ริวจิเห็นเช่นนั้น ย่อมทราบนางไม่้าเอ่ยเื่นี้มันก็ไม่คิดเซ้าซี้ถามต่อไป จะอย่างไรนางถือเป็ผู้มีพระคุณของหมู่ตึกบูรพาดังนั้นเปลี่ยนท่าทีเป็จริงจัง กล่าวว่า
“ข้าพเ้าขออภัย ครั้งนี้ติดหนี้บุญคุณพวกท่านจริง ๆ”
มู่หยงไฉ่จิ่งยิ้มเล็กน้อย ทานข้าวต่อไป
ริวจิยังกล่าว ถามต่อด้วยความสงสัย
“เท่าที่ทราบจอมแพทย์การุณย์ ประมุขหมู่ตึกตระกูลหลินไม่เคยรับคนนอกเป็ศิษย์?”
“ถูกต้องวิชาของตระกูลหลิน ไม่เคยถ่ายทอดให้คนนอกพี่ชายข้าพเ้าเป็คนเดียว ที่ได้รับการยกเว้น”
“ในเมื่อพี่เ้าเป็ศิษย์ตระกูลหลิน แล้วทำไมท่านโยชิอิบอกว่าวิชาที่ต้าซือใช้เป็ดรรชนีวชิระ?”
“ท่านพี่เรียนวิชาแพทย์ จากตระกูลหลินเพียงอย่างเดียวมิได้ร่ำเรียนวิชาฝีมือ เฮอะ...ข้าพเ้าว่าวิชาแพทย์ของท่านพี่มีความสำเร็จเหนือกว่า เซียนแพทย์ตระกูลหลินเสียอีก ถ้าไม่เป็เพราะ...”กล่าวถึงตอนนี้ มู่หยงไฉ่จิ่งได้แต่นิ่งเงียบ
ริวจิสังเกตท่าที อ้ำอึ้งของนางจึงกล่าวว่า
“หากข้าพเ้าคาดไม่ผิด ต้องเกิดเื่ราวใดขึ้น...ไม่เช่นนั้นเหตุใดพี่ของเ้าจึงมาบวชเป็หลวงจีน”
“อืมม์...” มู่หยงไฉ่จิ่งไม่คิดตอบมากกว่านี้
“คุณชายฟางสนิทกับพี่ของเ้า อย่างยิ่งใช่หรือไม่”
“ใช่เมื่อก่อนพี่เสวี่ยเฟย พี่ของข้าพเ้า ศิษย์พี่ไป๋เฮ่อและคุณชายกงซุนเป็สหายสนิทกัน”
“นั่นย่อมเป็เื่ ก่อนเกิดคดีที่หมู่ตึกพันอักษร?”
สีหน้ามู่หยงไฉ่จิ่งสลดลงอีกครั้ง
“ใช่...”
ริวจิอดใจสงสัยไม่ได้ ต้องไต่ถามอีก
“พี่ชายของเ้า ตัดสินใจออกบวชเพราะเื่ในคราวนั้น?”
มู่หยงไฉ่จิ่งขมวดคิ้ว
“มิใช่”
ริวจิยังรุกไต่ถามต่อ
“มิใช่...แต่เกี่ยวเนื่องกันใช่หรือไม่?”
นางมองหน้าริวจิเขม็ง
“เ้าถามเื่เหล่านี้ทำไม?”
ริวจิยิ้มละไม
“เ้าเองก็พยายามไต่ถามเื่ท่านโยชิอิ...ปากเ้าก็บอกว่าเื่ของอี่ไป๋เฮ่อไม่เกี่ยวข้องกับเ้า แต่เ้ากลับพยายามสืบข่าวทุกอย่างหรือเ้าจะเข้าประลองเอง”
“ข้าพเ้า...”
“ความจริงเ้า สามารถไปได้ทุกเมื่อแต่ยังอยู่กับเราทำไม...หรือว่าเ้าไม่อาจตัดใจจากข้าพเ้าได้”
“เหลวไหล!...” นางถลึงตาใส่ แต่แก้มทั้งสองข้างกลับแดงซ่าน
“ข้าพเ้าเข้าใจเจตนาเ้า...เ้าคิดอยู่เพื่อหาจุดอ่อนท่านโยชิอิเพื่อให้ศิษย์พี่ของเ้า ได้เป็อันดับหนึ่งในการประลองใช่หรือไม่?”
