เพราะอานหยางเป็นคนตัดสินใจถอนหมั้นกับเฉินเหลียนเอ๋อร์ด้วยตัวเองสถานการณ์ระหว่างตระกูลเฉินและตระกูลอานจึงตึงเครียดเป็นอย่างยิ่ง
เดิมทีทั้งสองตระกูลร่วมทำการค้าด้วยกันหากมีความสัมพันธ์ที่ไม่ดีต่อกันย่อมส่งผลเสียต่อผลประโยชน์ อานฮูหยินมีใจประนีประนอมความสัมพันธ์ต่อนายหญิงเฉินจึงเรียกไป๋ฝูฉวีออกมาจากห้องเพื่อยกขนมรินน้ำชาให้นายหญิงเฉิน
ในวันที่สองที่ไป๋ฝูฉวีเข้ามาอยู่ในจวนตระกูลอานก็ได้รู้ว่ามารดาของนางนำทั้งตนเองและนางขายให้ตระกูลอานแล้วสัญญาการซื้อขายตัวก็อยู่ในมือของตระกูลอานนางรู้ว่าตอนนี้ในตระกูลอานนางทำได้เพียงพึ่งจมูกของอานฮูหยินหายใจ ไม่ว่าอานฮูหยินต้องการให้ทำสิ่งใดนางก็ทำได้เพียงอดทนเท่านั้น
อานฮูหยินเรียกนางไปที่ห้องรับรองใหญ่แม้ว่านางจะยังอยู่เดือน แต่ก็ทำได้เพียงจัดการตัวเองให้เรียบร้อยเพื่อออกไปต้อนรับนายหญิงเฉิน
ประการแรกนางไม่ใช่บุตรที่ถูกต้องของตระกูลเฉินประการที่สองนางไม่ใช่ภรรยาที่ถูกต้องของตระกูลอาน สถานะที่ชัดเจนอะไรล้วนไม่มีแม้แต่สาวใช้ต้นห้องยังเป็นไม่ได้ด้วยซ้ำ นางไม่มีคุณสมบัติพอสำหรับเป็นภรรยาอย่างถูกต้องได้
นางทำได้เพียงสวมเสื้อผ้าหนาๆมานั่งคุกเข่าอยู่นอกห้องรับรอง มองไปยังแสงแดดที่ร้อนระอุของเดือนหกนั่งคุกเข่าอย่างแข็งขัน เฝ้ามองไปยังนายหญิงเฉินที่นั่งอยู่ในห้องรับรองเพื่อรอเติมชาให้นาง
ไป๋ฝูฉวีมองเห็นนายหญิงเฉินจากไกลๆเห็นว่านางดูแก่ชรากว่ายามที่เจอกันเมื่อครั้งก่อนไม่น้อย ในใจอดไม่ได้ที่จะรู้สึกสุขใจเป็นอย่างยิ่ง
ดูเหมือนว่าเรื่องที่เกิดขึ้นกับเฉินเหลียนเอ๋อร์จะส่งผลกระทบต่อนายหญิงเฉินมหาศาลในใจของนายหญิงเฉินเกิดความเจ็บปวดและทนรับไม่ไหว ไป๋ฝูฉวีสัมผัสได้ว่าในใจของตนรู้สึกดีใจเหลือคณา
แม้ว่าตอนนี้ตนจะต้องมานั่งคุกเข่าคอยรินชาให้นายหญิงเฉินแต่นางก็ให้กำเนิดบุตรชายคนโตของตระกูลอานออกมาแล้ว เพียงนางเต็มใจที่จะแสดงความถ่อมตนในภายภาคหน้าย่อมไม่มีวันได้ประสบเรื่องยากลำบากอย่างแน่นอน
