บทที่ 11 ศิษย์น้องเจ็ดผู้เ็าและเย่อหยิ่ง
“นี่คือศิษย์พี่รองของเ้า 'ตู๋กูเจี้ยนอี' และศิษย์พี่ห้าของเ้าหนิงซือเยว่” โม่จิงหงเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ ตัดบทความคิดของนาง
เฟิ่งชิงหร่านล้มเลิกความพยายามในการสืบหาร่องรอยของไข่ดำ นางคำนับทักทาย “ข้าขอคารวะศิษย์พี่รองและศิษย์พี่ห้า”
“ศิษย์น้องเล็ก สบายดีหรือไม่ ของขวัญต้อนรับคราวหน้าข้าจะชดเชยให้เ้า” ตู๋กูเจี้ยนอีสวมชุดสีดำ รูปร่างงามสง่า คิ้วคมเข้ม ดวงตาเป็ประกายสีดำคมกริบราวกับเหยี่ยวในราตรีกาล
เฟิ่งชิงหร่านรู้ว่าตู๋กูเจี้ยนอีไม่มีอะไรจะให้จริง ๆ จึงกล่าวว่า “เช่นนั้นศิษย์พี่รองตอบรับข้อเรียกร้องของข้าสักข้อ ถือเป็ของขวัญต้อนรับก็แล้วกัน เป็อย่างไรบ้าง?”
ตู๋กูเจี้ยนอีคือยอดฝีมือแห่งกระบี่ที่น่าสะพรึงกลัวของทวีปในภายหน้า
ในนิยายต้นฉบับเคยเขียนไว้ว่า ตู๋กูเจี้ยนอีไม่รักเงินทอง เป็คนคลั่งไคล้กระบี่
ถึงแม้จะยากจนข้นแค้น ก็ไม่เคยรับเงินทองจากผู้อื่น
หลังจากนั้นเขาได้ใช้พลังของตนเองเพียงคนเดียวฆ่าล้างสกุลฉิน ซึ่งเป็หนึ่งในแปดตระกูลใหญ่ จนตกเป็ผู้บำเพ็ญมาร และในที่สุดก็ตายภายใต้คมกระบี่ของซูเยียนหราน ซูเยียนหรานค้นแหวนเก็บของของเขาจนหมด และรู้สึกรังเกียจอย่างที่สุด
“ศิษย์น้องเล็ก โปรดกล่าวมาเถิด”
เฟิ่งชิงหร่านคิดไปคิดมา ในที่สุดก็ตัดสินใจที่จะเอ่ยถึงเื่การประลองใหญ่กับศิษย์พี่ร่วมสำนัก “ศิษย์พี่รองช่วยไปร่วมการประลองของสำนักใหญ่กับข้าในอีกสองปีข้างหน้าได้หรือไม่?”
ตู๋กูเจี้ยนอีครุ่นคิดครู่หนึ่ง แล้วพยักหน้าตอบรับ
เฟิ่งชิงหร่านรีบวางกล่องใบหนึ่งลงในมือของตู๋กูเจี้ยนอีทันที “เมื่อศิษย์พี่รองมอบของขวัญต้อนรับให้ข้าแล้ว เช่นนั้นสิ่งนี้ก็คือของขวัญต้อนรับสำหรับศิษย์พี่รองเช่นกัน”
“นี่...” ตู๋กูเจี้ยนอีตั้งใจจะปฏิเสธ แต่กลับถูกหนิงซือเยว่ที่อยู่ข้าง ๆ เบียดออกไปด้านข้าง
‘ศิษย์พี่รองช่างเชื่องช้าเสียจริง ข้ายังไม่ได้พูดคุยกับศิษย์น้องเล็กอย่างเต็มที่เลย!’