มู่หยงไฉ่จิ่งเหม่อมองไปด้านนอก
“เป็ข้าพเ้ายุ่งวุ่นวายไปเองศิษย์พี่หาได้รู้เื่นี้ไม่...อีกทั้งศิษย์พี่ ไม่สนใจหรอกว่าจะได้เป็จอมยุทธ์อันดับหนึ่งหรือไม่”
“ครั้งนี้จอมยุทธ์อี่ ย่อมเข้าประลองด้วยใช่หรือไม่?”
“ย่อมใช่”
“ครั้งที่แล้ว ศิษย์พี่ของเ้าก็เข้าประลอง?”
“ใช่”
“หากไม่้าเป็จอมยุทธ์อันดับหนึ่งไม่้าชื่อเสียงหรือคัมภีร์ยุทธ์ แล้วจอมยุทธ์อี่เข้าประลองทั้งสองครั้งทำไม?”
มู่หยงไฉ่จิ่งส่ายหน้า
“บอกตามจริง ข้าพเ้าก็ไม่เข้าใจว่าเหตุใดครั้งนี้ศิษย์พี่จึงร่วมงานชุมนุม แต่ต้องมิใช่เพราะ้าเป็จอมยุทธ์อันดับหนึ่งอย่างแน่นอน ข้าพเ้าไม่เคยคิดมาก่อนว่าหลังเกิดเื่เมื่อเจ็ดปีก่อน ศิษย์พี่ยัง้ายุ่งเกี่ยวกับเื่พวกนี้อีกแต่เมื่อครึ่งปีก่อนจู่ ๆ ศิษย์พี่มาบอกว่า จะเข้าร่วมการประลองคราวนี้ด้วยข้าพเ้าไม่ทราบจริง ๆ ครั้งนี้ศิษย์พี่มีเหตุผลใด”
“แล้วเมื่อเจ็ดปีก่อน ศิษย์พี่ของเ้ามีเหตุผลใด?”
“นั่นเพราะ...”
ริวจิทอดถอนใจ
“ดูเ้าอ้ำอึ้งบ่อยเสียจริง...หรือในจงหยวนนี้ มีความลับมากมายที่ไม่อาจบอกผู้อื่น”
นางใคร่ครวญครู่หนึ่ง จึงตัดสินใจบอกออกมา ไม่ทราบทำไมนางถึงยอมพูดเื่ราวมากมายกับบุรุษผู้นี้
“เมื่อเจ็ดปีก่อน พี่ไป๋เฮ่อเข้าประลอง เพราะแม่นางซ่างกวนเหม่ยเซียน”
“เพราะนาง?”
“ศิษย์พี่เจาะจง ้าประลองกับนาง”
“เหตุใดศิษย์พี่ของเ้า จึงต้องประลองกับนาง?”
“เพราะสตรีในหมู่ตึกตระกูลซ่างกวน ล้วนโฉมงามและเก่งกาจดังนั้นพิถีพิถันในการเลือกคู่ครองให้พวกนาง หาก้าแต่งงานกับสตรีในหมู่ตึกต้องชนะการประลองกับพวกนาง จึงสามารถแต่งงานกันได้ น้อยคู่นักจะได้แต่งงานกัน”
“ข้าพเ้ากลับไม่ทราบว่า หมู่ตึกของชาวจงหยวน มีประเพณีแปลกประหลาดเช่นนี้ถ้าอย่างนั้นไม่ทราบ เมื่อไหร่หมู่ตึกตระกูลมู่หยงของเ้าจะมีการประลองเช่นนี้...”
มู่หยงไฉ่จิ่งหน้าแดงฉานด้วยความอาย
“นี่เป็กฎของตระกูลซ่างกวนเท่านั้น ชาวจงหยวนเรา ไม่มีประเพณีเช่นนี้หรอก”
แววตาแวววาว จับจ้องมู่หยงไฉ่จิ่งนิ่งนาน
“โชคดีที่หมู่ตึกของเ้า ไม่มีกฎไร้สาระเช่นนี้”
มู่หยงไฉ่จิ่งเขินอีก
“หมู่ตึกของข้าพเ้า จะมีกฎเช่นไร หาเกี่ยวข้องกับท่านไม่...”
