บทที่ 4
ดยุคได้แต่นิ่งงันจ้องมองประตูบานนั้น สีหน้าของเขาในยามนี้ สำหรับผู้ที่เคยทำงานร่วมอยู่ในกองทัพจะรู้ได้เลย ว่ากำลังอยู่ในอารมณ์อันตรายอย่างยิ่ง แต่ในที่สุดเขาก็เดินไปทรุดตัวลงนั่งในเก้าอี้นวมตัวใหญ่ ไขว่ห้างเหยียดเท้าไปข้างหน้าจิตใจของเขาหมกมุ่นอยู่แต่อาการปวดร้าวบนไหล่ที่แบกถังบรั่นดีเมื่อชั่วโมงที่ผ่านมา และเพื่อให้สมาธิตั้งมั่นอยู่เพียงเรื่องเดียว เขาจึงคำนวณอยู่ในใจ ว่าถังขนาดนั้นน่าจะหนักไม่ต่ำกว่าห้าสิบหกปอนด์เขาจำได้ว่าเคยได้ยินสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรปรารภเรื่องที่รัฐต้องสูญเสียรายได้จากการค้าของหนีภาษีเช่นนี้เป็นจำนวนเงินกว่าหกหมื่นปอนด์ต่อปี เขาพยายามคำนวณว่าผู้ค้าของเถื่อนเหล่านี้ควรจะมีผลกำไรจากการนี้สักเท่าไรเขาคิดว่าพวกชาวประมงที่เขาได้เห็นในท่ามกลางม่านหมอกและในความมืดสลัวภายในถ้าเหล่านั้น น่าจะเป็นพวกชาวบ้าน เพราะกิริยาท่าทางก็บ่งบอกอยู่แล้ว ว่าไม่ใช่พวกที่มีชาติตระกูลแต่อย่างใด ทว่า..สิ่งที่น่ามหัศจรรย์ใจยิ่งกว่านั้นก็คือ มีใครเคยได้ยินบ้างว่าหัวหน้าขบวนการขนของเถื่อนเป็น “ผู้หญิง”..?ดยุคกวาดสายตามองไปรอบห้อง อยากรู้เหลือเกินว่าผู้หญิงคนนี้เป็นคนอย่างไรกันแน่ สามารถมีบ้านใหญ่โตสวยงาม แต่ขณะเดียวกัน กลับมีอาชีพค้าของเถื่อน ทั้งยังมีเส้นทางที่จะเข้ามาสู่ตัวบ้านที่แสนจะลึกลับอีกด้วย..ส่วนที่แยกออกเป็นห้องครัวนี้ดูจะว่างเปล่าปราศจากผู้คนและเข้าของ เขาเดาเอาว่า เจ้าของบ้านที่แท้จริงจะต้องไม่อยู่ ทั้งยังมีความเป็นไปได้ว่าไม่เคยล่วงรู้เลยด้วยซ้ำ ว่าบ้านของตนได้กลายเป็นรังโจรไปเรียบร้อยแล้ว..!เขาซุกร่างลึกลงในเก้าอี้ ถ้าขณะนี้ เขากำลังตกอยู่ในอันตรายก็ไม่สมควรที่จะแสดงปฏิกิริยาใดๆ ออกมาทั้งสิ้นเขารู้สึกปวดหนีบที่บาดแผลตรงข้อมือ ทั้งแผ่นหลังยังเจ็บร้าวอีกด้วย ดยุคหลับตาลง แต่กำลังจะเคลิ้มหลับก็พอดีได้ยินเสียงไขกุญแจประตู ซึ่งทำให้เขาตื่นตัวเต็มที่แม้จะไม่ได้ขยับเขยื้อนเคลื่อนไหวเลยก็ตามทันใด บานประตูก็เปิดผางออก ผู้ที่เดินกระแทกเท้าปึงปังเข้ามาในห้อง เป็นสตรีร่างอ้วนเตี้ย แก้มแดงปลั่งราวลูกแอปเปิล นางถืออ่างน้ำเข้ามาด้วย“ฉันบอกแกตั้งหลายครั้งแล้วนะ..” นางเอ็ดตะโรเสียงแหลม “ว่าฉันจะไม่ทนกับไอ้การที่แกบุกเข้ามาในบ้านนี้อีก ทุเรศที่สุด..