เช้าวันนี้ไป่เจ๋อตื่นมาอาบน้ำและฝึกลมปราณเหมือนเช่นเคยแต่เมื่อพ่อกับแม่ของเขาออกมาจากห้องนอน ไป่เจ๋อจึงหยุดการฝึกและบอกกับทั้ง 2ว่ามีเื่ที่จะคุยด้วย
“ไอ้ลูกชายมีอะไรก็ว่ามา” ไป่ชิงหยุนถาม ไป่เจ๋อจึงยื่นนามบัตรของเฉินเฟิงให้ไป่ชิงหยุน
“นะ...นี่มัน”ไป่เหลียนฮวาตื่นเต้นเป็อย่างมาก เธอรู้จักเฉินเฟิงดีซีรีส์หลายเื่ที่เฉินเฟิงเป็ผู้จัด เธอติดตามดูอยู่หลายเื่เมื่อเห็นว่าไป่เจ๋อได้นามบัตรของเฉินเฟิงมาทำให้เธอพอจะเดาได้ว่าลูกของเธอกำลังถูกทาบทามให้ไปเป็ดารา
“นามบัตรนี่มันยังไงเหรอที่รัก”ไป่ชิงหยุนหันไปถามไป่เหลียนฮวา เพราะเขาไม่รู้จักคนในนามบัตรนี้
“คุณเฉินเฟิงเป็ผู้จัดละครและซีรีส์ชื่อดัง ของบริษัท LSA บริษัทนี้เป็บริษัทเอเจนซี่อันดับ1 แถมยังมีสถานีโทรทัศน์เป็ของตัวเองถึง 30 ช่องทั้งรายการแบบออนไลน์ทางเว็บไซต์อีก 100 กว่ารายการ ซีรีส์สายลับที่คุณชอบดูนั่นก็ผลงานเขา”ไป่เหลียนฮวาร่ายยาวจนไป่ชิงหยุนต้องอ้าปากค้าง ไป่เจ๋อเองก็ถึงกับพูดไม่ออกใครจะไปคิดว่าไป่เหลียนฮวาจะรู้เกี่ยวกับเฉินเฟิงมากกว่าเขาเสียอีก
“สรุปง่ายๆ ครับพ่อ คุณเฉินเฟิงทาบทามผมไปเป็ดาราครับ” ไป่เจ๋อพูดตรง ๆ เพราะไม่อย่างนั้นพ่อเขาคงจะไม่เข้าใจและทันทีที่ได้ยิน ไป่เหลียนฮวาก็ะโกอดลูกชายด้วยความดีใจแต่ไป่ชิงหยุนกลับแสดงสีหน้าไม่พอใจนัก
“เป็อะไรคะที่รักลูกของพวกเรากำลังจะได้เป็ดารานะ” ไป่เหลียนฮวาถามสามีที่ทำหน้าไม่พอใจ
“แล้วเื่เรียนล่ะไม่ว่ายังไงพ่อก็ไม่ยอมให้แกทิ้งการเรียนเด็ดขาด”ไป่ชิงหยุนพูดด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ
“ผมยังไม่ได้รับงานทันทีหรอกครับตอนนี้แค่ต้องไปที่ศูนย์ฝึกอบรมของบริษัท LSA เท่านั้น เพื่อเรียนการแสดงอีกอย่างมีศูนย์ก็อยู่ใกล้ ๆ นี้เองครับ ผมสามารถใช้เวลาหลังเลิกเรียนไปเรียนได้และจะไม่ให้กระทบกับการเรียนครับ” ไป่เจ๋อกล่าว
“แล้วรายได้มันแน่นอนรึไงถ้าแกไม่ดังล่ะ งานไม่มีแล้วจะเอาอะไรกิน” ไป่ชิงหยุนตวาดใส่ไป่เจ๋อ
“ที่รักถ้าไม่ลองแล้วจะรู้ได้ยังไง แล้วไอ้งานรับจ้างที่ทำอยู่นี่มันแน่นอนเหรอ”ไป่เหลียนฮวาเริ่มเสียงเข้มขึ้นเธอไม่พอใจกับความไร้เหตุผลของสามีตัวเองที่จะเอาความคิดของตนไปตัดอนาคตของลูก
“ถ้ามีคนจ้างยังไงก็มีเงินแน่นอน”ไป่ชิงหยุนกล่าว
