บทที่ 14
แผนการ
แสงสีสนธยาทาบทับเมืองเป่ยอัน ภายในเงียบสงัดราวเมืองร้างที่ไร้ซึ่งผู้คน ผู้คนภายนอกไม่มีผู้ใดสังเกตเห็นเลยว่าในยามนี้ ประชากรทั้งหมดภายในเมืองเป่ยอันจำนวนหลายหมื่นคน ไม่ว่าจะเป็ชาวบ้านธรรมดามีฐานะร่ำรวยยากจนเพียงใด ในตอนนี้ทุกคนล้มนอนลงไปกับพื้น ร่างกายเย็นเฉียบไร้ซึ่งลมหายใจ
ตรงกลางเมืองมีคฤหาสน์เ้าเมืองตั้งอยู่ คนภายในคฤหาสน์แห่งนี้เองก็ตายหมดแล้ว ั้แ่เ้าหน้าที่น้อยใหญ่ เ้าเมืองที่เป็ขุนนาง ทหารที่คุ้มกันภายในจวนแห่งนี้ล้วนตายหมด เหลือเพียงแค่ทหารม้านับร้อยที่เพิ่งเข้ามาในเมืองเป่ยอันเมื่อไม่กี่วันก่อนเท่านั้นที่รอดชีวิต
เพียงแต่ว่าทหารม้าเหล่านี้มองเห็นคนทั้งจวนตายหมด เหลือเพียงพวกตนเองพวกเขากับไม่ได้แตกตื่น ใบหน้ายังคงเรียบเฉยไร้ความรู้สึก
กลางสวนดอกไม้ในจวนเ้าเมือง ร่างของบุรุษหนุ่มชุดแดงท่วงท่าสูงส่งยืนอยู่กลางสวน ในมือของชายหนุ่มมีไข่มุกเม็ดหนึ่ง
ไข่มุกเม็ดนี้เปล่งแสงสว่างไสวท่ามกลางแสงสนธยา มันสว่างราวกับเป็ดวงจันทราเล็กๆบนฝ่ามือ
ชายหนุ่มมองไข่มุกบนฝ่ามือของตน มุมปากเผยรอยยิ้มออกมาอย่างมิสามารถควบคุมได้
ผ่านไปครู่นึงแสงสว่างไสวที่สว่างอยู่บนลูกแก้วเองก็ค่อยๆสลายหายไป เพียงแต่ว่าถึงแม้ว่าแสงที่เปล่งประกายนั้นจะสลายหายไป แต่ภายในลูกแก้วกับเหมือนกับมีดวงดารามากมายหมุนวนอยู่ภายใน เพิ่มความงดงามให้กับมันขึ้นอีกหลายเท่า
บุรุษหนุ่มชุดแดงที่มีฐานะเป็ถึงองค์ชายใหญ่ของอาณาจักรชิงผู้นี้ แสดงใบหน้าพึงพอใจเดินกลับไปยังโต๊ะหินที่ตั้งอยู่กลางสวนดอกไม้
ไข่มุกที่งดงามภายในมือค่อยๆถูกวางลงบนกล่อง ที่ถูกเตรียมเอาไว้ั้แ่ในตอนแรก เมื่อวางไข่มุกลงไปเรียบร้อยแล้วชายหนุ่มก็ปิดกล่องอย่างระมัดระวัง เมื่อทำทุกอย่างนี้เสร็จเรียบร้อย องค์ชายใหญ่ผู้นี้ก็ฉีกยิ้มกว้างขึ้นอีก
องค์ชายใหญ่ยกน้ำชาชั้นดีขึ้นมาดื่ม เฝ้ารออย่างใจเย็นในยามนี้ธุระในเมืองแห่งนี้ก็แทบจะเสร็จหมดแล้ว
องค์รักษ์ร่างกำยำผู้นึงก้าวเท้าเข้ามา ประสานมือของตนก้มศีรษะแล้วรายงานออกมา “องค์ชายในตอนนี้คนที่ยังมีชีวิตในเมือง มีทั้งหมดสามร้อยคนเป็พวกคนต่างถิ่นที่เข้ามาในเมือง พวกเราสังหารทั้งหมดแล้วก็สวมรอยให้พวกเขาเป็กลุ่มโจรแล้วพะย่ะค่ะ”