แต่นายหญิงเฉินก็ดูแก่ขึ้นมากอีกทั้งยังสูญเสียบุตรสาวเพียงคนเดียวของตนไป สีหน้าซีดเซียวแสดงความเจ็บปวดอมทุกข์เมื่อเทียบกันทั้งสองฝ่าย ใครแพ้ใครชนะสามารถมองออกได้อย่างชัดเจน
ไป๋ฝูฉวีมองไปยังนายหญิงเฉินนายหญิงเฉินเองก็มองไปยังไป๋ฝูฉวีพร้อมรอยยิ้มเล็กน้อยเช่นกัน... แน่นอนว่านางมองเห็นความสุขที่ปรากฏอยู่บนร่างกายของไป๋ฝูฉวีแต่นางสามารถรับประกันได้ว่าความสุขที่ปรากฏอยู่บนร่างของไป๋ฝูฉวีนั้น อีกไม่นานก็จะสิ้นสุดลงแล้ว
แต่ก่อนที่จะให้นางได้พบกับเรื่องราวเลวร้ายนายหญิงเฉินก็ยังปรารถนาให้ไป๋ฝูฉวีนั่งคุกเข่าต่อไปอีกสักหน่อย
สายตาที่มองมาของนางทำให้ไป๋ฝูฉวีรู้สึกกังวลใจทั้งโกรธทั้งอับอายเป็นอย่างยิ่ง
นายหญิงเฉินเองก็พ่ายแพ้แล้วเช่นกันแต่เหตุใดนางถึงได้ใช้สายตาที่ดูเหยียดหยันและเหนือกว่ามองมาที่นางเล่า?
น่าเสียดายที่ไม่ว่าในใจนางจะคิดสิ่งใดอยู่ก็มิอาจกล่าวออกมาได้ทำได้เพียงคุกเข่าอยู่ด้านหน้านายหญิงเฉินอย่างเชื่อฟัง
นายหญิงเฉินไม่ได้ดื่มชาที่ไป๋ฝูฉวีรินให้เพื่อแสดงความเคารพยิ่งไม่ต้องกล่าวถึงอานฮูหยิน
อานฮูหยินเห็นแก่หน้าของเด็กทั้งสองจึงปฏิบัติต่อไป๋ฝูฉวีดีขึ้นแต่เมื่อพูดถึงเรื่องบุตรสะใภ้ อานฮูหยินก็ไม่แม้จะใส่ใจเลยสักเพียงนิด
อานฮูหยินไม่ได้สนใจไป๋ฝูฉวีนายหญิงเฉินก็ยิ่งไม่สนใจเข้าไปใหญ่ ไม่ว่าใครคิดจะรังแกและดูถูกนาง ไป๋ฝูฉวีก็เลือกได้เพียงอดทนเอาไว้
นายหญิงเฉินเห็นไป๋ฝูฉวีนั่งคุกเข่านางไม่ดื่มชาและไม่ได้บอกให้นางลุกขึ้น
ไป๋ฝูฉวีนั่งคุกเข่าตลอดเที่ยงนางสวมชุดหนา เมื่อโดนแสงแดดที่ร้อนระอุสาดใส่จึงทำให้ทั่วร่างกายเต็มไปด้วยเหงื่อช่วงแรกนางยังสามารถประคองร่างกายของตนเอาไว้ได้แต่หลังจากนั้นก็มิอาจทนรับต่อไปได้อีก ในที่สุดร่างบอบบางก็โงนเงนและฟุบลงไปที่พื้น
ตอนที่อานฮูหยินกำลังจะร้องเรียกให้คนเข้ามาประคองร่างของไป๋ฝูฉวีก็เห็นว่านายหญิงเฉินที่นั่งอยู่ข้างตนลุกขึ้น
นายหญิงเฉินเดินเข้าไปด้วยท่วงท่าสบายๆมือข้างหนึ่งถือถ้วยชาขึ้นมาและเทมันลงบนใบหน้าของไป๋ฝูฉวีโดยตรงเพื่อปลุกให้นางได้สติ
