ขณะที่ทั้งสองกำลังง่วนอยู่กับการทำอาหารเซียวหยวนซินก็กลับมาพร้อมกับผักกุยช่ายที่ล้างสะอาดแล้วจากริมแม่น้ำ
เมื่อเห็นทั้งคู่กำลังยุ่งอยู่ในครัวเธอก็เอ่ยขึ้นว่า “ไหนเธอบอกว่าจะปล่อยให้ฉันทำไง?”
ซูเจียวเจียวกำลังหั่นผักอยู่เธอหันไปมองอีกฝ่ายพร้อมรอยยิ้ม “ก็พี่นอนไม่หลับมาทั้งคืนฉันว่าคงจะเหนื่อยมากเลย เดี๋ยวพอเรากินมื้อเที่ยงเสร็จ เรามานอนพักผ่อนกันเถอะค่ะ”
เซียวหยวนหมิงเองก็กล่าวเสริม“คนเยอะแรงก็เยอะ ถ้าพี่ทำคนเดียวละก็ ไม่รู้ว่าจะเสร็จเมื่อไร”
เซียวหยวนซินรู้สึกอบอุ่นในหัวใจเหลือเกินในครอบครัวนี้ ทั้งอาหมิงและเจียวเจียวต่างก็ช่วยกันแบ่งเบางานบ้านไม่มีการมานั่งเกี่ยงว่าใครทำงานมากหรือน้อย และยังคอยคิดถึงเธอเสมอไม่เหมือนบ้านตระกูลหลิวที่โยนทุกอย่างมาให้เธอทำพอทำอาหารเสร็จก็ไม่เหลืออะไรให้เธอกินเลยสักนิด
แต่เรื่องเหล่านั้นมันจบไปแล้ว
เซียวหยวนซินวางผักกุยช่ายที่ล้างแล้วลงด้านข้างเพื่อผึ่งลมจากนั้นก็ม้วนแขนเสื้อขึ้นมาช่วยผัดผัก คนหนึ่งก่อไฟ คนหนึ่งล้างผักหั่นผักอีกคนหนึ่งผัดผัก แบ่งงานกันอย่างชัดเจนไม่นานนักกลิ่นหอมกรุ่นก็อบอวลไปทั่วห้องครัว
ซูเจียวเจียวเห็นว่ากับข้าวใกล้จะเสร็จแล้วจึงไปหยิบลูกอมนมใส่กระเป๋า และหยิบขนมงากับขนมเกลียวอีกเล็กน้อยจากนั้นก็เดินไปที่บ้านป้าหวังเหวินเม่ยที่อยู่ข้างๆเพื่อตามหลิวหยวนหยวนกลับมากินข้าว
บ้านของป้าหวังอยู่ห่างจากบ้านเธอแค่สองหลัง
ซูเจียวเจียวเดินไปไม่ถึงหนึ่งนาทีก็ถึงบ้านป้าหวัง
หวังเหวินเม่ยเห็นซูเจียวเจียวมาก็ยิ้มทักทาย “ยุวชนซู พวกเธอมาแล้วเหรอ?”
ซูเจียวเจียวยิ้มตอบ“เพิ่งกลับมาไม่นานนี้เองค่ะ”
“น้าสะใภ้!”
หลิวหยวนหยวนที่กำลังเล่นสนุกกับเด็กๆหลายคนอยู่ พอเห็นซูเจียวเจียวก็กระโดดเข้าไปกอดอีกฝ่ายอย่างตื่นเต้น
ซูเจียวเจียวโอบกอดเจ้าตัวเล็กที่กระโดดเข้าใส่พลางยิ้ม“คิดถึงน้าสะใภ้หรือเปล่าเอ่ย?”
“คิดถึงสิคะ!” ดวงตากลมโตเป็นประกายสีดำสนิทของหลิวหยวนหยวนดูราวกับจะพูดได้จ้องมองซูเจียวเจียวแน่นิ่ง ไม่นานก็มีน้ำตาคลอเบ้า
ซูเจียวเจียวถาม“อ้าว หนูร้องไห้ทำไมล่ะคะ?”
ป้าหวังเองก็ตกใจรีบถามว่าหลานๆ ของตัวเองรังแกหลิวหยวนหยวนหรือเปล่า ถ้าเป็นอย่างนั้นคงไม่ดีแน่ถ้าทำให้ยุวชนซูเข้าใจผิดจะทำยังไง!
ป้าหวังจึงตำหนิหลานๆของตัวเอง “พวกแกไปรังแกหยวนหยวนหรือเปล่า?”
