การฝึกฝนบ่มเพาะพลังปราณิญญา ท่านปู่ลีได้อธิบายกับเฟยอวิ๋นอย่างคร่าวๆว่า
“ไอปราณิญญาฟ้าดินที่มีอยู่ทั่วไปบนโลกนี้ก็เพียงเพื่อดูดซับให้ร่างกายของเ้าได้เติมเต็มช่องว่างของพลังปราณิญญาที่ขาดหายไปเพียงเท่านั้นเหมือนดังเช่นกับการทำอาหาร เพราะแก่นผลึกของสัตว์อสูริญญาพวกมันเทียบได้กับก้อนเนื้อชิ้นหนึ่ง และไอปราณธรรมชาติก็ไม่ต่างจากเครื่องเคียงที่คอยเติมเต็มรสชาติของมันให้อร่อยขึ้น
ส่วนการฝึกฝนเพื่อให้พลังปราณิญญาของตัวเองเพิ่มพูนขึ้นได้นับว่าเป็เื่ที่ยากลำบากอย่างยิ่ง หากว่าพวกเขา้าจะฝึกฝนบ่มเพาะ ซึ่งไม่ต่างจากการปีนป่ายหมายขึ้นสู่์สำหรับมนุษย์โดยทั่วไป
นั้นเพราะว่า พวกเขาต้องใช้วิธีดูดซับพลัง จากแหล่งทรัพยากรที่กำหนดไว้เพียงเท่านั้นเพื่อจะสามารถเพิ่มยกระดับพลังปราณิญญาของตัวเองได้ โดยมันถูกจำแนกแยกย่อยออกมามากมายและซับซ้อนเป็อย่างยิ่ง”
“และข้อแม้อีกอย่างที่ผู้ฝึกพลังปราณิญญาแทบจะโยนทิ้งความตั้งใจของตนในการฝึกฝนพลังปราณิญญา นั้นก็คือ...!
หากว่าเราจะฝึกพลังปราณิญญาในขั้นใดที่ต้องใช้แก่นผลึกิญญาธาตุอสูรการที่เราจะเหนี่ยวนำดูดซับพลังนั้นนำมาใช้ได้ก็ต่อเมื่อ
แก่นผลึกิญญาธาตุอสูร จะต้องสัมพันธ์จิตปฏิพัทธ์กับการฝึกในระดับขั้นของเราเพียงเท่านั้น!!!
และไม่สามารถใช้แก่นผลึกจากสัตว์อสูริญญาระดับขั้นอื่นได้ !!!” ตาเฒ่าลีเป่าปากครั้งหนึ่งก่อนสาธยายออกไปอีกว่า
“แต่ทว่าก็มีข้อแม้บางอย่าง หากว่าคนผู้นั้นมีพร์และสิ่งอัศจรรย์อย่างอื่น ดั่งเช่นว่า มีพร์ทาง ‘สายเืเทพ์’ ที่ตื่นรู้และสิ่งอัศจรรย์จาก ‘มรดกลับแห่ง์’ จากเหล่าทวยเทพ มันก็จะทำให้ผู้บ่มเพาะพลังปราณิญญา ง่ายที่จะบรรลุระดับขั้นได้รวดเร็วยิ่งขึ้นและอาจไม่จำเป็ต้องใช้การเหนี่ยวนำพลังจากแก่นผลึกก็ได้ แต่ทว่าทางเลือกประเภทนี้ข้าเองก็ไม่รู้ว่ามีอยู่จริงหรือไม่? และผู้บ่มเพาะคนใด จะมีมันได้เช่นนั้นจริงหรือ?เื่นี้ก็ตอบยากเช่นกัน!”
“อ๋อ..ยังมีอีกหนทางหนึ่งนั้นก็คือ ‘ไข่มุกเก้าิญญาธาตุ’ มันเป็ ‘ไข่มุกปราณธาตุ’ ที่เติบโตจาก ‘หอยมุกหยก’ ในทะเลลึก มันมีขายแทบจะทุกเมืองโดยเฉพาะเมืองที่อยู่ติดแถบทะเล ซึ่งคุณภาพของไข่มุกปราณธาตุ ถูกแบ่งแยกออกเป็ระดับมันมีั้แ่ระดับหนึ่งถึงสิบของคุณภาพ ระดับสิบนั้นคือคุณภาพที่ดีที่สุด!