“ถ้าไม่มีคนมาจ้างก็ไม่มีเงินมันต่างอะไรกับการที่ลูกดังแล้วมีงานกับไม่ดังแล้วไม่มีงานล่ะ ไม่รู้ล่ะถ้าคุณไม่เห็นด้วยก็ไม่ต้องมาเล่นจ้ำจี้ ผีผ้าห่มกับฉันอีกและฉันจะออกมานอนกับลูกแทน” ไป่เหลียนฮวาลุกขึ้นหันหลังเดินไปเข้าครัวทันทีพร้อมกับะโมาจากในครัวว่า “วันนี้คุณไม่ต้องกินข้าว ฉันไม่ทำเผื่อสำนึกผิดได้ค่อยมาคุยกัน” ทำเอาไป่ชิงหยุนถึงกับหน้าถอดสีเลยทีเดียว
“โธ่มนุษย์เมียเอ้ย ที่รักจ๋า อย่าโกรธพี่เลย พี่แค่คิดแทนลูก ถ้าอยากให้ลูกเป็ดาราพี่จะไม่ขัดที่รักก็ได้ แต่ขอร้องอย่าโกรธ อย่าหยุดเล่นจ้ำจี้ผีผ้าห่มกับพี่เลยนะ” ไป่ชิงหยุนถึงขนาดไปกอดขาไป่เหลียนฮวาไป่เจ๋อมองแล้วอดคิดไม่ได้ว่าใบหน้าที่มีหนวดดกดำปกคลุมเหมือนหมีกับท่าทางออดอ้อนนี่ไม่ได้เข้ากันเลยสักนิดไป่เจ๋อเคยถามแม่ว่าทำไมพ่อถึงไม่ยอมโกนหนวด คำตอบง่ายมากเพราะว่าพ่อของไป่เจ๋อนั้นหน้าตาดี แม่ของเขาเลยให้ไว้หนวดยาว เพื่อกันไม่ให้มีผู้หญิงมาจีบนั่นเอง
หลังจากไป่เจ๋อมองพ่อกับแม่ง้อกันสักพักสุดท้ายไป่เจ๋อก็แต่งตัวไปโรงเรียน วันนี้เขาจะต้องส่งรายงานวิชาพละศึกษาซึ่งหากเลือกทำรายงานเื่ศิลปะการต่อสู้อาจารย์จางที่เป็อาจารย์ประจำวิชาจะเป็คนทดสอบ ไป่เจ๋อจึงใส่เสื้อยืดทับมาข้างในด้วยเพื่อให้คล่องตัว
จากความทรงจำของไป่เจ๋อเ้าของร่างทำให้เขารู้แค่ว่าอาจารย์ท่านนี้เป็กังฟูแต่คำว่าเป็กังฟูกับคำว่าเชี่ยวชาญกังฟูมันต่างกันมากอยู่ ในความคิดของเขา
โรงเรียนของไป่เจ๋อ
ทันทีที่ไป่เจ๋อก้าวเท้าเข้ามาในโรงเรียนนักเรียนหญิงที่เห็นไป่เจ๋อต่างวิ่งกรูกันเข้ามาหาเขา ทำให้ไป่เจ๋อสะดุ้งสุดตัวเพราะนี่มันไม่ใช่แค่นักเรียนหญิงจากห้องเขาแต่มีนักเรียนหญิงของห้องอื่นกับชั้นปีอื่นรวมอยู่ด้วยจึงทำให้เขาต้องรีบวิ่งหนีไปหาที่ซ่อนตัวทันที
‘นี่มันเกิดเื่บัดซบอะไรขึ้นเนี่ย’ไป่เจ๋อคิดในใจ
“ทำไมเขาวิ่งเร็วจังหายไปไหนแล้วล่ะ” พวกนักเรียนหญิงต่างวิ่งตามไป่เจ๋อไม่ทันได้แต่หยุดวิ่งแล้วหันซ้ายหันขวา เพื่อหาไป่เจ๋อ
ซึ่งไป่เจ๋อตอนนี้ได้ขึ้นมาหลบอยู่บนชั้นดาดฟ้าและรอจนกว่าออดคาบเรียนแรกดัง เขาค่อยไปที่ห้องเรียน
ใน่พักกลางวันไป่เจ๋อก็ไปซ่อนตัวอยู่ที่ยอดไม้ และฝึกปราณต่อจนออดคาบเรียน่บ่ายดังขึ้น
่บ่ายไป่เจ๋อลงมาจากยอดไม้และเดินไปที่สนามของโรงเรียนเพื่อเข้าเรียนวิชาพละศึกษาซึ่งตอนนี้ที่สนามมีแต่นักเรียนชาย