เด็กๆส่ายหน้ารัวๆ ราวกับลูกตุ้มนาฬิกาทันที พวกเขาไม่อยากโดนไม้เรียวฟาดก้นหรอกนะ!อีกอย่างน้องหยวนหยวนน่ารักจะตาย ใครจะไปกล้ารังแกได้ลงคอเล่า!
หลิวหยวนหยวนสูดน้ำมูกปาดน้ำตาแล้วมองไปทางป้าหวัง “คุณย่าหวังคะ พี่ๆไม่ได้รังแกหนูค่ะ หนูคิดถึงน้าสะใภ้กับน้าชายต่างหากล่ะ!”
ป้าหวังได้ยินดังนั้นก็โล่งใจ
หลิวหยวนหยวนกอดคอซูเจียวเจียวแล้วถามด้วยความสนิทสนมว่า “น้าสะใภ้คะน้าชายหายป่วยแล้วหรือยังคะ?”
ซูเจียวเจียวลูบหัวเล็กๆของหลิวหยวนหยวนอย่างเอ็นดู “น้าชายของหนูหายดีแล้วจ้ะตอนนี้กลับบ้านแล้ว กำลังทำอาหารอร่อยๆ ให้หนูกินเลย”
“หนูอยากกลับบ้านไปหาน้าชายค่ะ!” หลิวหยวนหยวนดีใจจนเนื้อเต้นดวงตายังมีหยดน้ำตาใสๆ คลออยู่ทำให้ซูเจียวเจียวรู้สึกขำจนหัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก
เด็กๆนี่น่ารักจริงๆ นะ
เดี๋ยวก็ร้องไห้เดี๋ยวก็หัวเราะ
ซูเจียวเจียวจูงมือหลิวหยวนหยวนแล้วยิ้มหวานให้ “เดี๋ยวรอก่อนนะ”
พูดแล้วก็หยิบขนมงาหนึ่งชิ้นขนมเกลียวหนึ่งชิ้น และลูกอมนมอีกสองเม็ดให้เธอ
หลิวหยวนหยวนเมื่อได้ของกินสิ่งแรกที่ทำคือไม่ใช่กินเอง แต่หักขนมงาครึ่งหนึ่งป้อนให้ซูเจียวเจียว
ซูเจียวเจียวกัดขนมงาที่เธอป้อนให้ไปหนึ่งคำมันทั้งกรอบอร่อย มีกลิ่นหอมงาชัดเจน
เจ้าตัวเล็กนี่ช่างมีน้ำใจและเอาใจใส่คนอื่นจริงๆ
ซูเจียวเจียวเงยหน้าขึ้นก็เห็นหลิวหยวนหยวนขมวดคิ้วเล็กๆด้วยความลำบากใจ เธอมองป้าหวังกับเพื่อนๆ อีกครั้ง แล้วมองขนมงาที่เหลือครึ่งหนึ่งขนมเกลียว และลูกอมนมสองเม็ดในมือ แล้วจะแบ่งยังไงดีนะ?
น่าปวดหัวจัง!
ซูเจียวเจียวยิ้ม“ฉันยังมีอีกนะ”
พูดแล้วก็กวักมือเรียกเด็กๆที่อยู่ตรงข้าม “ลู่ลู่ ไห่จื่อ เสี่ยวหู่จื่อ มานี่สิ”
เสี่ยวหู่จื่อตัวเล็กที่สุดอายุยังไม่ถึงสองขวบ แต่เดินได้แล้ว เดินเตาะแตะไปมา ส่ายหัวเล็กๆ น่ารักสุดๆ
เสี่ยวหู่จื่อไม่รู้ว่าอะไรคือน่าอายเด็กอายุสองขวบยังพูดไม่ชัด พอเห็นของกินก็เดินเตาะแตะไปหาซูเจียวเจียวทันที
ซูเจียวเจียวแบ่งขนมงาหนึ่งชิ้นขนมเกลียวหนึ่งชิ้น และลูกอมนมสองเม็ดให้เขา
เสี่ยวหู่จื่อเป็นหลานชายของป้าลู่ (อาสะใภ้ลู่) เป็นลูกชายของลู่เหว่ยหมินตอนนี้ลู่เหว่ยหมินยังพักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลจางเหม่ยจวี๋ก็ไปเฝ้าเขาที่โรงพยาบาล ป้าลู่ก็ยุ่งกับการทำอาหารจึงปล่อยให้เสี่ยวหู่จื่อไปเล่นที่บ้านป้าหวัง
