ตอนที่ 15 องค์ชายเขาดันไม่เล่นตามบท (35)
เหอหรงนอนหลับไปจนถึงเที่ยงของวันต่อมาจึงชดเชยการนอนจนอิ่ม
อี้เหยียนเจ๋อตื่นนานแล้วแต่ไม่ได้ปลุกเหอหรง เพียงมองเขาตลอดเวลา วาดเค้าโครงใบหน้าเขาทีละเล็กละน้อยในใจ ยิ่งมองยิ่งรู้สึกว่าเหตุใดจึงมีคนงดงามน่ามองถึงเพียงนี้
พระอาทิตย์ข้างนอกลอยอยู่กลางฟ้าแล้ว เหอหรงบ่น “เจ้าตื่นแล้วเหตุใดไม่ปลุกข้า ข้าไม่กินข้าวมื้อหนึ่งไม่เป็นไร แต่ตอนนี้เจ้ากำลังรักษาแผลต้องบำรุงร่างกาย จะไม่กินอาหารได้อย่างไร”
ทั้งที่ตนก็มีแผลแต่กลับนึกถึงเพียงเขา อี้เหยียนเจ๋อไม่อยากปลุกเขา นี่อาจเป็นการนอนที่ดีที่สุดของเหอหรงในช่วงนี้แล้ว เขาอยากให้เหอหรงพักผ่อนให้ดี “ข้าไม่หิว ท่านง่วงก็นอนต่ออีกสักหน่อยเถอะ”
เหอหรงกลอกตา ถามว่า “นี่ยามอะไรแล้ว”
“ใกล้ยามอู่[1]แล้วกระมัง” อี้เหยียนเจ๋อประมาณเวลาบอก
เหอหรงมุ่นคิ้วหน้าเคร่ง ยามอู่แล้วหรือ
“ช่วงที่ข้าหลับมีคนมาหรือไม่”
อี้เหยียนเจ๋อเห็นท่าทางของเหอหรงก็จริงจังขึ้นมา ครุ่นคิดครู่หนึ่ง “ข้าตื่นประมาณยามเหม่า[2] ก่อนหน้านั้นไม่รู้ แต่อย่างน้อยช่วงที่ข้าตื่นไม่มีใครมา มีอะไรหรือ”
เหอหรงส่ายหน้า “ข้าอาจจะคิดมากไปเองก็ได้ แต่ทุกเช้าชุนต้าเหนียงจะมาทำอาหาร วันหนึ่งทำครั้งหนึ่ง อาหารกลางวันกับอาหารเย็นข้าเพียงอุ่นสักหน่อยก็พอ วันนี้ออกจะประหลาดเกินไปแล้ว”
อี้เหยียนเจ๋อสีหน้าคร่ำเคร่งขึ้นบ้าง “ที่นี่คือที่ใด”
“ข้าสอบถามมา ที่นี่เรียกว่าหมู่บ้านเสี่ยวเหอจื่อ”
อี้เหยียนเจ๋อไตร่ตรองอยู่นาน “ลัทธิแสงเทวะตามหาศพข้าไม่พบไม่มีทางรามือ จากที่เจ้าพูด เมื่อวานไม่มีปัญหาอะไร วันนี้เกิดเหตุประหลาด เช่นนั้นความเป็นไปได้สูงสุดคือเมื่อวานฐานะของข้าถูกเปิดโปงแล้ว ห่างจากที่นี่ใกล้ที่สุดคือเมืองหวั่นเฉิง หากม้าธรรมดาไปกลับใช้เวลาเพียงสองวัน หากม้าเร็วอย่างช้าพรุ่งนี้เช้าก็คงมากันแล้ว”
เหอหรงกัดฟัน ที่นี่อยู่ไม่ได้แล้ว “ข้ายังมีของว่างอีกบ้าง เรากินรองท้องสักหน่อย ข้าเก็บของครู่เดียวแล้วไปกันเลย”
อี้เหยียนเจ๋อพยักหน้า ฝืนกินอะไรเล็กน้อย ยืมแรงเหอหรงปีนขึ้นหลังม้า ปากแผลข้างหลังเจ็บปานจะฉีกเป็นระยะ เขาฝืนทนเอาไว้ด้วยกลัวเหอหรงเป็นกังวล
ทั้งสองเพิ่งออกจากบ้านไม่ไกลก็ถูกคนในหมู่บ้านขวางเอาไว้ ชายฉกรรจ์แต่งกายในชุดชาวบ้านกลุ่มหนึ่งมือถือมีด เคียว และจอบขวางทางพวกเขาเอาไว้
เหอหรงกำบังเหียนในมือแน่น ให้ลุยออกไปก็ได้แต่อี้เหยียนเจ๋อรับความทารุณไม่ไหวอีกแล้ว
อี้เหยียนเจ๋อนั่งพิงอกเขาอยู่บนม้าก็กินแรงมากแล้ว หากมีการต่อสู้กันขึ้นมาอีก...