พวกนักเรียนชายยังคงมองไป่เจ๋อในแง่ลบบวกกับ่นี้นักเรียนหญิงให้ความสนใจไป่เจ๋อก็ยิ่งทำให้พวกเขาอิจฉาและไม่ชอบหน้าไป่เจ๋อมากขึ้นไปอีก
นอกจากพวกนักเรียนชายแล้วยังมีอาจารย์จางที่อยู่ในชุดเสื้อกับกางเกงวอร์มซึ่งอาจารย์จางท่านนี้เป็ชายวัยกลางคน แต่สูงถึง 190 ซม.ร่างกายเต็มไปด้วยกล้ามเนื้อ เห็นได้ชัดว่าคน ๆ นี้ดูแลตัวเองมาอย่างดี
ระหว่างที่ไป่เจ๋อกำลังสำรวจอาจารย์จางอยู่นั้นนักเรียนหญิงในห้องของเขาก็เดินออกมาจากอาคารเรียนสาเหตุเพราะพวกเธอเปลี่ยนเสื้อกันในห้องเรียนและนั่นคือสาเหตุที่ไป่เจ๋อตรงมาที่สนามโดยไม่ได้แวะไปที่ห้องเรียน
“เอาล่ะเมื่อเช้านี้หัวหน้าห้องนำรายงานของทุกคนมาส่งครูแล้วจากนี้ครูจะเริ่มเรียกนักเรียนออกมานำเสนอรายงานของตัวเองคนแรกเอาเป็ไป่เจ๋อก็แล้วกันเพราะเธอเป็คนเดียวที่ทำรายงานเกี่ยวกับศิลปะการต่อสู้เธอจำได้ไหมครูเคยบอกไปแล้วว่าจะต้องสามารถสาธิตให้เพื่อน ๆ ดูได้ด้วยเธอแน่ใจนะว่าจะสามารถทำได้ เพราะถ้าเธอไม่สามารถนำเสนอออกมาได้ดีคะแนนรูปเล่มเท่านั้นที่เธอจะได้ไปจากครู” อาจารย์จางกล่าวเตือนไป่เจ๋อ
“ผมยังคงยืนยันที่จะนำเสนอครับ”ไป่เจ๋อยังคงมีรอยยิ้มอยู่บนใบหน้าเขามีท่าทีสงบไม่ได้ตื่นกลัวว่าตนเองจะทำได้ไม่ดีพร้อมกับลุกขึ้นเดินไปยืนตรงหน้าอาจารย์จาง ด้วยส่วนสูงที่แตกต่างกันเพื่อนร่วมห้องต่างมองว่าไป่เจ๋อนั้นเสียเปรียบอาจารย์จางอย่างเห็นได้ชัด
“เข้ามาเลยไป่เจ๋อ”อาจารย์จางเริ่มตั้งท่าสำหรับรับมือคู่ต่อสู้ หลังเหยียดตรงมือหนึ่งขัดอยู่ด้านหลังอีกมือหนึ่งยื่นออกไปกวักมือเชื้อเชิญให้ไป่เจ๋อโจมตีเข้ามา
ส่วนไป่เจ๋อยืนตรงเอามือทั้ง2 ข้างไขว้อยู่ด้านหลัง ทำให้อาจารย์จางแปลกใจว่าไป่เจ๋อคิดจะทำอะไร แต่เพียงพริบตาเดียวเท่านั้นไป่เจ๋อก็มาอยู่ตรงหน้าของอาจารย์จางพร้อมกับหมัดที่ปะทะเข้าหน้าท้องของอาจารย์จาง
แม้กล้ามหน้าท้องของอาจารย์จางจะผ่านการฝึกมาอย่างหนักแต่หมัดของไป่เจ๋อที่ตัวเล็กกว่ากลับทำให้อาจารย์จางหน้าถอดสีเพราะจุกอีกทั้งยังเซถอยหลังไปหลายก้าว ก่อนที่อาจารย์จางจะสำรอกเอาอาหารกลางวันออกมา
“อี๋”นักเรียนหญิงต่างมีสีหน้าบูดเบี้ยวและรีบหันไปมองทางอื่นทันที
