ไป๋ชิงอวิ๋นสวมอาภรณ์ขาวบริสุทธิ์เขาค่อยๆเดินสืบเท้าก้าวเข้ามาท่าทางเคร่งขรึม ทุกฝีก้าวเต็มไปด้วยพลังอำนาจ ทำให้อากาศสั่นกระเพื่อมทุกครั้งที่ฝ่าเท้าของเขาัักับพื้น
หน้าตาของไป๋ชิงอวิ๋นเคร่งขรึมและตรึงเครียด จิตสังหารแผ่กระจายออกมาจากร่างกายของเขา มันทำให้บรรยากาศรอบด้านหนาวเย็นและอึดอัดจนหายใจแทบไม่ออก
ตอนบุกเข้าไปในตระกูลกู่ไป๋ชิงอวิ๋นเพียงแค่้าถามที่อยู่ของกู่หวงเพียงเท่านั้น การปะทะกันของเขากับคนของตระกูลกู่ เป็เพียงการปะทะที่ไม่ได้มีเจตนาจะฆ่าอีกฝ่าย
ถึงแม้จะมีความโกรธแค้นต่อกันอยู่บ้างแต่ก็ไม่ถึงกับต้องฆ่ากันให้ตาย บรรยากาศที่บุกเข้าไปในตระกูลกู่ กับบรรยากาศที่เป็อยู่ตอนนี้มันช่างแตกต่างกันราวฟ้ากับเหว
ไป๋ชิงอวิ๋นแววตาเฉียบคมราวกระบี่ เขาจ้องมองไปยังร่างของเยว่มู่หลิงอย่างไม่วางตา หากมีการเคลื่อนไหวที่ผิดปกติเกิดขึ้นต่อให้วันนี้ต้องเผชิญหน้ากับการแว้งกัดของฟ้าดิน เขาก็ยินดีที่จะสังหารเยว่มู่หลิงโดยไม่สนใจอะไรทั้งสิ้น
เยว่มู่หลิงเหลียวมองไปทางต้นเสียง นางเห็นชายหนุ่มอาภรณ์ขาวผู้มีใบหน้าหล่อเหลาราวกับเทพบุตรกำลังสืบเท้าใกล้เข้ามา เขารวบผมขึ้นสูงมัดรวมกันไว้ด้านหลังเป็ทรงหางม้า ดวงตาของชายหนุ่มเหมือนกับเหยี่ยวเมอร์ลินที่กำลังจ้องเหยื่อ
เทพธิดาแห่งสำนักจินหยางหลี่หยุนเอ๋อร์จ้องมองชายหนุ่มอาภรณ์ขาวอย่างไม่วางตา ดูเหมือนว่านางจะรู้จักกับเขาคนนี้ แต่เื่นี้ก็ผ่านมานานแล้วเขาถูกขับไล่ออกจากสำนักจินหยางไปแล้ว ไม่คิดเลยว่าการที่ได้กลับมาพบกันในครั้งนี้พลังของเขาจะแข็งแกร่งขึ้นจนน่ากลัวมากขนาดนี้
กู่หวง หยางเฉิน และ มู่ปิงเฟิง ทั้งสามคนจ้องมองไปยังร่างของไป๋ชิงอวิ๋นด้วยแววตาตื่นเต้น ทั้งสามคนถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก ในที่สุดก็สามารถยกหินก้อนใหญ่ที่ทับถมหัวใจออกได้สักที
การหายตัวไปของไป๋ชิงอวิ๋นทำให้พวกเขาเป็ห่วงอย่างถึงที่สุด เป็เื่ที่ทำให้พวกเขาทนร้อนใจไม่ไหว จนต้องหอบสังขารมาที่สำนักจินหยางอย่างที่เห็นในตอนนี้
