หลันเยว่เดินออกจากเหลาสุราด้วยสีหน้าอิ่มเอิบ ตัวของนางเหมือนใกล้จะแตกเมื่อได้กินของอร่อยจากเหลาชื่อดัง ทั้งอาหารรสเลิสและผลไม้อย่างดีถูกสูบเข้าท้องนางราวกับว่ามันมีหลุมดำอยู่ภายใน อย่างไรก็ตามตัวของนางก็ไม่ได้โตขึ้นเลย
‘ก็ข้ายังห้าขวบอยู่เลยนี่นา จะรีบร้อนไปใย’
นางเดินเตร็ดเตร่ไปจนถึงโรงทานแห่งหนึ่ง ในเวลานั้นภาพจำเก่าแก่อันหนึ่งก็ผุดขึ้นมาในหัว
‘เสี่ยวเยว่เ้ามาแล้วรึ!’ แม่ชีเฒ่าผู้หนึ่งเดินยิ้มออกมาด้วยสีหน้าอ่อนโยน
ในตอนนั้นข้าอายุได้สิบสี่สิบห้า เวลาว่างก็มาช่วยเหลือแม่ชีเฒ่าทำอาหารทานเป็ประจำ แต่หลังจากนั้นเพียงครึ่งปี นางก็ได้ตายจากไป ข้าร้องไห้จนตาบวมไปหลายวัน
พอนึกถึง่เวลานั้น ข้าก็ไม่ได้คิดอะไรมากอีกต่อไป เลี้ยวเข้าโรงทานในทันที
“มีใครอยู่รึไม่!” เสียงเด็กน้อยะโเจื้อยแจ้ว เมื่อะโอยู่สามครั้งก็มีหญิงสาววัยกลางคนหน้าตามอมแมมผู้หนึ่งออกมาแทน
นั่นไม่ใช่ใบหน้าที่คุ้นเคยสำหรับนาง ในชาติก่อนหลันเยว่ไม่เคยเจอคนผู้นี้มาก่อน แต่ดูอย่างไรคนผู้นี้ก็น่าจะเป็คนดูแลโรงทานคนปัจจุบัน
“เ้าหิวรึ เข้ามาก่อนสิ”
ข้าเดินเข้าไปนั่งที่โต๊ะโดยไม่ลังเล ข้ามองไปรอบๆกลับรู้สึกถึงความคุ้นเคยถึงสถานที่แห่งนี้เป็อย่างดี มันคือบ้านหลังเล็กๆที่ทำให้ข้าอบอุ่นหัวใจมากที่สุด
“ปู้ซือไท่ไม่อยู่หรือเ้าคะ!”
คำถามนั้นทำเอาหญิงสาววัยกลางคนถึงกับผงะ นางหันมองเด็กน้อยด้วยสีหน้าประหลาดใจก่อนจะถามขึ้นว่า
“เ้าได้เจอกับอาจารย์ข้ารึ!”
ข้าก็รู้สึกประหลาดใจเช่นกัน แต่กระนั้นก็ตอบกลับไปว่า “นานมาแล้วเ้าคะ!”
หญิงสาวทำหน้างุนงง นางอยากจะบอกว่าตัวเ้าก็อายุไม่กี่ขวบจะนานมาแล้วขนาดไหนกัน แต่นางกลับถามไปว่า “แล้วอาจารย์ข้า อ้อปู้ซือไท่หนะนางเป็อย่างไรบ้าง”
เด็กน้อยยิ้มตอบ “นางมีสีหน้ายิ้มแย้มตลอดเวลา นางดูมีความสุขทุกครั้งที่ได้ตักข้าวต้มให้ผู้คนกิน!”
หญิงสาวถึงกับดวงตาขุ่นมัว น้ำตาของนางไหลอาบสองแก้มลงมาหยดดังติ๋ง ก่อนที่นางจะแอบปาดน้ำตาอยู่หลายครั้ง
“ท่านเป็อะไรหรือเ้าคะ”
ในตอนนั้นเองที่หญิงสาวชักกระบี่ออกจากเอว นางฟันใส่เด็กน้อยโดยไม่ลังเล เพียงแต่ยามที่กระบี่ของนางใกล้บรรลุถึงคอคน ร่างของเด็กน้อยพลันมลายหายไปต่อหน้าต่อตา
วูบบบ
นั่นทำเอาหญิงสาวถึงกับตาค้าง
‘ป...เป็ไปได้อย่างไรกัน วิชากระบี่ประกายดาวของเรารวดเร็วที่สุดแล้ว แม้แต่ระดับราชันย์ขั้นสูงยังยากจะหลบพ้น’
นางแทบไม่เชื่อในสิ่งที่เกิดขึ้น
“เหตุใดนางจึงฟันข้า!” เด็กน้อยบัดนี้จากสีหน้ายิ้มแย้มเปลี่ยนเป็เรียบเฉย รอบๆตัวนางค่อยส่งบรรยากาศอันกดดันออกมา
“เป็เ้าที่โกหก อาจารย์ของข้ามิใช่คนใจดีเช่นนั้น!”