ฝ่ายอาจารย์จางตอนนี้เขารู้สึกทึ่งและอับอายไม่น้อยหลังสำรอกเอาอาหารกลางวันออกมาเพราะการโจมตีของไป่เจ๋อเมื่อครู่
“การต่อสู้เป็ศิลปะแขนงหนึ่งมีแม่ไม้เป็ต้นแบบแตกต่างกันไปตามสายและสำนักการยึดติดแม่แบบท่าร่างเพียงอย่างเดียวโดยเน้นแค่ท่าทางที่สวยงามไม่เรียกว่าศิลปะการต่อสู้ แต่เป็เพียงแค่ศิลปะการร่ายรำเท่านั้นศิลปะการต่อสู้ต้องอาศัยท่าแม่แบบเป็พื้นฐาน อาศัยประสบการณ์ ไหวพริบในการรับมือการโจมตีป้องกัน และสวนกลับอีกฝ่ายโดยตั้งอยู่บนเงื่อนไขร่างกายที่ได้รับการฝึกฝนมาอย่างเพียงพอรวมทั้งหมดนี้จึงเรียกว่าศิลปะการต่อสู้” ไป่เจ๋อหยุดครู่หนึ่งก่อนจะพูดต่อ
“ที่ผมเอามือไขว้หลังไว้เหมือนเป็การเปิดช่องว่างให้โจมตีก็เพื่อให้อาจารย์สนใจร่างกาย่บนของผมแต่ขณะเดียวกันผมก็ก้าวเข้าประชิดอาจารย์ในชั่วพริบตาโดยที่อาจารย์ไม่ทันสังเกตว่าขาของผมนั้นเคลื่อนไหวจากนั้นปล่อยหมัดในระยะประชิดเหมือนหมัดฮุกของนักมวยและเพราะต่อยในระยะประชิดโดยแขนเหยียดไม่เต็มที่ แรงของหมัดจะมากขึ้นสำหรับผมที่ตัวเล็กกว่า การเสริมแรงหมัดด้วยวิธีนี้จึงเหมาะสมนี่คือสิ่งที่ผมเรียกมันว่าศิลปะการต่อสู้ครับ”ไป่เจ๋อพูดนำเสนอวิธีคิดและวิธีการที่เขาใช้กับอาจารย์จาง
เพื่อนๆ ทุกคนต่างหน้าตกตะลึง ใครจะไปคิดว่าไป่เจ๋อที่วิ่งรั้งท้ายแทบทุกครั้งทั้งความสามารถด้านร่างกายต่ำเตี้ยราวกับคนป่วย จะมีแรงขนาดส่งคนตัวสูง 190ที่มีแต่กล้ามเนื้ออย่างอาจารย์จางให้เซถอยหลังไปได้ขนาดนั้นนี่ถ้าพวกเขาโดนไม่ต้องหามส่งโรงพยาบาลเลยเรอะคิดได้ถึงตรงนี้พวกนักเรียนชายก็เริ่มคิดว่าหากหลังจากนี้พวกเขาไปแกล้งไป่เจ๋อแล้วไป่เจ๋อต่อยพวกเขาแบบนี้ สภาพพวกเขาคงแย่กว่าอาจารย์จางตอนนี้แน่ต่างกับนักเรียนหญิงที่่หลังเริ่มที่จะเปลี่ยนความรู้สึกที่มีต่อไป่เจ๋อไปในทางที่ดีขึ้นยิ่งพอได้เห็นแบบนี้ทำให้พวกเธอเริ่มมองไป่เจ๋อเป็ผู้ชายที่พึ่งพาได้คนหนึ่งแล้ว
“แคกๆ ยอดมากไป่เจ๋อ ฉันให้คะแนนเต็มทั้งรูปเล่มและการนำเสนอเลย”อาจารย์จางแม้จะรู้สึกเสียหน้าอยู่บ้าง แต่เขาก็ยังเป็คนที่มีคุณธรรมพอเพราะเขาถูกอาจารย์ของตัวเองสั่งสอนมาว่าให้เคารพผู้ที่แข็งแกร่งกว่าแม้อีกฝ่ายจะอายุน้อยกว่าก็ตาม
“ขอบคุณครับอาจารย์”ไป่เจ๋อโค้งทำความเคารพ ก่อนจะกลับไปนั่งในแถวกับเพื่อนร่วมห้อง