ไป๋ชิงอวิ๋นก้าวเดินเข้ามาหยุดอยู่ใกล้ๆพวกกู่หวง เขามองร่างของมู่ปิงเฟิงที่ถูกหิ้วปีก เมื่อเห็นสภาพของสหายเขาก็ส่ายศีรษะด้วยความจำใจ จากนั้นก็กล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงห่วงใยว่า
"พวกเ้าทำอะไรเกินตัวกันอีกแล้ว ปิงเฟิง หยางเฉิน ร่างกายของพวกเ้าไม่ค่อยสู้ดีนักและยังโดนลมโดนแดดมากไม่ได้ เหตุใดจึงไม่รอข้าอยู่ที่โรงเตี๊ยมแสงจันทร์ต่อไป"
"ส่วนเ้ากู่หวง เหตุใดเ้าถึงไม่ห้ามพวกเขา ทั้งที่เ้าก็รู้ดีอยู่แก่ใจว่าร่างกายของพวกเขาทั้งสองคนอ่อนแอมากขนาดไหน"
"เื่นี้จะโทษข้าไม่ได้นะ เ้าก็รู้ว่าหากพวกเขาสองคนถ้าคิดจะดื้อรั้นขึ้นมา ก็ไม่มีใครสามารถห้ามปรามพวกเขาได้ อันที่จริงก่อนออกเดินทางครั้งนี้ข้าเองก็ได้ห้ามปรามพวกเขาไปแล้ว แต่พวกเขาก็ไม่ยอมฟัง" กู่หวงมีสีหน้าละเหี่ยใจ "แต่เื่ทั้งหมดก็ต้องโทษเ้านั่นแหละ เ้าหายไปไหนมาตั้งหลายวัน เหตุใดถึงไม่ติดต่อกลับมาหาพวกข้าเลย เ้ารู้หรือไม่ว่าพวกข้าเป็ห่วงเ้าขนาดไหน"
น้ำเสียงของกู่หวงเต็มไปด้วยความเคร่งขรึมและห่วงใย เขาจ้องมองใบหน้าไป๋ชิงอวิ๋นด้วยสายตาคาดคั้น เื่ในวันนี้อันตรายเป็อย่างมากมันทำให้พวกเขาเกือบต้องปะทะกับคนของสำนักจินหยางเลยทีเดียว
หมับ!
ไป๋ชิงอวิ๋นตบไปที่ไหล่ของกู่หวงอย่างสนิทสนม เขาสืบเท้าเดินออกไปเบื้องหน้าเข้าขวางทางระหว่างพวกของกู่หวง และพวกลูกศิษย์จากสำนักจินหยาง
"เื่ในวันนี้พวกเ้าสำนักจินหยางคิดจะฆ่าคนอย่างนั้นหรือ" ไป๋ชิงอวิ๋นกล่าวถามขึ้นด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น
เทพธิดาหลี่หยุนเอ๋อร์ยังคงนิ่งเงียบ แต่มือขวาของนางตอนนี้คว้าจับอยู่ที่ด้ามของกระบี่ นางพร้อมที่จะชักมันออกมาจากฝักทุกเมื่อ กับชายหนุ่มอาภรณ์ขาวคนนี้ ในอดีตนางก็เคยมีความแค้นส่วนตัวกับเขามาก่อน
"นึกว่าใครที่ไหน ที่แท้ก็เ้าคนไร้ประโยชน์ไป๋นี่เอง เศษสวะอย่างเ้ากล้าดียังไงถึงได้มาขึ้นเสียงกับข้า" เยว่มู่หลิงชักกระบี่ออกมาจากฝัก ดวงตาของนางเต็มไปด้วยจิตสังหาร กับตัวไร้ประโยชน์เช่นนี้เมื่อครู่กลับทำให้นางเกิดความรู้สึกตื่นตระหนกขึ้นมาเสียได้ ช่างน่าอับอายและขายหน้ายิ่งนัก