ไป๋ฝูฉวียังคงมีอาการสะลึมสะลือนางรู้สึกเพียงว่าใบหน้าของตนเปียกชื้น ทันทีที่เงยหน้าขึ้นมาก็พบกับแววตาของนายหญิงเฉินที่แฝงความพิกลและเริงร่าเอาไว้จู่ๆ พลันรู้สึกว่าต้องมีเรื่องใหญ่เกิดขึ้นอย่างแน่นอน
ตอนนี้ทุกคนได้ยินเสียงบ่าวชายที่อยู่หน้าประตูวิ่งเข้ามาอย่างรีบเร่งกล่าวรายงานอานฮูหยินด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความเศร้าโศก บอกว่าที่หน้าประตูไม่รู้ว่ามีกลุ่มขอทานมาจากที่ใดกล่าวว่าตระกูลอานขโมยสะใภ้ของพวกเขามา และต้องการให้ตระกูลอานคืนคนให้กับพวกเขา
อานฮูหยินไม่เคยได้ยินเรื่องเหล่านี้มาก่อนนางเป็นถึงตระกูลอานไหนเลยจะต้องไปขโมยสะใภ้ของพวกขอทานมา? นี่เป็นนิทานพันหนึ่งราตรี[1] อะไรกัน?
“เกิดอะไรขึ้น?”อานฮูหยินขมวดเรียวคิ้วพร้อมเดินไปด้านหน้า “เหตุใดพวกเขาถึงได้พูดจาส่งเดชจวนตระกูลอานของพวกเราไปขโมยของของพวกขอทานมาตั้งแต่เมื่อใดกัน เหลวไหลไร้สาระช่างน่าขำเสียจริง”
“เจ้าอย่าโกรธไปเลยบางทีพวกเขาอาจเห็นว่าตระกูลอานของเจ้ามีความมั่งคั่ง จึงต้องการรีดไถเอาเงินเจ้าก็แค่โยนเศษเงินให้พวกเขาก็พอแล้ว”
นายหญิงเฉินยืนพูดอยู่ด้านข้างอย่างสบายใจสายตามองไปยังไป๋ฝูฉวีวูบหนึ่ง และนั่นก็ทำให้ไป๋ฝูฉวีรู้สึกหนาวยะเยือกไปตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า
“ใช่แล้วอีกอย่างเรื่องเช่นนี้ควรค่ามารายงานต่อหน้าฮูหยินอย่างข้าหรือใช้เศษเงินโยนให้พวกเขาไป หากยังไม่ไปอีกก็แค่นำเรื่องนี้ไปรายงานทางการให้มาช่วยขับไล่พวกคนเหล่านี้ไป!”
อานฮูหยินกล่าวตำหนิบ่าวชายเฝ้าประตูไปสองประโยคมือบางลูบมวนผมของตนอย่างอดมิได้ อีกด้านหนึ่งก็อยากให้ไป๋ฝูฉวีออกไป
ท่าทีของบ่าวเฝ้าประตูผู้นั้นดูบุ่มบ่ามเขาเงยหน้าขึ้นมองอานฮูหยินและนายหญิงเฉินโดยไม่ตั้งใจ “รายงานฮูหยิน เดิมทีบ่าวก็ไม่อยากสนใจ แต่สิ่งที่พวกเขาพูดดูมีเหตุมีผลไม่มีการโวยวายสร้างปัญหา บ่าวคิดว่าเด็กสาวที่พวกเราซื้อตัวมาเมื่อวันก่อนน่าจะเป็นคนของพวกเขาเช่นนั้นจึงมาถามฮูหยินก่อนเพื่อความแน่ใจขอรับ
อย่างไรเสียตระกูลอานก็มีชื่อเสียงอันดีในเมืองหยางโจวมาตลอดหากเราปฏิบัติอย่างไม่ไยดีต่อกลุ่มขอทานที่ไม่ได้สร้างปัญหาแม้แต่น้อย บ่าวเกรงว่ามันอาจจะส่งผลกระทบต่อกิจการของนายท่านได้ขอรับ”