อี้เหยียนเจ๋อลูบมือปลอบใจเหอหรง น้ำเสียงอ่อนแรงทว่ามีความเย็นชาห่างเหินส่วนหนึ่ง “พวกเจ้าก็จะกบฏตามเจียงโจวกับหวั่นเฉิงเช่นนั้นหรือ”
‘นั่นสิ! พวกเจ้ารู้ไหมว่าเขาเป็นใคร ทราบไหมว่าบิดาเขาคือใคร’ มนุษย์ตัวกระจิริดในใจเหอหรงเท้าเอวขึงขัง
“ถุย โจรผู้นี้พูดจาสวยงามหลอกลวงผู้อื่น ทุกคนอย่าได้ถูกเขาหลอกเอา” ผู้พูดคือพี่ชายคนโตของชิงเกอเอ๋อร์ที่ก่อนหน้านี้มีใจให้เหอหรง เมื่อวานน้องชายเขากลับไปเล่าสถานการณ์ญาติของชุนต้าเหนียงผู้นี้ บอกให้คนในบ้านรีบไปทาบทาม
พวกเขามาจากในเมืองได้ข่าวคราวว่องไวกว่าคนในหมู่บ้านมาก ตอนนี้ลัทธิแสงเทวะกำลังตามจับคนสำคัญผู้หนึ่ง
จับเป็นหนึ่งพันตำลึง จับตายห้าร้อยตำลึง!
เมื่อได้ยินน้องชายเขาบอกว่าในหมู่บ้านมีคนสำคัญผู้หนึ่งมา ในใจจึงเกิดความคิดบางอย่าง
บังเอิญยิ่งนัก ทางนั้นมีคนสำคัญหลบหนีหนึ่งคน หมู่บ้านพวกเขาก็มีคนสำคัญมาสองคน
ทั้งสองสบตากันแวบหนึ่ง แววตาเต็มไปด้วยความโลภ หากได้เงินหนึ่งพันตำลึงนั่น ครึ่งชีวิตหลังจากนี้ก็ร่ำรวยมหาศาลไม่อับจนแล้ว
โจรกบฏไม่โจรกบฏอะไร ขอเพียงมีเงินที่ใดเล่าจะอยู่ไม่ได้
พวกเขาให้ชิงเกอเอ๋อร์นำทางไปดูสถานการณ์ ผลสุดท้ายพบเห็นอี้เหยียนเจ๋อที่เพิ่งฟื้นและบทสนทนาของคนทั้งคู่
ชิงเกอเอ๋อร์ทันได้ยินประโยค ‘อย่าเห็นว่าข้าเป็นเกอเอ๋อร์ไร้อาวุธผู้หนึ่ง’ เข้าพอดี นัยน์ตาหดลงอย่างสลดใจ เขาเป็นเกอเอ๋อร์หรอกหรือ
ชิงเกอเอ๋อร์รับความจริงนี้ไม่ได้ หันหลังจากไปทันที ทว่าพี่ชายของชิงเกอเอ๋อร์กลับสืบความโดยละเอียดจนท้ายที่สุดก็มั่นใจว่าผู้เป็นพี่ชายที่ว่านั่นคือคนที่ลัทธิแสงเทวะต้องการ
พี่รองรีบแจ้นไปแจ้งความที่เมืองหวั่นเฉิง ส่วนพี่ใหญ่ไปเกลี้ยกล่อมท่านพ่อหัวหน้าหมู่บ้าน ร่วมมือกับคนทั้งหมู่บ้านกักตัวพวกเขาไว้ เกอเอ๋อร์ผู้นั้นมีกระบี่ในมือ เกรงว่าจะมีวรยุทธ์ เขาคนเดียวรั้งคนไม่ได้
พี่ใหญ่ตาเป็นประกาย เอ่ยเสียงดัง “คนผู้นี้เป็นเดนสวะของลัทธิแสงเทวะ หากจับเขาไว้ได้ราชสำนักย่อมตบรางวัลใหญ่ให้!”
เชิงอรรถ
^ ยามอู่ คือเวลา 11.00 - 12.59 นาฬิกา^ ยามเหม่า คือเวลา 05.00 - 06.59 นาฬิกา