ไป๋ชิงอวิ๋นปลายตามองเยว่มู่หลิงด้วยหางตา "เก็บกระบี่ของเ้าไปซะ ข้าไม่ได้้าชีวิตไร้ค่าของเ้า" น้ำเสียงของไป๋ชิงอวิ๋นเต็มไปด้วยพลังอำนาจอย่างที่ไม่สามารถขัดขืนได้
เยว่มู่หลิงพยายามต่อต้านอย่างสุดกำลัง แต่ร่างกายของนางกลับไม่ยอมทำตามคำสั่งของนางเลยแม้แต่น้อย เยว่มู่หลิงใบหน้างดงามขาวซีดจนไร้สีเื นางพยายามโคจรพลังลมปราณทั่วร่างให้ขัดขืนต่ออำนาจสั่งการของไป๋ชิงอวิ๋น แต่สุดท้ายทุกอย่างก็ไร้ผลนางเก็บกระบี่ที่สวยงามเข้าฝักด้วยความไม่ยินยออม
เยว่มู่หลิงเป็จอมยุทธ์หญิงอัจฉริยะที่มีพลังยุทธ์ไม่ต่ำต้อยเลยแม้แต่น้อย อายุยังไม่ทันสิบแปดปีบริบูรณ์พลังยุทธก็เลื่อนขึ้นมาสู่ระดับปรมาจารย์ขั้นที่เก้าแล้ว นางคืออัจฉริยะของสำนักจินหยาง และเป็กลุ่มหัวกะทิของสำนักจินหยาง ในตอนนี้อัจฉริยะหญิงอย่างนางต้องเผชิญหน้ากับคำพูดไม่กี่คำของบุรุษที่ในอดีตเคยไร้ค่าสั่งการ ที่สำคัญก็คือนางไม่สามารถต่อต้านคำสั่งของเขาได้เลย
บรรยากาศตอนนี้เต็มไปด้วยความตึงเครียด ลูกศิษย์หญิงและลูกศิษย์ชายของสำนักจินหยางตอนนี้ได้ชักกระบี่ออกมาทั้งหมดแล้ว ด้วยกลิ่นอายที่แผ่กระจายออกมาจากร่างของไป๋ชิงอวิ๋น มันทำให้พวกเขาััได้ถึงอันตราย เหล่าลูกศิษย์ของสำนักจินหยางที่รวมตัวกันอยู่ตรงนี้ไม่มีใครมีพลังยุทธ์ต่ำต้อยเลย
แต่พวกเขาก็ถูกคลื่นพลังที่แผ่กระจายออกมาจากร่างของไป๋ชิงอวิ๋นกดดัน พวกเขารู้สึกว่าร่างกายของตัวเองหนักอึ้งเมื่อต้องเผชิญหน้ากับบุรุษอาภรณ์ขาวผู้นี้
ไป๋ชิงอวิ๋นกวาดตามองพวกเขาทุกคน จากนั้นก็กล่าวด้วยน้ำเสียงเยือกเย็นและเต็มไปด้วยพลังอำนาจว่า "พวกเ้าทุกคนก็เก็บกระบี่ด้วย"
ร่างกายของลูกศิษย์ชายและลูกศิษย์หญิงแห่งสำนักจินหยาง คล้ายกับถูกพลังอำนาจบางอย่างเข้าบงการ ทำให้พวกเขาเก็บกระบี่เข้าฝักโดยที่ไม่สามารถต่อต้านอะไรได้
เทพธิดาหลี่หยุนเอ๋อร์มีสายตาที่เ็าและท่าทางที่เคร่งขรึม นางจ้องมองไป๋ชิงอวิ๋นอย่างไม่วางตา จากนั้นริมฝีปากของนางก็ค่อยๆเผยอออกทำให้เห็นฟันที่ขาวสะอาด นางกล่าวขึ้นว่า "เพียงแค่ไม่กี่ปีเ้าแข็งแกร่งขึ้นมากเลยนะ" น้ำเสียงของนางแ่เบาแต่ก็แฝงไว้ด้วยความเยือกเย็น