และมันก็มีด้วยกันทั้งหมด ‘เก้าสี’ มีลักษณะเป็ ‘ก้อนทรงกลม’ ขนาดเท่าหัวแม้มือของเ้าและสีแต่ละสีของมันนั้น ยังใช้แบ่งแยกการบ่มเพาะพลังปราณิญญาของแต่ละระดับด้วยเช่นกัน!”ตาเฒ่าลีเชิดหน้ายืดอกราวกับผู้รู้แจ้งหลังจากบอกถึงวิธีการบ่มเพาะพลังปราณิญญากับเฟยอวิ๋น
“การฝึกพลังปราณิญญาที่ท่านว่ามา ฟังดูมันช่างโหดร้ายสำหรับผู้ฝึกฝนขนาดนี้เชียวหรือ?และทำไมถึงต้องยุ่งยากวุ่นวายขนาดนี้ด้วยกันเล่า? ไม่มั่ง! ข้าว่าท่านจำอะไรผิดไปหรือเปล่า!”เด็กหนุ่มขมวดคิ้วสงสัย ซึ่งเข้าก็ไม่เข้าใจเช่นกันว่า ผู้ฝึกฝนคนแรกทำไมจึงคิดเื่นี้ได้วิปลาสเสียสตินักหรือว่าเหล่าทวยเทพแอบซุกซ่อนความลับอะไรบางอย่างเอาไว้
“เฮ้อ...ทำให้มันง่ายกว่านี้ไม่ได้หรือยังไงกัน คิดอะไรกันบ้าๆ”เฟยอวิ๋นแอบบ่นอุบอยู่ในใจ แต่ก็เชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง เพราะถึงยังไงเสียท่านปู่ลี ก็ติดแหง็กอยู่ในนี้มานานมากเกินไป และคงไม่รู้ว่าโลกภายนอกเกิดการเปลี่ยนแปลงอะไรไปมากกว่านี้ รวมทั้งตัวเองด้วยเช่นกัน ที่ยังไม่รู้อะไรเลยสักอย่างของโลกใบใหญ่ภายนอก
แน่นอนว่าการฝึกฝนที่มีความซับซ้อนมากมายเช่นนี้จากที่ตาเฒ่าลีกล่าวมา ไม่ว่าใครก็ต้องหวาดกลัวไม่ใช่น้อยแน่นอนและอัตราเสี่ยงของการเสียชีวิตก็มีสูงอยู่เช่นกัน หากเมื่อเผชิญหน้ากับสัตวอสูริญญาเ่าั้หรือดำดิ่งลึกลงไปยังก้นมหาสมุทรที่แสนอันตรายเพื่อให้ได้ไข่มุกเก้าิญญามาบ่มเพาะ หรือนำมาขายในท้องตลาด
เพราะหากเมื่อยามที่เรากำลังเผชิญหน้า และกำลังเตรียมต่อสู้กับสัตว์อสูริญญาเ่าั้พวกเขาจะไม่อาจสามารถจำแนกแยกแยะพวกมันออกได้ ว่าพวกมันอยู่ในระดับความแข็งแกร่งในขั้นใดกันนั้นคือปัญหาใหญ่ยิ่งของผู้บ่มเพาะโดยแท้จริง
นอกเสียจากว่ามันจะตกตายลงไปแล้วเพียงเท่านั้นเราถึงจะสามารถรับรู้ได้ถึงระดับพลังของมัน โดยดูได้จากสีของแก่นผลึก รวมถึงขนาดของแก่นผลึกด้วยซึ่งสิ่งนั้นก็คือการดูได้จาก “แก่นผลึกิญญาธาตุอสูร” ที่ลอยออกมาจากร่างของพวกมันหลังจากที่พวกมันได้ตายลงไปแล้ว หรือไม่เช่นนั้นก็ต้องอ่านตำราที่เกี่ยวกับสัตว์อสูริญญาแต่ทว่าตำราเหล่านี้น้อยคนนักที่จะได้เห็นมัน นั้นคือ...‘ตำราไพรหมื่นิญญา’
และอีกเื่ที่ซับซ้อนเพิ่มเติมเข้ามา คือถ้าหากผู้บ่มเพาะได้รับแก่นผลึกิญญาธาตุอสูรที่มันมีระดับต่ำกว่าการบ่มเพาะพลังปราณิญญาของตัวเองลงไปผู้บ่มเพาะก็ไม่อาจที่จะนำมาเสริมสร้างเพิ่มพูนระดับพลังปราณิญญาของตนเองได้นอกจากจะต่อสู้กับสัตว์อสูริญญาที่มีระดับเท่าเทียมกันและอยู่ในขอบเขตขั้นพลังเดียวกันกับตนเองเพียงเท่านั้น!
