพูดกับหนิงลั่วว่า “จริงสิ น้องสาม ลายปักที่เจ้าวาดไว้คราวก่อน เจ้าพอจะช่วยวาดเพิ่มให้ข้าอีกสักสองสามลายได้หรือไม่”

            “พี่รอง เกิดอะไรขึ้นหรือ” หนิงลั่วถาม

    คล้ายกับเรื่องสารพันเมนูเด็ด กลเม็ดสาวทะลุมิติ [นิยายแปล] ที่คุณอ่าน