องค์ชายใหญ่พยักหน้าอย่างพึงพอใจ “รอหัวหน้าองค์รักษ์หวังกลับมา พวกเราก็เดินทางออกจากเมืองได้แล้ว”
“พะย่ะค่ะ” ทหารร่างใหญ่ก้าวถอยออกไป
เวลาผ่านไปครึ่งชั่วยาม
องค์ชายใหญ่ที่นั่งอยู่ขมวดคิ้ว ใบหน้าเต็มไปด้วยความไม่พอใจ “เหตุใดยังไม่เสร็จอีก”
และเวลาก็ผ่านไปอีกครึ่งชั่วยาม ในตอนนี้ท้องนภา้ามืดมิดแล้ว ใบหน้าขององค์ชายใหญ่ในยามนี้ไม่สามารถรักษาความสงบนิ่งได้แล้ว
“ผู้ใดอยู่ด้านนอกเข้ามา” องค์ชายใหญ่เปล่งเสียงดังกังวาล
เพียงแต่ว่าผ่านไปหลายลมหายใจก็ยังไม่มีผู้ใดเข้ามา องค์ชายใหญ่หนังตากระตุก ััได้ถึงความผิดปกติที่เกิดขึ้นแล้ว
องค์ชายใหญ่ลุกขึ้นยืน ทันใดนั้นเสียงฝีเท้าก็ดังขึ้น เป็เสียงเท้าเหยียบลงบนพื้นหญ้าของสวนดอกไม้แห่งนี้
องค์ชายใหญ่กวาดสายตาไปมองเ้าของเสียง แสงกันทาง้าแสงสว่างไสวส่องกระทบปกคลุมไปทั่วทั้งสวนดอกไม้
ร่างของชายวัยกลางคนผู้นึงก้าวเดินเข้ามาในสวนดอกไม้แห่งนี้ ในมือของเขามีดาบเล่มนึงในแผ่ซ่านแสงเย็นะเืออกมา บนตัวดาบแผ่จิตสังหารออกมา แต่กับไม่มีโลหิตติดอยู่บนคมดาบเลยแม้แต่น้อย
องค์ชายใหญ่มองชายวัยกลางคนผู้นั้นแล้วใบหน้าก็ย่ำแย่ลงถึงที่สุด แน่นอนว่ามันย่อมจำได้ชายวัยกลางคนที่อยู่ด้านหน้า คือคนที่ตัวของมันสั่งให้หัวหน้าองครักษ์หวังไปสังหาร
แต่สิ่งที่ทำให้ใบหน้าขององค์ชายใหญ่มืดมนขึ้นไปอีก ก็คงจะเป็ดาบเล่มนั้นที่อยู่ในมือของอีกฝ่าย
มันจดจำได้ในทันทีว่านั่นเป็ดาบของหัวหน้าองครักษ์หวัง ที่ใช้ความดีความชอบคุณสมบัติของตนเองแลกออกมาจากคลังหลวงเป็อาวุธวิเศษของผู้บำเพ็ญ การที่อาวุธชิ้นนี้มาอยู่ในมือของคนผู้นี้ องค์ชายใหญ่ก็รู้ได้แล้วว่าหัวหน้าหวังคงจะมีชะตากรรมที่ไม่ดีนัก
จางหยุนที่เดินเข้ามาในสวนดอกไม้แห่งนี้ หยุดเท้าลงห่างจากองค์ชายผู้นั้นพอสมควร ทั้งสองฝ่ายจ้องตากัน ภายในสวนดอกไม้แห่งนี้ตกเข้าสู่ความเงียบ
“ผู้บำเพ็ญอิสระอย่างเ้า กล้าขัดขวางแผนการของราชวงศ์ชิงงั้นหรือ?”