“หากครั้งนี้ท่านโยชิอิสามารถชนะการประลองไม่ทราบเ้ายังจะพูดคุยกับข้าพเ้า เช่นนี้อีกหรือไม่”
“ไม่ว่าผู้ใดชนะหรือแพ้ ข้าพเ้าล้วนไม่มีส่วนเกี่ยวข้องยิ่งเื่พูดคุยกับท่าน นั่นต้องแล้วแต่ความพอใจของข้าพเ้า”
ริวจิไม่คิดรุกไล่นางอีก จึงวกกลับสู่เื่ซึ่งสนทนาค้างอยู่ กล่าวถามว่า
“การประลองครั้งที่แล้ว ศิษย์พี่ของเ้าพ่ายแพ้...”
“ใช่ ผู้ชนะนางได้ คือคุณชายกงซุนจินิ”
“จอมยุทธ์อี่มีฝีมือล้ำเลิศ ยังพ่ายแพ้ต่อนาง?”
“คุณหนูใหญ่ชนะพี่ไป๋เฮ่อ เพียงครึ่งกระบวนท่า ในงานประลองครั้งนั้นคุณชายกงซุนเป็ผู้เยี่ยมยุทธ์ที่สุด สามารถสยบทายาททุกตระกูลจึงได้เป็เ้าของคัมภีร์พันอักษร หลังงานประลองเสร็จสิ้นเพียงหนึ่งวันคุณชายกงซุนสู่ขอแม่นางซ่างกวน ทั้งหมดจึงถือโอกาส จัดงานแต่งงานที่นั่นในอีกสิบวันต่อมา”
“นี่คือชนวนเหตุคดีฆาตกรรม ในหมู่ตึกพันอักษร?”
“พี่ไป๋เฮ่อ ไม่ได้เป็คนทำ!”
“อย่างนั้นทำไมเื่นี้ จึงกระจายไปทั่วยุทธจักร?”
“เพราะบัณฑิตไร้ร่องรอย โหมประโคมข่าว!”
“คนผู้นี้มักเขียนเื่เรื่อยเปื่อย ใส่ร้ายผู้อื่นหรือ”
มู่หยงไฉ่จิ่งอ้ำอึ้ง
“...มันไม่เคย...”
“มันมีเื่ขัดแย้งกับศิษย์พี่ของเ้าหรือไม่?”
“...ดูเหมือนไม่มี”
“อย่างนั้นทำไมมันต้องกุเื่ใส่ร้ายศิษย์พี่ของเ้า?”
“ข้าพเ้าไม่ทราบ!...แต่ศิษย์พี่ไม่ใช่ผู้กระทำแน่นอน!”
“มีผู้ใดยืนยันได้?”
“พี่เสวี่ยเฟยย่อมยืนยันได้! ไม่เช่นนั้นไหนเลยตัดสินให้ศิษย์พี่เป็ผู้บริสุทธิ์”
“ลือกันว่า เพราะไม่้ากล่าวถึงเื่นี้คุณชายฟางจึงอยู่แต่ในหมู่ตึกถึงเจ็ดปี?”
“ข้าพเ้าไม่ทราบ...”
“ไม่เพียงคุณชายฟาง หลังเกิดเหตุฆาตกรรม ประมุขของห้าตระกูลใหญ่แม้ไม่ถึงกับเก็บเนื้อเก็บตัว แต่ก็คล้ายถือสันโดษ หากไม่ออกเร่ร่อนไปทั่ว ก็ไม่ใส่ใจเื่ในยุทธจักรอีก...ตระกูลซ่างกวนถึงกับถอนตัวจากจงหยวน ไปตั้งรกรากใหม่ที่แดนอาทิตย์อุทัย...ที่แท้วันนั้นเกิดเื่ใดขึ้นกันแน่”
“ท่านไม่ต้องมอง ข้าพเ้าไม่รู้เื่หรอก”
“ฮือ...หรืองานแต่งงานในครั้งนั้น ตระกูลมู่หยงของเ้าไม่ได้รับเชิญ?”