จู่ๆ ก็บุกเข้ามา..ฉันเคยบอกแล้วไงล่ะว่า..”นางกระแทกอ่างน้ำลงบนโต๊ะ เงยหน้าขึ้นมองดยุคเป็นครั้งแรก ท่าทางชะงักงันและนิ่งอึ้งไปทันที ทุกคำพูดเหือดหายไปสิ้น นางได้แต่จ้องมองหน้าเขาอยู่อย่างนั้นและโดยที่ดยุคไม่ได้พูดอะไรออกมาแม้แต่คำเดียว นางก็เป็นฝ่ายเอ่ยขึ้นก่อน เพียงแต่ด้วยน้ำเสียงที่แตกต่างกว่าก่อนหน้านี้มาก“อิฉันได้ยินว่าท่านได้รับบาดเจ็บที่มือ..เจ้าค่ะ”“เจ็บจริงๆ เสียด้วยสิ..” ดยุคตอบพร้อมกับลุกขึ้นยืน “และฉันจะดีใจมากถ้าเธอจะช่วยทำและให้” |ขณะพิจารณาสตรีผู้ยืนอยู่ตรงหน้า ดยุคก็สันนิษฐานว่า ถ้านางไม่ได้เป็นแม่บ้านก็น่าจะเป็นพยาบาลประจำบ้านเพราะท่าทางที่นางแสดงออกอยู่นั้นเป็นสิ่งที่เขาคุ้นชิน เขายื่นมือออกไปตรงอ่าง จับตามองผ้าเช็ดหน้าที่ใช้พันแผลไว้ซึ่งขณะนี้ชุ่มเลือด ไม่แน่ใจเท่าไรนักว่าผ้าเช็ดหน้าผืนนี้จะเป็นของตนหรือของแปกีนกันแน่ผู้หญิงคนนั้นช่วยแก้ผ้าที่พันแผลออกช้าๆ แล้วก็ร้องออกมาว่า“แผลนี่มันไม่ใช่เด็กๆ เลยนะ แถมยังสกปรกอีกด้วยถ้าจะให้ปลอดภัยจริงเห็นจะต้องใช้บรั่นดีหยดลงฆ่าเชื้อเสียแล้วละ..มีคนเล่าให้ฉันฟังว่า นี่แหละเป็นวิธีที่ท่านนายพลเนลสันแนะนำกับพวกทหารของท่าน บอกว่าเป็นการป้องกันไม่ให้อักเสบหรือเป็นบาดทะยักได้”นางไม่ได้รอฟังว่าเขาจะแสดงความคิดเห็นอะไรออกมา รีบรุดเดินออกไปจากห้อง เพียงเสี้ยวนาทีนางก็กลับมาโดยมีทั้งขวดแก้วเจียระนัยบรรจุเหล้ากับแก้วไวน์หนึ่งใบ“ผมคิดว่าบรั่นดีมันจะช่วยข้างในของผมมากกว่าข้างนอกนะ” ดยุคพูดยิ้มๆ“อิฉันจะไม่ยอมให้พวกขนของเถื่อนเข้ามากินเหล้าในบ้านหลังนี้เด็ดขาด” ผู้หญิงคนนั้นเสียงเกรี้ยวขึ้นมาทันทีเมื่อพูดจบ นางก็รีบเหลียวไปมองข้างหลัง ราวเกรงว่าจะมีใครมาได้ยินคำพูดของตนเข้า จากนั้น ก็เริ่มลงมือล้างแผลให้เขา ซึ่งเป็นการล้างที่เจ็บแทบจะสุดทน จนดยุคคิดว่าเขาเกือบจะเป็นลมไปเสียแล้ว“ตอนนี้ อยู่นิ่งๆ นะ” นางออกคำสั่งเสียงกร้าวก่อนจะราดบรั่นดีลงบนแผลความเจ็บแสบที่ได้รับทรมานอย่างแสนสาหัส แต่ก็เพียงครู่เดียวเท่านั้น ดยุคต้องกัดฟันแน่นแต่ไม่ได้พูดหรือร้องออกมาเลย จากนั้น นางก็วางแผ่นผ้าสะอาดลงบนแผลก่อนจะเอาผ้าพันทับและผูกไว้ให้แน่นกระชับ“ตอนนี้ ยังเจ็บอยู่อีกหรือเปล่า? ” นางเงยหน้าขึ้นถามเป็นครั้งแรก“ดีกว่าที่คิดไว้มาก ขอขอบใจอย่างยิ่ง” ดยุคตอบ“แผลนี่ไม่ลึกเท่าไรหรอก” นางกล่าว “แต่มันจะปวดอยู่สักวันหรือสองวัน ซึ่งก็เป็นธรรมดาอยู่แล้ว ตอนนี้ท่านก็ไปได้แล้ว..