คำพูดของเขาอยู่ในกรอบแม้อานฮูหยินจะขมวดคิ้ว แต่ท่าทีของนางก็แสดงออกถึงความเห็นชอบอยู่ด้วย
เมื่อเห็นสถานการณ์ตรงหน้านายหญิงเฉินก็พูดออกมาอย่างไม่ใส่ใจ “แล้วคนพวกนั้นได้บอกชื่อของนางหรือไม่? พวกเราลองไปถามดูหากว่านางอยู่ในจวนจริงๆ ก็แค่เมตตาส่งตัวออกไป เป็นเพียงเศษเงินหรือไม่ก็เป็นบ่าวที่ซื้อกลับมาเพียงไม่กี่อีแปะเหตุใดต้องใส่ใจด้วย ถือเสียว่าเป็นการทำความดีให้กับเหล่าพี่น้องไปก็ได้”
ไป๋ฝูฉวีไม่สามารถปลีกตัวไปได้หากไม่มีคำสั่งของอานฮูหยินเมื่อนางได้ยินคำพูดของนายหญิงเฉินที่เอ่ยว่า “ทำความดีให้กับเหล่าพี่น้อง” ก็ยิ่งรู้สึกประหลาดใจภายในใจเกิดความรู้สึกไม่เป็นสุข ราวกับว่ามีเรื่องใหญ่กำลังจะเกิดขึ้น
“บอกขอรับคนพวกนั้นบอกว่าสะใภ้ของพวกเขานามฟู่กุ้ยเอ๋อร์ที่หน้าอกตรงตำแหน่งหัวใจมีปานขนาดใหญ่ บนสะโพกก็มีรอยปานแดงอยู่ด้วย...”
อาจเป็นเพราะบ่าวเฝ้าประตูคนนี้อายุยังน้อยมิรู้ว่าสิ่งใดควรพูดสิ่งใดมิควรพูด คำพูดเหล่านั้นถูกกล่าวออกมาโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อยสาวใช้ชราที่อยู่ข้างกายเขาเห็นเช่นนั้นก็รีบปิดปากของเขาเอาไว้ ทว่าอานฮูหยินและคนอื่นๆล้วนได้ยินหมดแล้ว
อานฮูหยินอับอายจนใบหน้าแดงก่ำเรื่องเช่นนี้เหตุใดถึงได้กล่าวออกมาต่อหน้านางกัน?
นายหญิงเฉินเองก็มองไปยังบ่าวเฝ้าประตูด้วยสีหน้าตำหนิเช่นกันบ่าวเฝ้าประตูผู้นั้นจึงรีบคุกเข่าของตนลงกับพื้น บอกว่าตนอายุยังน้อยไม่รู้ความล่วงเกินฮูหยินแล้ว
อานฮูหยินรู้สึกไม่พอใจต่อบ่าวเฝ้าประตูเป็นอย่างยิ่งนางขมวดคิ้วเข้าหากันราวกับต้องการลงโทษเขา แต่นายหญิงเฉินก็เข้ามากล่าวกระซิบปลอบใจอานฮูหยินเสียก่อน
อานฮูหยินไม่ทันสังเกตเห็นว่าจู่ๆใบหน้าของไป๋ฝูฉวีก็ซีดเซียวลง บนใบหน้าแยกไม่ออกว่าเป็นเหงื่อที่ไหลออกมา หรือเป็นน้ำชาที่นายหญิงเฉินราดลงไปเมื่อครู่กันแน่ทั่วทั้งร่างของนางเปียกชุ่มไปหมด ราวกับเพิ่งถูกนำตัวขึ้นมาจากน้ำอย่างไรอย่างนั้น
