ทะลุมิติมาเป็นเศรษฐินีแห่งวงการความงาม [จบ]

    เล่มที่ 2 บทที่ 44 พูดหมดเปลือก


            “กลับมาแล้วหรือ? ไม่สบายตรงไหนหรือไม่?”

            จ้าวต้านไม่ใส่ใจสายตาที่เย็นชาของนาง เขาเข้าไปหาอย่างเป็นมิตร เมื่อเห็นว่าเสื้อผ้าของนางมีรอยเลือดก็รีบยกแขนนางขึ้น แล้วดึงแขนเสื้อยาวๆ ออก

            ผ้าพันแผลที่ถูกพันไว้อย่างดีหลุดออกมาทั้งหมด เผยให้เห็นเลือดสีแดงที่ยังไหลย้อมผ้าขาว

            เวินซีเม้มริมฝีปากมองเขา เมื่อครู่นี้สถานการณ์เร่งด่วนจนนางไม่ทันได้สนใจบาดแผลของตน

            “เจ้านั่งลงสิ ข้าจะพันแผลให้”

            จ้าวต้านส่งแววตาอ่อนโยนและพานางนั่งลงบนเก้าอี้ จากนั้นก็ไปนำยาทาแผลจากในร้าน เปิดเสื้อผ้าของนางออกแล้วบรรจงทำแผลให้

            เมื่อยาสัมผัสกับผิวหนัง เวินซีพลันรู้สึกเย็นและรู้สึกได้ว่าเขาใช้นิ้วนวดเบาๆ รอบบาดแผล นางเกิดความรู้สึกแปลกๆ ขึ้นในใจ แต่ก็มองข้ามไป

            “ช่วงนี้เจ้าพักผ่อนอยู่ในร้านให้ดีเถิดนะ หากแผลยังไม่หายดีอย่าได้ออกไปข้างนอกเลย”

            “หากแผลฉีกอีกจะติดเชื้อได้ ถึงตอนนั้นจะแย่ไปกันใหญ่” จ้าวต้านสั่งนางเป็นชุด

            “เหตุใดถึงออกมาจากจวนซ่งล่ะ? ไม่กลัวจะมีคนเห็นเข้าหรือ?” เวินซีเปลี่ยนเรื่องถาม

            “พวกเขาสงสัยว่าจ้าวต้านเป็นข้า สองวันก่อนก็ได้รู้แล้วว่าจ้าวต้านสบายดีนี่ ช่วงนี้พวกเขาจึงมิได้มาอีกเลย ข้าเห็นเช่นนี้จึงออกมา”

            ที่สำคัญไปกว่านั้นคือ หากอยู่ในจวนซ่งเขาจะไม่สามารถพบเจอนางได้ หรือแม้แต่อยู่ข้างกายเพื่อคอยปกป้อง

            “ท่านจะจากไปเมื่อใด?” เวินซีเอ่ยถามเสียงนิ่ง

            “ยามนี้ยังไปที่ใดมิได้ พวกนักฆ่าล้วนอยู่นอกเมือง หากข้าปรากฏตัว พวกมันจะตามล่าข้าแน่”

            “เช่นนั้นก็อยู่ที่นี่ไปก่อน”

            ในเวลานั้นจ้าวต้านช่วยพันแผลให้เวินซีเสร็จแล้ว นางจึงจัดแจงเสื้อผ้าของตนให้เรียบร้อยพลันลุกขึ้น

            “ท่านมีอันใดจะพูดกับข้าอีกหรือไม่? หากไม่มีข้าขอตัวล่ะเจ้าค่ะ” นางกล่าวอย่างไม่สนใจนัก

            “เจ้ามิได้มีความสงสัยในตัวตนของข้าหรือ?” จ้าวต้านเอ่ยขึ้นอย่างกระวนกระวายใจ

            เขาได้เตรียมคำพูดไว้ตอบนางแล้ว แต่ท่าทีที่นิ่งเฉยของนางราวกับเมฆที่ลอยลมทำให้เขาไม่สบายใจเป็นอย่างยิ่ง

            “หากท่านอยากจะพูด ข้าก็จะฟัง หากไม่อยากพูดข้าก็ไม่บังคับ พวกเราเป็นเพียงสามีภรรยากันปลอมๆ ข้าไม่อยากกดดันท่าน” เวินซีตอบเสียงเรียบ

            “...”