อันที่จริงท่านไม่ควรเหยียบย่างเข้ามาที่นี่ตั้งแต่แรกเสียด้วยซ้ำ”“ผมเพียง แต่ทำตามคำสั่งเท่านั้น” ดยุคพูดไปตามความจริง “ซึ่งมันก็คงไม่มีประโยชน์อะไรหรอกที่จะเล่าให้คุณฟัง ว่าผมแทบจะตายอยู่แล้ว ต้องทำงานหนักมากทั้งที่ไม่มีอาหารตกถึงท้องเลย”“หิวไหมล่ะ? ” ผู้หญิงคนนั้นถาม “อิฉันไม่เคยไล่ใครให้ออกไปพ้นบ้านทั้งที่ท้องหิวหรอกนะ มันไม่ใช่นิสัย งั้นก็นั่งลงก่อนเถอะ เดี๋ยวอิฉันจะหาอะไรมาให้กิน แม้ว่ามันจะขัดกับกฎก็ตาม”ดยุคมีความรู้สึกอยู่ว่านางพยายามพูดจาทำเสียงดุดันเข้าไว้ ทั้งที่ไม่ได้รู้สึกอย่างนั้นจริงๆ เพราะแววในดวงตาของนางยามที่มองเขามันบ่งบอกถึงความเมตตาอยู่ไม่น้อย ทั้งในตอนแรกนางก็ยังไม่รั้งรอที่จะต่อท้ายคำพูดด้วยคำว่า “เจ้าค่ะ” อีกด้วย นั่นแสดงให้รู้ว่า บุคลิกภาพของเขาเป็นสิ่งที่นางเคยคุ้นตามาก่อนแม้จะจากคนอื่นก็ตามนางรีบรุดเดินออกจากห้องอีกครั้ง ไม่ลืมที่จะปิดประตูตามหลัง ทั้งเขายังสังเกตเห็นด้วยว่านางไม่ได้ล็อกกุญแจประตูห้อง..ดยุคเดินไปหยุดอยู่ตรงหน้าต่าง แล้วก็ได้พบตัวเองที่กำลังมองออกไปยังสวนกุหลาบที่สวยงามมาก ซึ่งตรงกลางมีอะไรบางอย่างที่คล้ายอนุสาวรีย์ทรงกลม รอบนอกของสวนสวยนี้ คือหมู่ต้นยิว ต่อจากนั้นจะเป็นพันธุ์ไม้พุ่ม แล้วจึงจะเข้าสู่ส่วนที่เป็นบริเวณป่าละเมาะ ราวเสื้อคลุมสีเขียวสดที่ล้อมรอบตัวบ้านไว้มันมีคำถามเกิดขึ้นในใจอีกครั้ง..ว่าหญิงสาวผู้นั้นเหมาะกับการที่จะเข้ามาอยู่ในบ้านหลังนี้ตรงไหน..? น่าจะเป็นเพราะการหายตัวไปของเธอที่ทำให้ดยุคบังเกิดความสงสัยใคร่รู้ขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก เขาพยายามจะนึกถึงรูปร่างหน้าตาของเธอ แต่จำได้เพียงว่า มีผ้าผืนสีดำโพกศีรษะไว้ ใบหน้าเล็กๆ เปรอะเปื้อนด้วยคราบสกปรก แถมเธอยังนุ่งกระโปรงยาวซึ่งแบบล้าสมัยไปนานแล้ว ทับกางเกงขายาวของผู้ชายที่สวมใส่อยู่ข้างในอีกด้วยตอนที่ย่างเท้าเข้ามาในห้องนี้ เขาคิดเอาเองว่า ห้องนี้น่าจะเป็นห้องของเธอ แต่เมื่อมาถึงตอนนี้มันไม่น่าจะเป็นเช่นนั้นเสียแล้ว ไม่เพียงแต่จะมีหีบโบราณฝังลวดลายลงในเนื้อไม้ บ่งบอกความเป็นสมบัติมีค่าที่ตั้งอยู่ข้างเก้าอี้นวมเท่านั้น