“ฮูหยินเจ้าคะบ่าวรู้สึกไม่ค่อยสบาย จึงบังอาจเอ่ยขออนุญาตกลับไปพักผ่อนได้หรือไม่เจ้าคะ”
ไป๋ฝูฉวีพยายามตะเกียกตะกายพาร่างตรงไปยังด้านหน้าของอานฮูหยินเพื่อกล่าวขอตัว
อานฮูหยินโบกมือไปมาอย่างไม่คิดอดทนบอกให้ไป๋ฝูฉวีรีบออกไปโดยเร็ว
หัวใจของไป๋ฝูฉวีจู่ๆก็เพิ่มจังหวะการเต้นเป็นรัวเร็วขึ้นเมื่อสายตาของตนสบเข้ากับแววตาที่เหมือนกับบ่อน้ำลึกของนายหญิงเฉิน
แววตาคู่นั้นทั้งมีความเยาะเย้ยและหยอกล้อไม่มีความอบอุ่นแสดงออกมาเลยแม้แต่น้อย
หัวใจของไป๋ฝูฉวีเต้นรัวเร็วเมื่อนึกขึ้นได้ว่านายหญิงเฉินน่าจะรู้เรื่องอะไรบางอย่างแล้วร่างกายของนางรู้สึกเหมือนตกลงไปในบ่อน้ำแข็ง เดินคอตกออกไป
“ไปไปไปหลบไปหน่อย”
สาวใช้ชราที่อยู่ข้างกายอานฮูหยินบอกให้บ่าวเฝ้าประตูออกไปนายหญิงเฉินก็กล่าวความคิดเห็นออกมา บอกว่าให้ไปถามบ่าวหญิงที่เพิ่งถูกซื้อตัวมาทุกคนหากมีผู้ใดที่มีนามตรงกันก็แสดงความเมตตาให้ออกจากจวนนี้ไป
อานฮูหยินเองก็คิดว่าสิ่งนี้ไม่เลวประการแรกคือถือเสียว่าได้แสดงความเมตตาและทำบุญไปด้วย ซึ่งก็เหมือนเป็นการสั่งสมผลบุญให้กับหลานชายทั้งสองของนางที่เพิ่งลืมตาเกิดขึ้นมาด้วยประการที่สองยังถือเป็นการสร้างชื่อเสียงที่ดีให้กับตระกูลอาน เรื่องดีๆ เช่นนี้มีหรือจะไม่ทำ
เพียงแต่เมื่อได้ถามสาวใช้อายุน้อยทั้งจวนไม่มีผู้ใดเลยที่มีชื่อเล่นว่าฟู่กุ้ยเอ๋อร์
นายหญิงเฉินขยับตัวเข้าไปใกล้อานฮูหยินและเอ่ยกระซิบว่า “บางทีบ่าวหญิงคนนั้นอาจเห็นถึงความมั่งคั่งของตระกูลอานก็เลยไม่เต็มใจจะออกไปคนที่ถือดีเช่นนี้ ให้อยู่ในจวนต่อไปก็มีแต่จะทำให้ไม่สบายใจ”
อานฮูหยินคาดการณ์เอาไว้แล้วนายหญิงเฉินก็ยิ่งเพิ่มยาฤทธิ์แรงเข้าไป “เจ้าอย่าเอ็ดไป พวกขอทานเหล่านี้เป็นอะไรที่รับมือได้ยากยิ่งนักโบราณกล่าวว่าเท้าเปล่าไม่กลัวการสวมรองเท้า [2] หากพวกเขาไม่พอใจและนำเรื่องนี้ไปพูดต่อที่ด้านนอกจะไม่ยิ่งทำลายชื่อเสียงอันดีงามของตระกูลอานหรอกหรือ”
อานฮูหยินอดมิได้ที่ต้องเข้าไปจับมือของนายหญิงเฉินและกล่าวถามอย่างตระหนกตกใจเป็นอย่างยิ่ง “เช่นนั้นในความคิดของเจ้าคิดว่าเรื่องนี้ควรจะทำอย่างไรดี?”