ไป๋ชิงอวิ๋นสบตากับเทพธิดาหลี่หยุนเอ๋อร์อย่างไม่สะทกสะท้าน จริงอยู่ว่านางเป็สตรีที่งดงามประหนึ่งเทพธิดาบนสรวง์ แต่ในโลกที่เขาจากมาก็มีเน็ตไอดอลที่มีความน่ารักสดใสและความสวยงามอยู่ในระดับที่ใกล้เคียงกันกับนางอยู่หลายคน มันทำให้เขามีภูมิต้านทานต่อสาวงามได้มากกว่าคนอื่น
"ท่านเองก็ยังคงเ็าไม่เปลี่ยน ยังไม่หายโกรธข้าเื่นั้นอีกเหรอ เื่ราวในตอนนั้นเป็แค่อุบัติเหตุข้าได้อธิบายกับท่านไปแล้ว เหตุใดถึงยังไม่เข้าใจ"
ผู้คนรอบข้างจ้องมองไปยังร่างของไป๋ชิงอวิ๋นด้วยความตกตะลึง ในอดีตพวกเขาเคยมีความแค้นส่วนตัวกันด้วยหรือ หรือว่ามันจะเกี่ยวข้องกับเื่ก่อนหน้านี้ที่คนในสำนักจินหยางเล่าลือกันว่า เทพธิดาหลี่หยุนเอ๋อร์มีใจให้กับไป๋ชิงอวิ๋นจะเป็เื่จริง
"คนไร้ยางอาย"
ชิ้ง~~
เทพธิดาหลี่หยุนเอ๋อร์้าที่จะดึงกระบี่ออกจากฝัก ทำให้เกิดเสียงแหลมคมบาดหูดังกระจายออกไปรอบข้าง กระบี่ถูกชักขึ้นมาได้ครึ่งหนึ่งก็ถูกหยุดไว้ด้วยพลังอำนาจของเคล็ดวิชาวาจาสิทธิ์
"ห้ามชักกระบี่"
ใบหน้าของไป๋ชิงอวิ๋นเต็มไปด้วยความเคร่งขรึม วิชาจิติญญาที่เขาฝึกตอนนี้มีเพียงแค่เคล็ดวิชาวาจาสิทธิ์ ด้วยพลังอำนาจของระดับบงการ ทำได้เพียงบงการเท่านั้นไม่สามารถคร่าชีวิตได้ อีกอย่างถึงแม้จะมีพลังจิติญญาอยู่ในระดับที่สามสิบเอ็ด แต่เนื่องจากไม่ได้ฝึกฝนเคล็ดวิชาเข่นฆ่าทางด้านจิติญญา ทำให้เขาไม่มีพลังอำนาจในการโจมตี ทำได้เพียงใช้ปากห้ามปรามและผลักไสเท่านั้น หาก้าฆ่าคนด้วยเคล็ดวิชาวาจาสิทธิ์ เช่นนั้นก็คงต้องรอให้ถึงขั้นควบคุมสมบูรณ์ พอฝึกฝนได้ถึงขั้นนี้ก็ไม่ต้องหวาดกลัวต่อการแว้งกัดของกฎฟ้าดินอีกแล้ว
หลี่หยุนเอ๋อร์ที่ถูกเรียกขานว่าเทพธิดา แน่นอนว่านางไม่ได้มีแค่รูปร่างหน้าตาที่งดงามเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีพร์ในการฝึกยุทธ์ที่ล้ำเลิศอายุเพียงแค่สิบแปดปีก็สามารถก้าวเข้าสู่ระดับยอดยุทธ์ขั้นที่ห้าได้แล้ว เพราะแบบนี้สำนักจินหยางจึงคาดหวังกับนางเอาไว้มาก และหวังว่านางจะสามารถไปได้ถึงระดับเซียนจักรพรรดิในตำนานได้