“รู้หรือไม่ว่าเื่นี้เป็แผนการของท่านราชครู” องค์ชายใหญ่เอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง
จางหยุนที่อยู่เบื้องหน้า ได้ยินคำพูดเช่นนั้นมุมปากก็ถึงกับกระตุก
“อันใดของเ้า ส่งคนไปสังหารข้า แล้วบอกข้าขัดขวางคำพูดบัดซบนี้มันอันใดกัน”
“เ้าเด็กปากไม่สิ้นกลิ่นนมแม่ของเ้า ในยามนี้พูดเช่นนี้เพราะว่ากลัวแล้วสินะ”
“้าให้ข้าถอยสินะเสียใจด้วย ข้าไม่ถอยไปเพราะคำพูดเล็กน้อยของเ้าหรอก”
องค์ชายใหญ่ได้รับคำตอบเช่นนั้น ใบหน้าของมันเขียวคล้ำ มันถึงกับขบเคี้ยวเขี้ยวฟัน จ้องเขม็งไปที่จางหยุนด้วยสายตาที่อาฆาต
ในฐานะองค์ชายใหญ่ของอาณาจักรชิง มันไม่เคยได้รับคำพูดจากผู้ใดมีความรู้แล้วแสลงหูแบบนี้มาก่อน แต่ว่าคำพูดอีกฝ่ายที่พูดออกมานั้นเป็ความจริง ในยามนี้ตัวของมันกำลังหวาดกลัว
หัวหน้าองครักษ์หวังเป็ถึงผู้ฝึกตนขอบเขตผนึกตันเถียนขั้นหก ในยามนี้น่าจะตกตายไปแล้ว ตัวของมันถึงแม้ว่าจะมีฐานะสูงส่งเป็องค์ชาย แต่ระดับความสามารถนั้นไม่สามารถเทียบกับหัวหน้าองครักษ์หวังได้
เผชิญหน้ากับคนที่สามารถสังหารหัวหน้าองครักษ์หวังได้ ต่อให้มันจะเป็องค์ชายก็ต้องมีรู้สึกหวาดกลัวบังเกิดขึ้นภายในใจ
เพราะแบบนั้นคำพูดที่พูดออกมาก็เป็การ ยกเอาราชวงศ์ของอาณาจักรชิง ออกมาเพื่อแสดงเื้ัของตนเองให้อีกฝ่ายรู้ หวังว่าอีกฝ่ายที่เป็เพียงผู้บำเพ็ญเพียรอิสระคนหนึ่งก็ยอมถอย
แต่ในยามนี้เื่ราวไม่ได้เป็อย่างที่มันคิด และในขณะที่สถานการณ์ตกเข้าสู่ความเงียบต่างฝ่ายต่างจ้องมองกันไปมา
องค์ชายใหญ่กัดฟันแน่นะโ อยู่ๆก็ะโออกมาด้วยน้ำเสียงเดือดดาล “ในเมื่อไม่ยอมถอยเช่นกันตายซะ”
ฝ่ามือขององค์ชายใหญ่ผู้นั้นยกขึ้นมาโบกไปมาด้านหน้า พริบตานั้นปราณิญญาที่อยู่ภายในอากาศตอบสนองการเคลื่อนไหวของฝ่ามือ พวกมันรวบรวมกันกลายเป็เปลวเพลิงขนาดใหญ่ พุ่งทะยานจู่โจมเข้าใส่จางหยุนที่อยู่ห่างออกไป
จางหยุนเตรียมพร้อมอยู่ั้แ่ในตอนแรกแล้ว เงาสีดำสนิทสองสายพุ่งขึ้นมาจากพื้น ปรากฏกลายเป็ร่างมนุษย์เงาสองตนยืนขวางอยู่ด้านหน้า พวกมันใช้ร่างกายของตนเองต้านรับลูกไฟที่พุ่งเข้ามา
ตูม! เสียงะเิดังสนั่น เปลวเพลิงสีแดงแตกกระจายไปทั่วทั้งสวนดอกไม้ เหมือนกับดอกไม้ไฟขนาดเล็กที่ะเิออก ทำให้พืชพันธุ์สีเขียวขจีถูกเผาไหม้จนดำสนิทไปกว่าครึ่ง
การโจมตีผ่านไปเปลวเพลิงที่ลุกไหม้ค่อยๆมอดดับ ร่างเงาสีดำสนิทสองตนที่ยืนอยู่ด้านหน้า ยืนตั้งตระหง่านดั่งกำแพงเหล็ก
ร่างของพวกมันสองตนไม่มีความเสียหายจากการโจมตีเมื่อครู่เลยแม้แต่น้อย นี่ไม่ใช่ว่าลูกไฟที่ถูกปล่อยออกมาไม่รุนแรง แต่เป็เพราะว่าร่างกายของภูติเงาทั้งสองแข็งแกร่งเกินไป
ความรุนแรงของลูกไฟที่เผาสวนแห่งนี้ไปกว่าครึ่ง ก็บ่งบอกให้ล่วงรู้แล้วว่ามันรุนแรงขนาดไหน
แต่ว่าภูตเงาทั้งสองในตอนนี้ ร่างกายของพวกมันน่าจะอยู่ในระดับ ที่เทียบเท่ากับผู้บำเพ็ญขอบเขตผนึกตันเถียนขั้นปลาย เพราะแบบนั้นจึงสามารถต้านรับการโจมตีครั้งนี้ได้อย่างง่ายๆ
องค์ชายใหญ่ผู้นั้นเห็นว่าการโจมตีของตนเอง ไม่สามารถทำความเสียหายอะไรให้กับอีกฝ่ายได้เลย ยามนี้ใบหน้าของมันเผยความตกตะลึงออกมา
จางหยุนไม่รอเวลาใช้โอกาสนี้พุ่งกระโจนเข้าไปอย่างรวดเร็ว ภูตเงาทั้งสองก็เคลื่อนไหวไปด้านหน้าเช่นเดียวกัน เข้าจู่โจมใส่เป้าหมายด้านหน้าทันที