แท้จริงแล้วทั้งสองคนก็ยังคงเป็นสหายรักกันนายหญิงเฉินไม่ทันได้สังเกต แต่เมื่อได้ยินนางถามว่าควรทำอย่างไรดี สุดท้ายแล้วความสัมพันธ์ก็ยังคงเป็นเช่นเดิม
ในหางตาของนายหญิงเฉินมีรอยยิ้มเย้ยหยันซ่อนอยู่แต่ปากยังคงกล่าวตอบว่า “เมื่อครู่บ่าวเฝ้าประตูคนนั้นได้กล่าวลักษณะเด่นบนร่างกายมาแล้วนี่เหล่าสาวใช้พวกนั้นปกติแล้วอาศัยอยู่ด้วยกัน เจ้าก็แค่เอาผลประโยชน์มาหลอกล่อ ไม่นานคำถามนี้ย่อมได้ผลลัพธ์”
อานฮูหยินคิดว่านี่เป็นความคิดที่ดีนางจึงหันไปออกคำสั่งแก่สาวใช้ชราที่ยืนอยู่ด้านข้าง จากนั้นก็จูงแขนนายหญิงเฉินไปนั่งดื่มชาต่อ
หลังจากสาวใช้ชราได้ยินคำสั่งของเจ้านายนางจึงใช้เรื่องของรางวัลไปสอบถามเหล่าสาวใช้ และในผู้คนเหล่านั้นก็ไม่มีผู้ใดเลยที่มีลักษณะเด่นบนร่างกายตามที่ได้ยินมา
เหล่าสาวใช้ต่างมองหน้ากันราวกับไม่รู้เรื่องนี้เลยสักนิดทว่าผ่านไปครู่ใหญ่สาวใช้คนหนึ่งที่เข้าจวนมาเมื่อสองปีก่อนก็กล่าวออกมาว่า “แม่นมซวี่ เหมือนข้าจะเคยเห็นคนที่มีลักษณะเด่นบนร่างกายเช่นนั้นมาก่อนเจ้าค่ะ”
น้ำเสียงที่นางกล่าวมีความไม่แน่ใจแฝงอยู่แต่สาวใช้ชรามองเพียงแวบเดียวก็จำได้ทันทีว่า สาวใช้คนนี้คือคนที่ถูกส่งไปอยู่ใกล้ตัวไป๋ฝูฉวีเมื่อสองวันก่อนทว่าเดิมทีไป๋ฝูฉวีนั้นเป็นเพียงคนชั้นต่ำ นางจึงเพียงรับหน้าที่ช่วยเหลือไป๋ฝูฉวีบ้างในบางครั้งไม่ได้ถือว่าเป็นการรับใช้อย่างจริงจังแต่อย่างใด
แม่นมซวี่หรี่ตาลงแล้วถามว่า “นางเป็นใคร?”
“คือ...คือแม่นางไป๋ที่เพิ่งเข้ามาในจวนเมื่อไม่นานมานี้เจ้าค่ะ”
สาวใช้กล่าวออกมาอย่างเหนียมอายพูดจบก็รับก้มหน้าของตนลงทันที... การทรยศผู้อื่นเพื่อผลประโยชน์นับเป็นการละทิ้งศักดิ์ศรีไม่ว่าจะเป็นผู้ใดก็ตาม สิ่งที่นางทำก็ถือเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง
----------------------------------------------------------------
เชิงอรรถ
[1] นิทานพันหนึ่งราตรี หมายถึง เรื่องที่เป็นไปไม่ได้
[2] เท้าเปล่าไม่กลัวการสวมรองเท้า หมายถึง การเปรียบเปรยคนที่ไม่กลัวการมีเรื่องไม่กลัวการพบเจอกับความวุ่นวาย