หนิงซือเยว่มีดวงตาเปล่งประกายไปด้วยรอยยิ้ม “ศิษย์น้องเล็ก ข้าไม่รู้ว่าเ้าชอบอะไร แต่เด็กสาวมักจะชอบเสื้อผ้าสวย ๆ นี่คือเครื่องประดับและเสื้อผ้าต่าง ๆ ที่ข้าเตรียมไว้ให้เ้า”
เฟิ่งชิงหร่านยิ้มพร้อมกับรับถุงเก็บของมา ยังไม่ทันได้กล่าวอะไร ก็มีไข่มุกแวววาวถูกยัดใส่มืออีกเม็ดหนึ่ง
“นี่คือไข่มุกเงือก อมไว้ในปากจะสามารถหายใจใต้น้ำได้อย่างอิสระ ข้าขอมอบให้ศิษย์น้องเล็กด้วย” หนิงซือเยว่อธิบาย
“ขอบคุณเ้าค่ะ ศิษย์พี่ห้า” เฟิ่งชิงหร่านรู้สึกซาบซึ้งใจอย่างยิ่ง ความรู้สึกที่ได้รับการเอาใจใส่เช่นนี้ช่างดีจริง ๆ
เฟิ่งชิงหร่านอดนึกถึงจุดจบของหนิงซือเยว่ไม่ได้ ศิษย์พี่ห้าเหมือนจะปรากฏตัวใน่หลังของนิยาย
ในฐานะประมุขหอเชียนเชวี่ย หนิงซือเยว่มีความเชี่ยวชาญทั้งด้านยันต์และยาพิษ ทั้งสองอย่างล้วนเชี่ยวชาญอย่างแยบยลจนยากจะคาดเดา
นางมุ่งเป้าไปที่การเป็ศัตรูกับซูเยียนหรานโดยเฉพาะ หลายครั้งที่นางพยายามลงมือวางยาพิษซูเยียนหราน ทว่าไม่สำเร็จ ในที่สุดนางก็ถูกซูเยียนหรานจ้างวานคนมาทำร้ายจนสิ้นชีพ
หลังจากนางตาย ซูเยียนหรานก็รับ่ต่อหอเชียนเชวี่ยมาเป็ประมุขหอคนใหม่ ทำให้อำนาจในมือของนางยิ่งแข็งแกร่งขึ้น
‘ยันต์หรือ?’
หากจะวาดยันต์ จำเป็ต้องมีพู่กันดี กระดาษยันต์ และหมึกวิเศษ แต่นางไม่มีสิ่งเหล่านี้เลย นางควรจะส่งอะไรให้ศิษย์พี่ห้าดี
หนิงซือเยว่เห็นเฟิ่งชิงหร่านไม่กล่าวอะไร ก็รู้สึกกังวลขึ้นมา
‘หรือว่าศิษย์น้องเล็กจะไม่พอใจกับของที่ข้าส่งให้'’
‘อาจจะเป็เช่นนั้นก็ได้ ของที่นางมอบให้ ยังไม่เท่าครึ่งของศิษย์น้องหกเลย’
“ศิษย์พี่ห้า ข้าชอบของขวัญที่ท่านมอบให้มาก ข้าก็อยากมอบของขวัญให้ท่านเช่นกัน” เฟิ่งชิงหร่านยื่นกล่องประณีตเล็ก ๆ ให้กับหนิงซือเยว่ โชคดีที่ิญญาศาสตราเตือนนางทันกาล ทำให้นางนึกขึ้นได้ว่ายังมีผลิญญาเสวียนหลิงอยู่หนึ่งลูก
ผลิญญาเสวียนหลิงนั้น เมื่อรับประทานแล้วจะช่วยเพิ่มพลังจิต สำหรับนักวาดยันต์นั้นถือเป็สิ่งที่ดีเยี่ยม
หนิงซือเยว่ส่ายหน้าปฏิเสธ “ข้าจะรับของจากศิษย์น้องได้อย่างไรกัน!”
หลิ่วชางหลานเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า “ศิษย์น้องห้า เ้าควรเปิดดูก่อนแล้วค่อยปฏิเสธ”
คราแรกที่เขาเห็นกล่องนั้น ปฏิกิริยาแรกของเขาก็คือปฏิเสธเช่นกัน แต่หลังจากเปิดดูแล้ว เขาก็มิอาจปฏิเสธได้อีกต่อไป
หลังจากที่เขาได้กลั่นกรองโสมัอัสนีแล้ว เขาก็พบว่าอัสนีสีเงินของเขาได้วิวัฒนาการกลายเป็อัสนีสีม่วง และในร่างกายของเขายังมีพลังเซียนเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งสายด้วย
หลังจากนั้นเขาจึงค้นคว้าตำราโบราณมากมาย ถึงได้รู้ว่านั่นคือโสมัอัสนีชั้นยอด ซึ่งสามารถทำให้ความบริสุทธิ์ของรากิญญาอัสนีของเขาถึงขีดสุดได้
ความบริสุทธิ์ของรากิญญาขีดสุด หมายความว่าจะมีความเข้าใจในการบำเพ็ญเพียรสูงขึ้น และความเร็วในการฝึกฝนจะเร็วขึ้นด้วย
นอกจากนี้หลินจือโลหิตเพลิงอัคคีในมือของศิษย์น้องสี่ก็เป็สมุนไพรเซียนชั้นยอดเช่นกัน หลังจากกินแล้ว สามารถพัฒนาเปลวเพลิงพิเศษได้ ซึ่งถือเป็เื่ดีอย่างยิ่งสำหรับศิษย์น้องสี่
‘หืม?’