เทพธิดาหลี่หยุนเอ๋อร์พยายามขัดขืนต่ออำนาจบงการของเคล็ดวิชาวาจาสิทธิ์อย่างเต็มกำลัง แต่ร่างกายของนางกลับไม่ยอมทำตามที่สั่งเลย ทั้งที่นางมีพลังยุทธ์สูงมากแต่ก็ยังไม่สามารถขัดขืนต่อเคล็ดวิชาวาจาสิทธิ์ได้ เหมือนกับว่าเคล็ดวิชานี้ไม่ได้บงการร่างกายแต่บงการิญญาของนาง ด้วยร่างกายที่แข็งแกร่งของจอมยุทธ์ระดับยอดยุทธ์แน่นอนว่าไม่สามารถถูกบังคับควบคุมได้โดยง่าย
แต่ถ้าหากการโจมตีเพ่งเล็งไปที่จิติญญา เช่นนั้นก็สามารถเข้าใจได้ว่าเหตุใดเคล็ดวิชาวาจาสิทธิ์ถึงได้มีอำนาจบงการได้มากขนาดนี้
กู่หวงััไหล่ของไป๋ชิงอวิ๋นจากนั้นก็กล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงแ่เบาว่า "ดูเหมือนพวกข้าจะสร้างปัญหาให้กับเ้าแล้ว"
ไป๋ชิงอวิ๋นหันมองด้านหลังจากนั้นก็กล่าวขึ้นว่า "เื่นี้แท้จริงแล้วเกิดอะไรขึ้นกันแน่ เหตุใดพวกเขาถึงต้องชักกระบี่หมายจะฆ่าแกงกันเช่นนี้"
กู่หวงก้มหน้าลงจากนั้นก็เล่าเื่ราวที่เกิดขึ้นทั้งหมดให้กับไป๋ชิงอวิ๋นฟัง ไป๋ชิงอวิ๋นรับฟังอย่างตั้งใจและรับฟังเื่ที่กู่หวงเล่าอย่างใจจดใจจ่อ เวลาผ่านไปได้สักพักใหญ่ไป๋ชิงอวิ๋นก็ตาเหลือก จ้องมองไปยังร่างของสหายทั้งสามของเขา
"พวกเ้าบ้าบิ่นเกินไปแล้ว นี่พวกเ้าคิดจะบุกเข้าไปในสำนักจินหยางเลยอย่างนั้นหรือ แบบนี้มีสิบชีวิตก็ไม่พอหรอกนะ"
กู่หวง มูปิงเฟิง และ หยางเฉิน มีสีหน้ายิ้มไม่สนิทใจนัก มันช่วยไม่ได้ก็พวกเขาร้อนใจนี่นา อีกอย่างเื่ทั้งหมดก็ไม่ใช่ความผิดของพวกเขาเสียหน่อย
ไป๋ชิงอวิ๋นผ่อนคลายลมหายใจ จากนั้นก็สลายพลังอำนาจบนร่างของเขาออกไปจนหมด พลังที่บงการร่างกายของเทพธิดาหลี่หยุนเอ๋อร์และลูกศิษย์ของสำนักจินหยางถูกสลายออกไปจนหมด ไป๋ชิงอวิ๋นถอยหลังไปสองก้าวจากนั้นก็ประคองมือขึ้นคารวะ และกล่าวขอโทษด้วยน้ำเสียงขอขมา
"เื่ในวันนี้เป็เพียงแค่ความเข้าใจผิด ข้าต้องขออภัยที่สหายของข้าล่วงเกินทุกท่าน ขอให้ทุกท่านเห็นถึงความสัมพันธ์ครั้งเก่าก่อนที่ข้าเคยเข้าศึกษาที่สำนักจินหยางเช่นเดียวกัน อย่าได้ทำให้เื่มันบานปลายไปมากกว่านี้เลย"