แต่บนผนังยังประดับด้วยผ้าปักทาเพสตรีทั้งม้ากลมก็เป็นผ้าปักที่เป็นงานฝีมือประณีตอย่างเห็นได้ชัดนอกจากนั้น ยังมีแจกันดอกไม้เล็กๆ ตั้งอยู่บนโต๊ะกลมกลิ่นหอมของกุหลาบแห่งฤดูร้อนประสมประสานอยู่กับสีม่วงของฟอร์เก็ต-มี-นอท มันเป็นภาพแห่งสีสันเพียบพร้อมด้วยเสน่ห์แห่งความงาม ที่จะมีเพียงผู้หญิงเท่านั้นที่จะเนรมิตให้เกิดขึ้นได้ประตูห้องเปิดออกอีกครั้ง คราวนี้ลดความรุนแรงลงอย่างมาก ผู้หญิงคนเดิมเดินกลับเข้ามาพร้อมกับถาดอาหารในมือ“มีไข่กับแฮมเท่านั้น” นางบอก “อิฉันมีเวลานิดเดียวเท่านั้น ถ้าท่านหวังที่จะได้กินอาหารชุดใหญ่ มีเนื้อมีนกพิราบตัวอ้วนๆ อบละก้อ ท่านผิดหวังแน่”“แค่ไข่กับแฮม ผมก็ขอบใจจะแย่แล้ว” ดยุคตอบด้วยรอยยิ้มเขาทรุดตัวลงนั่งที่โต๊ะ และราวกับจะเป็นคำสั่งจากสัญชาตญาณโดยไม่จำเป็นต้องซักถามให้คลายความสงสัยผู้หญิงคนนั้นยืนรอรับใช้เขาอยู่ อาหารในจานตรงหน้าวันนี้ แม้จะมีเพียงไข่กับแฮมอย่างที่ว่า แต่กลับเป็นอาหารรสเลิศอย่างที่ดยุคไม่เคยได้ลิ้มรสมาก่อน เขากินอย่างตะกละตะกลามที่เดียว“ท่านจะดื่มอะไร? ” ดวงตาของนางเป็นประกายขณะถาม “ที่ถามนี่ไม่ได้หมายความว่าอิฉันจะเห็นด้วยกับความอยากดื่มบรั่นดีของท่านหรอกนะ แต่ถ้าท่านต้องการก็จะรินมาให้”“มีชาไหมล่ะ? ” ดยุคถาม “ผมเชื่อว่าในบ้านหลังนี้จะต้องมีชาเก็บไว้ไม่น้อยเลยทีเดียว” เขารู้สึกสบายใจขึ้นมากที่ได้เห็นสีหน้าของนางแดงก่ำขึ้น“ถ้าท่านจะดื่มชาจริงๆ อิฉันจะไปเอามาให้ แต่ขอทีเถอะ อย่าได้ใช้วาจาแสดงอำนาจใส่อิฉัน”คำพูดของนางทำให้ดยุคมีความรู้สึกเหมือนตัวเองกลับเป็นเด็กอนุบาลอีกครั้ง“ได้สิครับ นาน่า..ผมอยากได้ชาจริงๆ ครับ...ได้โปรด”“ใครบอกให้ท่านเรียกฉันว่านาน่า...? ” นางถามเสียงเกรี้ยว “ในหมู่บ้านแห่งนี้ เพื่อนบ้านทุกคนเรียกฉันว่ามิสซิสวีลดัน..และท่านเองก็จะต้องเรียกฉันว่ามิสซิสวีลดันด้วยมันเรื่องอะไรที่ท่านจะมาเรียกฉันว่านาน่า..นี่โลกมันเป็นอะไรไปหมดแล้ว? ”พูดจบนางก็กระฟัดกระเฟียดเดินออกจากห้อง ดยุคแหงนหน้าระเบิดหัวเราะออกมาดังลั่น เขาเดาถูกจริงๆ นางเป็นคนดูแลเด็กที่เป็นลูกผู้ลากมากดี การที่นางรีบร้อนหาอาหารให้เขากินก็เพราะนางไม่ต้องการเห็นผู้ที่อยู่ในความดูแลของตนต้องหิวโหย แม้นางจะไม่พอใจกับพฤติกรรมของเขาสักแค่ไหนก็ตาม...