ในตอนนั้นเองที่ข้าฉุกคิดว่าผิดท่าเสียแล้ว กระบี่ที่นางใช้ออกมีทั้งความเร็วและโเี้ รูปแบบกระบี่เช่นนี้มีเพียงคนของชาวอธรรมที่ใช้ หากนางบอกว่าปู้ซือไท่เป็อาจารย์ นั่นแสดงว่าความจริงปู้ซือไท่อาจเป็ชนชาวอธรรมเช่นกัน
“เป็ท่านจริงๆ!” ข้าตัดสินใจโยนหินถามทาง ดูจากปฏิกริยาของนางแล้วไม่เป็ข้าก็นางที่ต้องตายไปข้างหนึ่ง
ในเวลานั้นเองที่นางแทงกระบี่ออกสิบกว่ากระบวนท่า ในวิชากระบี่นั้นข้าไม่มีความจำเป็ต้องตอบโต้นาง ข้าเพียงมองดูวิถีกระบี่อันน่าสนใจ ก้าวเท้าถอยร่นสถานเดียว
และยามจบกระบวนท่าสีหน้าของหญิงสาวก็บ่งบอกถึงความตกตะลึง นางไม่เคยเชื่อว่าจะมีใครสามารถหลบกระบี่ของนางได้หมดจดถึงเพียงนี้
“เ้าเป็ใคร อาจารย์สั่งเ้ามาสังหารข้ารึ!” สีหน้าของนางดูจริงจังและสิ้นหวัง น้ำตาของนางคลอเบ้าออกมาจนดูน่าสงสาร ถึงตอนนั้นเองที่ข้าดันอยากรู้อยากเห็นเื่ของนางขึ้นมาหากจะให้สู้กันแล้วบีบบังคับนางมากเกินไปนางต้องฆ่าตัวตายแน่ สู้แสร้งสร้างเื่ตามน้ำไปดีกว่า
“ศิษย์พี่ อาจารย์ได้มีคำสั่งให้จับตายตัวท่าน ความจริงข้าก็สามารถทำได้ง่ายๆ แต่หากทำเร็วเกินไปข้าก็คงอดเที่ยวเล่นจำต้องตรงกลับสำนักเลย ดังนั้นข้าจะไม่ฆ่าท่านก่อน”
สีหน้าของหญิงสาวดูเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง แต่แววตาซุกซนและเ้าเล่ห์ของเด็กน้อยนั้นทำให้นางไร้คำพูดจะกล่าว
“....”
“ศิษย์พี่ก็หนีไปเถอะ แต่ข้าแค่จะบอกว่าท่านไม่มีทางหนีพ้น ไม่ว่าท่านหนีไปที่ใดข้าก็จะตามท่านเจอ”
หญิงสาวพยักหน้าสั้นๆ นางหยิบมีดขึ้นมาจ่อคอตนเองก่อนจะพูดว่า “ไม่คิดว่าข้าผู้เป็ถึงสี่ดรุณหงสาจะต้องมาตายด้วยศิษย์น้องของตน”
สี่ดรุณหงสา กับสี่ชาตรีั นั่นคือฉายาของดาวรุ่งผู้มากฝีมือแห่งยุทธภพ ทุกห้าปีจะมีการจัดงานประลองทีู่เาหัวเหยี่ยว ไม่ว่าชนชาวธรรมมะหรืออธรรมล้วนสามารถเข้าร่วมการประลองได้ กฏเกณฑ์มีเพียงอย่างเดียวคือต้องอายุไม่เกินยี่สิบปี
“เ้าช่างเป็เด็กอัจฉริยะนัก ข้าอิจฉาเ้า!” ในตอนนั้นเองที่นางลงแรงเพื่อปลิดชีพตนเอง แต่ทว่ามีดของนางกลับหลุดมือลอยเข้าหาเด็กน้อย
วูบบ!! หมับ
หญิงสาวถึงกับอ้าปากค้างอีกรอบ...