“ใครบอกท่าน วันจัดงานแต่งงาน บังเอิญตรงกับวันที่พี่ชายข้าพเ้าออกบวชต่างหาก ข้าพเ้าจึงต้องรออยู่ที่เชิงเขาวัดเส้าหลิน”
“ปู้เอี้ยนต้าซือเป็ศิษย์วัดเส้าหลิน?”
“หากไม่ใช่ท่านจะเรียนดรรชนีวชิระมาจากไหนกัน ท่านเ้าอาวาสเป็คนบวชให้ท่านพี่เอง”
“หือ!พี่ชายเ้าเป็ศิษย์เ้าอาวาสวัดเส้าหลิน!...งานบวชนี้คงต้องครึกครื้นยิ่ง”
“งานครั้งนั้น สร้างความกระอักกระอ่วน ให้ท่านผู้เฒ่าทั้งหลายจริง ๆ จึงตกลงกันว่าให้ประมุขของสามตระกูลใหญ่ ไปร่วมงานที่วัดเส้าหลิน เพื่อเป็การให้เกียรติท่านเ้าอาวาสและตระกูลมู่หยง พี่เสวี่ยเฟย ท่านลุงหลิน ท่านลุงติง เดินทางมาร่วมงานด้วยตัวเอง ส่วนทายาทรุ่นเยาว์ของทุกตระกูลศิษย์พี่ไป๋เฮ่อและบัณฑิตไร้ร่องรอย ต่างร่วมงานแต่งที่หมู่ตึกพันอักษร”
“ไฉนคุณชายฟาง ไปร่วมงานที่วัดเส้าหลิน?”
“ท่านลุงฟางเพิ่งเสียชีวิต ก่อนงานประลองเพียงหนึ่งสัปดาห์พี่เสวี่ยเฟยจึงถือเป็ประมุขตระกูลฟาง”
ริวจิขมวดคิ้วเอะใจฉุกคิดขึ้น
“อ้อ...จริงสิ...เช่นนี้เป็ว่าคุณชายฟาง ไม่ได้อยู่ที่หมู่ตึกพันอักษรในคืนเกิดเหตุฆาตกรรม อย่างนั้นคุณชายฟางก็ต้องไม่ทราบว่าวันนั้นที่แท้ในหมู่ตึกพันอักษร เกิดเื่ราวใดขึ้นกันแน่?”
มู่หยงไฉ่จิ่งชะงักถ้อยคำ
“...ใช่...”
“ถ้าเช่นนั้น ดูเหมือนผู้ทราบเื่ราวดีที่สุดสมควรเป็บัณฑิตไร้ร่องรอยจริง ๆ”
“ท่านก็เชื่อหนังสือเล่มนั้น?”
“หนังสือนั่นกล่าวร้ายจอมยุทธ์อี่ เ้าจึงมีอคติ”
มู่หยงไฉ่จิ่งไม่ตอบ กลับตัดบทขึ้นแล้วเดินออกไป
“พี่เสวี่ยเฟยไปต้มยานานแล้ว ข้าพเ้าจะไปตามมาทานข้าว”
ริวจิพยายามค้นหา ความจริงในแววตานางสมองยิ่งครุ่นคิดถึงเื่ราวซึ่งได้ยินมา มันเคยอ่านเื่ราวเหล่านี้ในหนังสือของบัณฑิตไร้ร่องรอย นับครั้งไม่ถ้วน มันไม่เคยสนใจอะไรมากไปกว่าเื่ราวอันน่าตื่นเต้นสนุกสนานเร้าใจ
ทว่าเวลานี้ ความรู้สึกของมัน เปลี่ยนแปลงไปอย่างมากมาย...
เนื่องเพราะบุคคล ผู้ถูกระบุชื่อในครั้งนั้นได้มาปรากฏต่อหน้ามัน คนแล้วคนเล่า บัดนี้มันจึงรู้สึกเื่ราวในหนังสือเล่มนั้นมิใช่เป็เพียงนิยายที่สนุกสนาน หากเป็คดีฆาตกรรมอำพรางซึ่งทุกคนพยายามซุกงำความลับใดไว้!