            จ้าวต้านไม่พอใจนัก เขาหรี่ตาลงพลันช่วยพยุงนางให้นั่งลงอีกครั้ง

            “ชื่อจริงของข้าคือต้านอวี้เสวียน ข้าเป็นแม่ทัพปกป้องราชวงศ์ ฮ่องเต้องค์ก่อนสวรรคต ฮ่องเต้องค์ใหม่ขึ้นครองราชย์ แต่อำนาจทางการทหารตกอยู่ในมือของข้า ทำให้เขาเกิดความเกรงกลัว มีครั้งหนึ่งหลังจากที่ข้าได้สยบความวุ่นวายแล้ว ข้าพลันได้เป็นที่ยอมรับของเหล่าประชาชน มีบารมีเหลือล้นจนทำให้ฮ่องเต้คิดหาหนทางกำจัดข้า”

            “ในเหตุการณ์ลอบสังหารครั้งหนึ่ง ข้าไม่ทันได้ระวังตัวจึงถูกหนอนกู่เนี่ยนหานกู่ ข้าจึงใช้ตัวตนของจ้าวต้าน บุรุษผู้ที่อยู่ใต้บังคับบัญชาเพื่อหลบซ่อนตัวจากการถูกตามล่าและมาถึงที่เมืองนี้ อาศัยอยู่ที่นี่เพื่อรักษาตัว ข้ารอเวลาที่จะกลับไปพระราชวังเพื่อเป็นกำลังช่วยเหลือองค์ชายใหญ่”

            “ทหารลับที่คอยตามล่าข้าเป็นองครักษ์ของฮ่องเต้ เมื่อตัวตนของข้าถูกเปิดเผย ฮ่องเต้จึงจัดการข้าด้วยวิธีเช่นนี้ กีดกันข้าไม่ให้กลับไปที่พระราชวังได้”

            จ้าวต้านเป็นที่รักของประชาชน หากเขากลับพระราชวังได้ ผู้คนก็จะให้ความสนใจในทุกฝีก้าว เมื่อถึงตอนนั้นหากฮ่องเต้คิดจะกำจัดเขาก็จะเป็นการยากขึ้นไปอีก

            เวินซีไม่คิดเลยว่าเขาจะพูดออกมาหมดเปลือกเช่นนี้ นางหรี่ตามองอย่างเคร่งขรึม

            แม่ทัพผู้ปกป้องประเทศ เทพเจ้าสงครามของเหล่าประชาราษฎร์ ตัวตนของเขาไม่ธรรมดาจริงๆ

            “หาก... เจ้าคิดว่าข้าเป็นตัวปัญหา เช่นนั้น...” เมื่อเห็นนางเงียบไป ในใจของจ้าวต้านก็รู้สึกประหม่า

            “ให้เวลาข้าคิดดูก่อน” เวินซีได้ยินดังนั้นก็ลุกขึ้น แล้วเดินจากไป นางอยากใช้เวลาคิดทบทวนเรื่องราวต่างๆ

            นางพยายามทุกวิถีทางเพื่อที่จะไม่เข้าไปในพระราชวัง แต่ท้ายที่สุดก็ยังต้องเข้าไปเกี่ยวพันจนได้

            “ได้”

            จ้าวต้านมีสีหน้าหงอยลง เขากำถ้วยชาในมือไว้แน่น

            สองวันถัดมา เวินซีมิได้ออกไปที่ใดเลย นางจงใจหลบหน้าเขา ส่วนเขาก็รู้สึกผิดจึงมิได้มาหา จนกระทั่งวันที่สามที่ฮูหยินซ่งมาหานาง

            “เวินซี ร่างกายของเจ้าเป็นเช่นไรบ้าง?”