ฉะนั้นการต่อสู้กับสัตว์อสูริญญาตัวแล้วตัวเล่า ผู้บ่มเพาะมักจะอยู่ในขั้นสุ่มเดากันเอาเองและมันก็ค่อนข้างเสี่ยงอันตรายถึงชีวิตตัวเองเป็อย่างมาก เพราะสิ่งที่เราไม่รู้คือพลังปราณิญญาของอีกฝ่ายที่กำลังเผชิญหน้าอยู่นั้นเอง
.....
เสียงครืนครางสนั่นก้องไปทั่วทั้งขุนเขา
หลังจากผ่านไปหลายกระบวนท่า เด็กหนุ่มหอบหายใจกระชั้นถี่มากขึ้นมุมปากมีโลหิตหยดไหลซึมออกมา โดยมี ‘สัตว์อสูริญญาชีวิน’หมีดำปราณเพลิง ที่ยังคงยืนประจันท่าอยู่เบื้องหน้าของเขา ทว่าที่ผ่านมาเมื่อครู่หนึ่งคนหนึ่งสัตว์อสูรราวกับเป็เพียงแค่การอุ่นเครื่องกันเท่านั้น!
ความแข็งแกร่งของมันนับว่าไม่ธรรมดายิ่ง
“พลังปราณิญญาของข้ายังอยู่ในระดับขั้นพื้นฐานหากไม่ลงมือเต็มกำลังคงไม่อาจที่จะสังหารมันได้” เด็กหนุ่มขบคิด พลางเช็ดหยดโลหิตออกจากมุมปากอย่างลวกๆก่อนจะกำหมัดเข้าหากันแน่นอีกครั้งเสียงดังกร๊อบ ถึงแม้จะมีความเสี่ยงที่สูงมากก็ตามแต่ทว่าแววตากลับดูนิ่งสงบ และจิตใจยังคงมุ่งมั่นฮึกเหิม
ส่วนหมีดำปราณเพลิง ก็แยกเขี้ยวยิงฟันคำรามลั่นเผยให้เห็นฟันอันแหลมคมน่าหวาดกลัว มันยืนขึ้นอย่างมั่นคงดั่งมนุษย์ ขณะกงเล็บยาวราวกับมีดดาบกางกว้างสายตาอันดุดันของมันมองมายังเด็กหนุ่มอย่างไม่แยแส กระทั่งไม่ได้หวาดกลัวมนุษย์ที่ยืนอยู่ตรงหน้าเลยแม้แต่น้อย
เสียง ‘โฮก’ ลากยาวดังขึ้นในป่าทึบ แล้วมันก็ปลดปล่อยพลังปราณิญญาอันบริสุทธิ์ออกมาทันทีทำให้ปราณเพลิงสีแดงที่ร้อนระอุดั่งลาวา ได้ฉาบทับไปทั่วร่างสีดำของมัน เปล่งประกายวูบวาบราวกับเป็เกาะป้องกันอันแข็งแกร่งกงเล็บทั้งหมดก็ดูวูบวาบระยับยิบ พร้อมทั้งเปลี่ยนเป็สีแดงฉานราวกับโลหะที่อยู่ในเตาหลอม
พร้อมกันนั้นมันก็ตบกงเล็บไปที่ต้นไม้ใหญ่ที่อยู่ข้างๆ อย่างหงุดหงิด พลันเสียง ‘ซ่า’ ดังขึ้น เหมือนกับเสียงสาดน้ำเย็นราดลงบนกองไฟและก่อให้เกิดรอยฉีกกว้างจากกงเล็บทั้งห้าบนเปลือกไม้ ซึ่งมันดูกว้างและจมลึกลงอย่างมากจนเผยให้เห็นรอยไหม้พร้อมกับควันสีขาวพวยพุ่งออกมา