หลังจากนั้นก็มีการนำเสนอรายงานที่เป็กีฬาประเภทต่างๆ จนกระทั่งถึงกีฬาบาสเก็ตบอล เด็กผู้ชายกับผู้หญิงจำนวนหนึ่งกำลังเริ่มแข่งบาสกันแต่เหตุการณ์ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น เมื่อมีการดั้งค์ลูกบาสลงห่วงปรากฎว่าน๊อตเหล็กที่ยึดแป้นบาสที่ผุเป็สนิมมานานเกิดหักทำให้แป้นบาสหล่นลงมาใส่นักเรียนที่อยู่ด้านล่าง
ไป่เจ๋อที่เห็นภาพทุกอย่างเป็ภาพช้าเขาพุ่งตัวออกไปผลักต้าถงที่เป็คนดั้งค์ลูกเมื่อครู่ แล้วกดให้นักเรียนหญิง 1คนที่อยู่ใต้แป้นให้ลงไปหมอบกับพื้นส่วนตัวเขากางแขนออกเพื่อรับแรงกระแทกจากแป้นบาสที่หล่นลงมาด้วยหลังของตัวเอง
[สงบดุจโพธิสัตว์] ไป่เจ๋อใช้เคล็ดวิชานี้อีกครั้งทันทีที่แป้นบาสหล่นมากระทบโดนแผ่นหลังของไป่เจ๋อมันก็กระเด็นออกและตกลงบนพื้นด้านข้างแทน และเกิดฝุ่นคลุ้งไปทั่ว ทำให้ไม่มีใครรู้ว่าไป่เจ๋อกับนักเรียนหญิงอีกคนเป็ยังไงบ้าง
เสียงกรีดร้องของนักเรียนหญิงดังขึ้นอาจารย์จางรีบวิ่งเข้ามาทันที แต่อาจารย์จางก็ต้องหยุดฝีเท้าลงเมือพบว่าไป่เจ๋อยืนเอาตัวบังนักเรียนหญิงคนหนึ่งไว้
“ไป่เจ๋อเธอเป็อะไรไหม” อาจารย์จางรีบวิ่งเข้ามาดูอาการของไป่เจ๋อแต่เขากลับพบว่าบนหลังของไป่เจ๋อมีเพียงรอยเปื้อนสนิมจากเหล็กเท่านั้นไม่มีาแหรือบวมอักเสบจากการถูกแป้นบาสกระแทกเมื่อครู่เลย
“ไม่เป็ไรครับอาจารย์แล้วเธอล่ะ ไม่เป็ไร...นะ”ไป่เจ๋อกล่าวกับอาจารย์แล้วหันมาถามนักเรียนหญิงที่เขาช่วยไว้แต่เขากลับพบว่าเธอกำลังใช้สองมือจับเสื้อเขาแน่นส่วนใบหน้าเธอตอนนี้กำลังสูดดมเสื้อบริเวณหน้าอกเขาอยู่ทำให้เขารีบผละออกทันทีเหมือนกับแมวโดนน้ำร้อน
นักเรียนหญิงในห้องหลายคนได้ทันเห็นปฏิกิริยาของไป่เจ๋อก็หัวเราะคิกคักและได้ตั้งให้ไป่เจ๋ออยู่ในกลุ่มรายชื่อสัตว์กินพืชที่พวกเธอสามารถเข้าหาได้อย่างปลอดภัย
“ไม่เป็อะไรก็ดีแล้วยังไงกลุ่มของกีฬาบาสให้พอแค่นี้ คะแนนฉันให้เสร็จเรียบร้อยแล้ว ส่วนไป่เจ๋อเธอไปโรงพยาบาลกับฉัน ถึงยังไงก็ต้องเช็กให้ละเอียดอีกที เลิกคาบได้”อาจารย์จางกล่าวจบก็ให้ไป่เจ๋อไปรอที่ห้องพยาบาลก่อนส่วนตัวเขาจะไปรายงานเื่แป้นบาสที่พัง จากนั้นจึงกลับมาพาไป่เจ๋อไปยังโรงพยาบาล
โรงพยาบาล
ไป่เจ๋อเข้ารับการตรวจร่างกายอย่างละเอียดและผลที่ออกมาคือไร้รอยขีดข่วน นั่นทำให้อาจารย์จางรู้สึกโล่งใจเพราะหากไป่เจ๋อเป็อะไรขึ้นมา เขานี่แหละจะต้องเป็คนรับผิดชอบ