ป้าหวังไม่ได้ห้ามซูเจียวเจียวให้ของกินหลานชายของป้าลู่เพราะไม่ใช่หลานของตัวเอง ถ้าห้ามแล้วป้าลู่รู้เข้า คงจะไม่พอใจแน่
นอกจากเสี่ยวหู่จื่อแล้วยังมีเด็กตัวเล็กๆ อีกสี่คน จ้องมองด้วยความหวัง แต่ก็ไม่กล้าเข้ามาขอ
เด็กผู้หญิงสองคนคนหนึ่งชื่อลู่ลู่ คนหนึ่งชื่อเมิ่งเมิ่ง เป็นหลานสาวของป้าหวังส่วนเด็กผู้ชายคนหนึ่งกับเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง ชื่อไห่จื่อกับเสี่ยวหยุนเป็นลูกของลูกชายคนโตของป้าลู่
ซูเจียวเจียวเดินเข้าไปแบ่งขนมงาลูกอมนม และขนมเกลียวให้พวกเขา
ป้าหวังร้องขึ้น“โอ๊ย! อย่าเลยๆ ของพวกนี้ราคาแพงออก! ยุวชนซูเก็บไว้กินเองเถอะค่ะ”ป้าหวังพูดพลางจะเข้ามาห้าม
“ฉันซื้อมาเยอะแยะค่ะ อีกอย่างของแค่นี้ไม่เท่าไรหรอกค่ะ ให้เด็กๆได้ลองชิมของใหม่ๆ กันบ้างก็ดีนะคะ” ซูเจียวเจียวเอาของยัดใส่มือเด็กๆไปอย่างไม่รอช้า
แต่เด็กทั้งสี่คนกลับยืนนิ่งราวกับนกกระทาไม่กล้ารับของที่ยื่นให้ เมื่อซูเจียวเจียวยัดใส่มือไปพวกเขาก็ถือไว้อย่างแข็งทื่อ มองซูเจียวเจียวอย่างไม่รู้จะทำอย่างไรดีแล้วก็มองไปที่ป้าหวัง
ลู่ลู่กับเมิ่งเมิ่งกลืนน้ำลายอึกๆทั้งๆ ที่อยากกิน แต่ก็ต้องอดกลั้นอย่างสุดความสามารถ
คุณย่าสอนพวกเขาว่าอย่าไปขอของกินจากคนอื่นง่ายๆ มันไม่ดี
ไห่จื่อกับเสี่ยวหยุนก็เช่นกันส่ายหน้าให้ซูเจียวเจียว “พวกเรารับไม่ได้หรอก…”
“ไม่เป็นไรจ้ะ ป้าซูให้พวกหนูกินนะจ๊ะ เป็นเด็กดี แล้วรับไปเถอะ” ซูเจียวเจียวชอบเด็กๆ เหล่านี้มาก พวกเขาถูกป้าหวังกับป้าลู่สอนมาดีจริงๆ
เด็กๆเหล่านี้ไม่เคยขอของจากคนอื่นมั่วซั่ว และมีมารยาทดี เวลาเห็นเธอก็จะทักทายว่า‘สวัสดีค่ะป้าซู’
ป้าหวังห้ามซูเจียวเจียวไม่ได้ก็เลยยอมให้ทุกคนรับไว้
“ยังไม่รีบขอบคุณป้าซูอีก”
เด็กน้อยทั้งสี่คนยืนเรียงแถว“ขอบคุณค่ะป้าซู”
แม้แต่เสี่ยวหู่จื่อก็ยังกินไปพลางพูดไปพลางอย่างไม่ชัดถ้อยชัดคำว่า “ขะ…ขอบคุณ… ป้า… ซู”
ภาพนี้ทำให้ซูเจียวเจียวถึงกับหลุดหัวเราะออกมา
เด็กๆจึงเริ่มกินของกินกันอย่างมีความสุข
ซูเจียวเจียวสังเกตเห็นไห่จื่อนำของกินในมือใส่กระเป๋าอย่างระมัดระวังไห่จื่อเห็นซูเจียวเจียวมองมา ก็หน้าแดงเล็กน้อยแล้วพูดเสียงเบา“ผะ… ผมอยากเอาไปให้คุณย่ากับพ่อแม่กินครับคุณครูบอกว่าต้องรู้จักแบ่งปัน ต้องรู้จักกตัญญูต่อผู้ใหญ่ครับ”