‘ศิษย์น้องสี่?’
พวกเขามาที่นี่เพื่อดูศิษย์น้องสี่มิใช่หรือ? แต่กลับลืมเื่สำคัญไปเสียได้
หลิ่วชางหลานมองไปที่ปากถ้ำ
‘ศิษย์น้องสี่เข้าไปนานแล้ว ควรเข้าไปดูหรือไม่?’
แต่เมื่อเขานึกถึงสภาพเปลือยเปล่าของมู่เชียนเจวี๋ยเมื่อครู่นี้ เขาก็ยิ้มออกมา และตัดสินใจไม่กล่าวอะไร รอให้ศิษย์น้องสี่ออกมาเอง
หนิงซือเยว่ฟังคำพูดของหลิ่วชางหลาน แล้วเปิดกล่องที่เฟิ่งชิงหร่านส่งมาให้
ทันใดนั้น นางก็เบิกตากว้างด้วยความประหลาดใจ แก้มของนางพองเล็กน้อย “นี่… นี่คือผลิญญาเสวียนหลิงที่ข้าตามหามาตลอด!”
หนิงซือเยว่ปิดฝากล่อง กอดเฟิ่งชิงหร่านหมุนเป็วงกลมด้วยความดีใจ “ศิษย์น้องเล็ก ข้ารักเ้าที่สุด!”
หนิงซือเยว่กล่าวพลางจะจูบใบหน้าของเฟิ่งชิงหร่าน แต่ถูกมือข้างหนึ่งจับที่หน้าผาก พร้อมกับได้ยินเสียงเ็าดังขึ้นข้างหู “ศิษย์พี่ห้า ศิษย์น้องเล็กใจนหน้าซีดไปหมดแล้ว”
เมื่อโม่จิงหงออกปาก หนิงซือเยว่จำต้องปล่อยเฟิ่งชิงหร่าน นางสบตากับดวงตาที่ดูเหมือนจะยิ้มแต่ไม่ยิ้มของโม่จิงหง อดไม่ได้ที่จะหดคอลงเล็กน้อย
หากถามว่าในสำนักหลิงอวิ๋น ผู้ใดที่นางเกรงกลัวที่สุด แน่นอนว่าไม่ใช่อาจารย์ของนาง แต่เป็ศิษย์น้องเจ็ด โม่จิงหงผู้นี้
ถึงแม้ว่าโม่จิงหงจะเป็ศิษย์น้องเจ็ด แต่ความแข็งแกร่งของเขากลับเป็หนึ่งในบรรดาศิษย์ที่แข็งแกร่งที่สุด อีกทั้งปกติยังมีนิสัยเ็าและเย่อหยิ่ง
'เดี๋ยวก่อน!'
'เ็าและเย่อหยิ่งงั้นหรือ?'
'กับข้าดูเหมือนจะเป็เช่นนั้น แต่ไฉนถึงอ่อนโยนกับศิษย์น้องเล็กเช่นนั้นเล่า?'
เฟิ่งชิงหร่านที่ถูกปล่อยตัวมีสีหน้างุนงง กลิ่นหอมและความอ่อนนุ่มก็หายไปแล้ว
'ศิษย์พี่เจ็ด ช่างยุ่งเื่ของผู้อื่นเกินไปแล้ว!'
“นี่! ศิษย์พี่ใหญ่ ั้แ่เมื่อใดที่ศิษย์น้องเจ็ดกลายเป็คนที่ห่วงใยผู้อื่นเช่นนี้?” ไป๋หลี่เหวินเยว่กระทุ้งแขนหลิ่วชางหลาน พลางกล่าวด้วยสีหน้าประหลาด