แต่ทว่าการเปิดเผยพลัง และส่งกลิ่นอายออกมาในระหว่างการต่อสู้ทำให้สามารถเข้าใจได้ว่า พลังปราณิญญาของมันอยู่ในระดับใด
เฟยอวิ๋นคิ้วขมวดแน่นขึ้น ยิ้มแย้มอย่างโล่งอก “ถึงมันจะเป็สัตว์อสูริญญาชีวินแต่ทว่าก็อยู่ในระดับขั้นก่อแก่นเพียงเท่านั้น หึหึ” นั้นถือว่าเขาโชคดีเพราะมันอยู่ในระดับที่เขา้าพอดี แต่ทว่าเขาจะสังหารมันลงได้หรือเปล่าก็เป็อีกเื่หนึ่งซึ่งมันก็ไม่แน่เช่นกัน บางทีเขาอาจจะโชคร้ายแทนก็เป็ได้
เพราะว่าเมื่อมีส่วนได้ ก็ย่อมต้องมีส่วนเสีย! ผู้บ่มเพาะเองก็ต้องจ่ายค่าตอบแทนอย่างมหาศาลด้วยเช่นกัน
หากว่าผู้ใดก็ตาม ที่โดนพวกมันสังหารแล้วจบชีวิตลงไปผู้บ่มเพาะพลังปราณิญญาที่ตกตายลง ไม่ว่าจะเป็โลหิตทุกหยด ก็ต้องถูกพวกมันสูบกินจนไม่เหลือแม้แต่น้อยกระทั่งเนื้อหนังรวมถึงกระดูก ก็จะถูกมันแทะกัดกินจนไม่เหลือซาก
และยังรวมไปถึง...‘แก่นปราณจิติญญาธาตุ’ที่อยู่ในตัวเรา ที่จะถูกมันเขมือบลงท้องด้วยเช่นกัน!
หลังจากนั้น ไหนๆ มันก็ตบต้นไม้ข่มขู่ไปแล้วทีหนึ่งมีหรือที่จะกลัวมนุษย์ผู้ต่ำต้อยคนนี้ พลันเ้าอสูรร้ายก็กระโจนทะยานเข้าหาเฟยอวิ๋นอย่างไม่ลังเลซึ่ง่เวลาเดียวกันนั้น เด็กหนุ่มก็เกร็งพลังจนถึงขีดสุดด้วยเช่นกัน แล้วปลดปล่อยพลังปราณิญญาของตนเองส่งผ่านไปอยู่ที่แขนทั้งสองข้างในทันที
ในขณะที่หมีดำปราณเพลิงทะยานพุ่งเข้าหา ระยะของทั้งคู่นั้นห่างกันราวสามจั้งเฟยอวิ๋นกำหมัดแน่น แผดเสียงคำรามก้อง ะโลอยตัวสุดเหยียดเต็มกำลัง เพื่อพุ่งทะยานขึ้นไปอยู่บนเหนือร่างของมันให้ได้พร้อมกับปล่อยหมัดที่อัดแน่นเต็มพิกัด และดึงพลังปราณิญญาเท่าที่มีทั้งหมดออกมา พร้อมกับชกเข้าที่ส่วนหัว้าของหมีดำปราณเพลิงเต็มแรง
“หมัดหมื่นเทวะ!”
เปรี้ยง!!!