            ทันทีที่เข้าประตูมา นางก็จับมือของเวินซีอย่างอ่อนโยน และพาไปนั่งที่หัวเตียง

            “ฮูหยินซ่ง ขอบพระคุณที่เป็นห่วงเจ้าค่ะ แผลของข้าหายดีแล้ว” เมื่อเวินซีได้เห็นนาง สีหน้าที่อึมครึมมาตลอดสามวันก็พลันคลายลง

            “เช่นนั้นก็ดีแล้ว มีคนเป็นห่วงเจ้ามากน่ะ สามวันนี้เขามาที่จวนข้า ให้ข้ามาหาเจ้าแทนทุกวี่ทุกวันเชียว”

            ฮูหยินซ่งหัวเราะ ในคำพูดของนางชี้ชัดว่าเป็นจ้าวต้าน

            เวินซีเม้มริมฝีปาก “ฮูหยินซ่งรู้ตัวตนของจ้าวต้านมานานแล้วหรือเจ้าคะ?”

            “ตอนที่เจอเขาครั้งแรกข้าก็เคยสงสัย แต่ไม่นานก็หายแคลงใจ ทุกคนต่างรู้กันว่าแม่ทัพต้านนั้นเสียชีวิตในสนามรบ แล้วจะมาปรากฏตัวที่เมืองนี้ได้เช่นไร จนกระทั่งเจ้าได้นำป้ายโองการนั้นมาให้ข้า ข้าถึงมั่นใจว่าเป็นเขา”

            “ท่านแม่ทัพปกปิดเจ้าก็เพราะกลัวว่าจะทำให้เจ้ามีอันตราย เขาหวังดีต่อเจ้า นี่ก็สามวันแล้ว เจ้าควรจะหายโกรธได้แล้วนะ หากเขาหนีไปจะทำเช่นไร?”

            “ที่เมืองหลวง ประชาชนล้วนชื่นชอบท่านแม่ทัพ คนอย่างเขามีสตรีสูงศักดิ์มากมายที่อยากจะแต่งงานด้วย”

            ฮูหยินซ่งพูดโน้มน้าวเวินซีอย่างมีนัย แต่เวินซีรู้ความตั้งใจของนางดี นางมาช่วยพูดให้จ้าวต้าน

            คงเป็นเพราะว่าสองสามวันนี้จ้าวต้านร้อนใจมาก แต่เขาไม่กล้ามาหานางเอง จึงทำได้เพียงขอให้ฮูหยินซ่งมาช่วย

            “ฮูหยินซ่งรับใช้จ้าวต้านหรือเจ้าคะ?”

            “ตระกูลซ่งเป็นตระกูลที่รับใช้ท่านแม่ทัพผู้ปกครองราชวงศ์ ที่ข้ากลับมาจากเมืองหลวงก็เพราะได้ข่าวว่าท่านแม่ทัพเสียชีวิต จึงไม่มีกะจิตกะใจจะเข้าร่วมการต่อสู้น่ะ”

            “เวินซี ยามนี้ข้าปฏิบัติต่อเจ้าเฉกเช่นนายหญิงนะ” ฮูหยินซ่งตบหลังมือของนางเบาๆ

            เมื่อได้ยินอีกฝ่ายเอ่ยเช่นนี้ เวินซีก็เงียบลงอีกครา แม้ว่านางจะมีความรู้สึกดีๆ ให้กับจ้าวต้าน แต่ก็ยังไม่ถึงกับชอบ ยามนี้นางอยู่ที่เมืองนี้ถือเป็นคนร่ำรวยอันดับต้นๆ มีกินมีใช้อย่างสุขสบาย นางไม่มีทางละทิ้งทุกอย่างเพื่อพาตนเองกลับไปเผชิญความอันตรายแน่

            ชีวิตที่ต้องคอยกังวลแต่ความเป็นความตายอย่างในชาติที่แล้ว นางเกลียดเต็มทน

            “เวินซี”

            “ฮูหยินซ่งกลับไปเถิดเจ้าค่ะ ข้ายังต้องคิดให้ดี เรื่องนี้เกี่ยวพันกับหลายอย่าง”