‘เ้าเด็กนี่ร่างกายแข็งแรงเกินคนไปแล้วแป้นบาสหนักขนาดนั้นตกใส่ยังไม่มีแม้แต่รอย’ อาจารย์จางยังคงมองไป่เจ๋อที่กำลังเดินอยู่ด้านหน้าเขา
“ไป่เจ๋อเธอกลับบ้านไปก่อน นี่ก็จะได้เวลาเลิกเรียนคาบสุดท้ายแล้ว” อาจารย์จางกล่าว
“ครับ”ไป่เจ๋อหันมาตอบอาจารย์จางและเตรียมจะเดินออกไปจากโรงพยาบาล
“ขอทางหน่อยครับขอทางหน่อย” เสียงของบุรุษพยาบาลดังมาจากทางเข้าโรงพยาบาล
ไป่เจ๋อรีบหลบเข้าข้างกำแพงทันทีเขาเห็นหญิงชราอายุน่าจะ 80 ได้นอนอยู่บนเตียงผู้ป่วยที่บุรุษพยาบาลกำลังเข็นมาด้านข้างเตียงมีคนที่เขาคุ้นหน้ากำลังกึ่งเดินกึ่งวิ่งมาพร้อมกันคือชายหนุ่มกับชายชราที่เขาเคยเจอในร้านขายยาสมุนไพร
‘หญิงชราคนนั้นมีพลังปราณระดับนภาดูจากอาการแล้วน่าจะเป็หยินเสียสมดุลอย่างรุนแรง มิน่าล่ะสองคนนั้นถึงได้หาซื้อสมุนไพรฤทธิ์หยางรุนแรงไปที่แท้เพื่อบรรเทาอาการให้หญิงชราคนนี้นี่เอง แต่ว่าการที่อาการไม่ดีขึ้นแสดงว่าวิธีปรุงไม่ถูกต้อง คงจะนำไปต้มแน่ ๆ ผลที่ได้จึงเหลือแค่ 1 ใน 1000 ส่วนมันช่วยสะกดอาการได้ชั่วคราวเท่านั้น’ ไป่เจ๋อคิด
ไป่เจ๋อกำลังชั่งใจว่าเขาจะสอดมือเข้าไปช่วยดีหรือไม่ซึ่งแน่นอนว่ามันมีทั้งผลดีและผลเสีย ผลดีคือเขาจะกลายเป็ผู้มีพระคุณของหญิงชราและอาจได้รับความคุ้มครองจากนาง ส่วนผลเสียก็คือมันมีความเสี่ยงหลายอย่างเช่นการไม่ให้เขาเข้าไปรักษาเพราะไม่เชื่อใจ หรือการไม่สำนึกบุญคุณและการเปิดเผยตัวตนว่าเขาเป็ผู้ฝึกยุทธ์เช่นกันแต่แน่นอนว่าเขาตัดสินใจแล้วว่าจะช่วย
“อาจารย์ครับแยกกันตรงนี้นะครับ” ไป่เจ๋อกล่าวก่อนจะเดินไปในทิศทางที่เตียงของหญิงชราคนนั้นถูกเข็นไป
ส่วนสาเหตุที่ไป่เจ๋อเลือกที่จะช่วยเพราะเขาเชื่อคำสอนของไท่ซื่อคงที่กล่าวไว้ว่า “หว่านพืชเช่นไร ให้ผลเช่นนั้น”ดังนั้นการทำความดีของเขาในครั้งนี้ ย่อมต้องได้รับสิ่งดี ๆกลับมาบ้างไม่มากก็น้อย
_________________________________________________
After Punish Scene
อี้หาน: ฮือ ๆ อาจารย์ใจร้าย
ศิษย์พี่: ของที่มันเสียไปแล้วเอากลับคืนมาไม่ได้หรอก
อี้หาน: ม่ายยย ฮือ ๆ
เหลาเหล่า: หานหาน หากยังไม่หยุดร้องส่งเสียงรำคาญอีก ฉันจะจัดให้ฟ้าเหลืองเลย
อี้หาน: 0x0 .......
ศิษย์พี่: = [] =.......