ด้วยพลังปราณิญญาที่แข็งแกร่งขึ้นของเขาในขั้นสาม ของลำดับหลอมแก่นจิติญญาการปล่อยหมัดครั้งนี้ นับว่ารุนแรงยิ่งนัก จนกระทั่งหมีดำปราณเพลิงเอง ถึงกับตาถลนเบิกกว้างร่างของมันสั่นสะท้านไหวระริก ก่อนที่จะร่วงลอยลงไปกองกับพื้นเบื้องล่างพร้อมกับกระแทกพื้นจนเกิดเสียงดังสนั่น ทำให้กล้ามเนื้อทั้งตัวกระตุกถี่หลายครั้ง
หลังจากนั้นมันก็เริ่มหายใจรวยรินบางเบา แค่เพียงเวลาชั่วอึดใจต่อมา หัวของมันก็ะเิแตกออกจากกัน‘เืสีส้ม’ ที่เป็เอกลักษณ์เฉพาะตัวพุ่งกระฉูดสาดไปทั่วบริเวณ ชิ้นเนื้อและมันสมองไหลทะลัก ส่งกลิ่นคาวคละคลุ้งอบอวลไปทั่วบริเวณ
ทันใดนั้นบนร่างไร้ิญญา ก็มีแสงสว่างวาบขึ้นมาก่อนจะรวบควบกันจนกลายเป็ ‘แก่นผลึกิญญาธาตุอสูร’ ซึ่งเป็สีเดียวกับเืของมัน กะพริบแสงอยู่เหนือซากศพ แล้วพุ่งหายวับเข้าไปในแหวนมิติของเด็กหนุ่ม
เฟยอวิ๋นยิ้มแห้งสูดหายใจยาวลึก พลางยกฝ่ามือปาดเหงื่ออยู่บนใบหน้าริมฝีปากบางสั่นสะท้านเล็กน้อย สีหน้าเผยให้เห็นถึงอาการเ็ปเลือนราง นั้นเพราะว่ากงเล็บเพลิงได้เฉียดเฉือนตรง่เอวของเขาไปแค่นิดเดียว แต่มันก็เพียงพอที่จะทำให้เสื้อผ้านั้นฉีกขาดและเกิดรอยไหม้ขึ้น จนส่งกลิ่นเนื้อย่างกลิ่นแปลกๆ เตะจมูก
“เฮ่อะๆ” เด็กหนุ่มหัวเราะเบา พลางวางฝ่ามือลูบลงไปที่รอยาแคิ้วของเขาพลันกระตุกขึ้น แต่ทว่าก็ไม่ได้ใส่ใจอะไรกับมันมากนัก ก่อนจะนำแก่นผลึกนั้นมาพิจารณาดูอีกครั้งเพื่อตรวจสอบ
“เ้าตัวนี้แก่นผลึกของมันสามารถใช้ได้ทั้งดูดซับเพื่อเพิ่มพลังปราณิญญาและยังสามารถดูดซับเพื่อเพิ่มพลังซีได้อีกด้วยในคราวเดียวกัน อืม...นับว่าไม่เลวเลยทีเดียว”ก่อนที่รอยยิ้มยินดีจะปรากฏที่มุมปาก แล้วเก็บเข้าไปในแหวนมิติดั่งเดิม
“ให้ตายเถอะ!...ยังขาดอยู่อีกตั้งเก้าแก่นผลึกสำหรับสัตว์อสูริญญาชีวินถึงจะทำให้ระดับพลังซีของข้าขยับไปเป็ขั้นที่สูงได้ บัดซบเอ๊ยย!แบบนี้มันฆ่ากันชัดๆ”
เฟยอวิ๋นถอนหายใจยืดยาว ‘เพราะนี่คือกฎที่ชัดเจนในการเพิ่มพลังซี!’ ซึ่งก็คือพลังคุ้มกายนั้นเอง จำต้องสังหารสังหารสัตว์อสูรระดับิญญาชีวินขึ้นไปเพียงเท่านั้น
‘แต่แก่นผลึกทั้งเก้าแก่นที่เหลือข้าจะทำยังไง?’ เด็กหนุ่มพลางหลับตาขบคิด
“หรือว่า...เหอะๆ ไปนั่งเล่นหมากกับท่านปู่ลีดีกว่าไหม?”
.
.
.
.
.
………………………………