            “ได้ เจ้าอย่าได้กดดันเพราะเรื่องนี้ ไม่ว่าเจ้าจะเลือกทางใดข้าล้วนสนับสนุนเจ้า หากเจ้าไม่รู้ว่าจะพูดเช่นไรกับท่านแม่ทัพ ข้าสามารถช่วยเจ้าบอกเจตนากับเขาได้”

            ฮูหยินซ่งถอนหายใจแล้วออกไปด้วยสีหน้ากังวล เมื่อนางออกไปแล้วจ้าวต้านจึงเดินเข้ามานั่งลงข้างกายเวินซี ก่อนจะมองนางด้วยสายตานิ่งเรียบ

            “ยังโกรธอยู่หรือ? หากเจ้ายังมิหายโกรธ จะทำเช่นไรกับข้าก็ได้ ข้ายอมทั้งนั้นยกเว้นเรื่องที่เราจะต้องเลิกกัน”

            “ตอนที่ท่านยังไม่กลับเมืองหลวง เราจะยังคงเป็นสามีภรรยากันเช่นเดิม ข้าจะปฏิบัติต่อท่านเหมือนเดิมเพื่อมิให้พวกนั้นสงสัย แต่หลังจากที่ท่านกลับไปแล้วเราแยกทางกันเถิด ข้าจะไม่ไปเมืองหลวง”

            เวินซีเอ่ยปาก นางยอมให้เขาได้มากที่สุดแล้ว

            “ได้ ข้าล้วนฟังเจ้า”

            เมื่อเห็นว่านางมีท่าทีอ่อนลง จ้าวต้านก็รีบตอบรับไปก่อนและหยิบป้ายโองการอันเดิมที่เคยให้ใส่ไว้ในมือของนาง

            “เจ้าเก็บเอาไว้เถิด มันสามารถเรียกใช้ทหารลับที่เหลืออยู่ได้ มีป้ายนี้ก็เหมือนมีข้า”

            “ท่านมิต้อง...” เวินซีคิดจะดึงมือออก

            “พิษหนอนกู่จะกำเริบอีกเมื่อใดก็ไม่รู้ ข้าอาจจะตายไปได้ทุกเมื่อ ข้าทำได้เพียงมอบสิ่งนี้กับเจ้า มันจะช่วยให้เจ้าปลอดภัยไปได้ทั้งชีวิต รับไว้เถิด”

            เขามีท่าทีแน่วแน่มาก เวินซีรับป้ายโองการนั้นไว้อย่างลังเล “ข้าจะช่วยท่านเก็บมันไว้ชั่วคราว ท่านมาเอากลับคืนไปได้ทุกเมื่อ”

            “อื้ม” จ้าวต้านยิ้ม ก่อนจะยืนขึ้น “หิวแล้วสินะ ข้าจะไปทำอาหารให้เจ้าทาน”

            เมื่อเวินซีนึกถึงอาหารฝีมือของเขาก็ลุกขึ้นห้าม “ช่างเถิด ข้าทำเองดีกว่า”

            จ้าวต้านอ้าปากเหมือนจะพูดบางอย่าง แต่จู่ๆ ก็มีเสียงเคาะประตูดังขึ้น

            “คุณหนูเวินซี อยู่หรือไม่ขอรับ? คุณหนูเวินซี? ข้าน้อยมีเรื่องจะขอพบขอรับ”

            ทั้งคู่หยุดการเคลื่อนไหวและมองออกไปที่ประตูพร้อมกัน มีเงาของคนรับใช้ปรากฏขึ้นบนกระดาษขาว

            “มีอันใด?” เวินซีเอ่ยปากถาม

            เงาของคนรับใช้มีท่าทีเคารพมากขึ้นหลังจากที่ได้ยินเสียงนางตอบรับ

            “คุณหนูเวินซี ข้าเป็นคนรับใช้ตระกูลเวินขอรับ ตระกูลเวินได้เตรียมงานเลี้ยงครอบครัว นายน้อยให้ข้ามาเชิญคุณหนูไปร่วมงานขอรับ”

    คล้ายกับเรื่องทะลุมิติมาเป็นเศรษฐินีแห่งวงการความงาม [จบ] ที่คุณอ่าน