ในตอนนั้นเองที่ข้าคิดอะไรออก หากยังเป็เช่นนี้นางต้องหาเื่ตายอีกแน่ ดังนั้นข้าจำต้องใช้ท่าไม้ตายที่มีติดตัวมาแต่ชาติปางก่อน ‘วิชาอาเจ๊ปากแจ๋ว’
“ท่านอย่ามาโกหก ใบหน้าท่านอย่างไรก็ดูเป็หญิงชราวัยกลางคนจะเป็สี่ดรุณไปได้อย่างไร อายุท่านก็น่าจะสามสี่สิบแล้ว หน้าตาก็ธรรมดา มือก็หยาบกร้าน ผิวพรรณก็ไม่ดี วิชากระบี่ก็งั้นๆ ท่านต้องมิใช่ศิษย์พี่ข้าแน่! บอกความจริงมาศิษย์พี่ข้าอยู่ที่ใดกัน”
ในตอนนั้นเองสีหน้าหญิงสาวเปลี่ยนเป็ดำทะมึน ก่อนที่จะะเิพลังออกมาอย่างใหญ่โต “ไอ้เด็กเปรต! วันนี้เ้าได้ตายแน่!”
ย๊ากกกก!!!
ตูม!!!!
กระบี่ของนางฟันลงอย่างหนักหน่วง ตามด้วยท่าแทงกระบี่อันอ่อนช้อยอีกสิบแปดกระบวนท่า เกิดเป็ประกายแสงสีเงินวิบวับ กระบวนท่าฝ่ามือก็ใช้ออกอย่างบ้าคลั่ง ท่าเท้าก็พริ้วไหวไม่หยุดหย่อน สมแล้วที่เป็ถึงระดับสี่ดรุณหงสา สมควรแล้ว!
ข้ามองการโจมตีของนางอยู่หลายครั้ง วิชาของนางล้วนน่าสนใจ แต่ที่น่าสนใจที่สุดคือตัวหญิงสาวผู้นี้ นางนับเป็ผู้มีพร์อย่างแท้จริง หากให้ประเมินคร่าวๆ นางน่าจะเป็ยอดฝีมือในระดับ ‘หยกในตม’ เลยทีเดียว ‘น่าจะมีลมปราณสามปี แถมยังเชี่ยวชาญกระบี่ราวกับฝึกมาเกินสิบปี เด็กนี่เป็อัจฉริยะจริงๆ!’
ใช่แล้ว! ข้าอยากได้นาง!.... มาใช้งาน
โรงทานแทบพังทลาย เวลาล่วงผ่านไปถึงสองชั่วยาม ในที่สุดทั้งสองก็เหนื่อยหอบนั่งลงตรงข้ามกัน
“เด็กน้อยช่างโชคดีนัก เ้ายังเด็กนักที่จะตายในวันนี้ ข้าจึงจะไว้ชีวิตเ้า!”
“ใครเด็กกันย๊ะ! เ้านั่นหละนังเด็กแก่แดด” หญิงสาวตวาดขึ้น นางมองไปยังเด็กน้อยฝั่งตรงข้าม ใบหน้าเล็กๆของเด็กน้อยบัดนี้แต้มไปด้วยสีชมพูทั้งสองแก้ม มันช่างดูน่ารักน่าหยิกน่าฟัดน่าหอม
ในตอนนั้นข้ารับรู้ได้ทันที จิตสังหารของนางมลายหายไปสิ้นแล้ว จิตอันเศร้าโศกบัดนี้ก็ไม่หลงเหลืออีกต่อไป ตอนนี้เราสามารถนั่งคุยกันได้แล้ว
“เอาเถอะศิษย์พี่ ในเมื่อข้าฆ่าท่านไม่ได้ ท่านก็ฆ่าข้าไม่ได้ งั้นเราเลิกต่อยตีกันเถอะ ข้าหิวแล้วด้วย!”
หญิงสาวมีท่าทีงุนงงเล็กน้อยก่อนที่จะค่อยๆหัวเราะออกมา!
“ฮ่าๆๆ งั้นมาเถอะ เราเลิกต่อยตีกัน”
นางพุ่งตัวเข้ามากอดรัดข้าในทันที ก่อนที่จะหยิกแก้มข้าอย่างเมามันส์ แถมยังลากข้าไปอาบน้ำด้วยกัน!
อ๊ากกกกก!!!! หมดกัน!!! หมดกัน!!!