หากเป็ยามปกติ เล่าซัวเ้าของโรงเตี๊ยมคงต้องรีบรุดออกมารับบังเหียนม้าในมือเขา และเชิญเขาไปนั่งในร้านแล้วทว่า… คราครั้งนี้ โรงเตี๊ยมกลับเงียบสงัดผิดวิสัย
ภายในแสงตะเกียงวูบไหวข้างเตาสุรามีสตรีนางหนึ่งยืนอยู่ นางสวมอาภรณ์สีม่วง เรือนผมเกล้ามวยคู่เสียบปิ่นไม้เรียบง่าย ร่างบอบบางดูเงียบขรึม นางกำลังจัดเตรียมไหสุราหันหน้าสู่อีกทางไม่แม้แต่จะเหลียวมองผู้มาเยือน
บรรยากาศแปลกประหลาดทำให้องครักษ์หลงขมวดคิ้วหลีไป๋หยางเองก็เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ก่อนมุมปากจะยกยิ้มจาง ๆกล่าว่า “เหตุใดจึงเงียบงันถึงเพียงนี้หรือว่ามีเื่?”
เสียงทุ้มของเขาแทรกผ่านความสงัดหญิงสาวในชุดม่วงชะงักมือไปครู่หนึ่ง แต่ยังคงไม่หันกลับมา
องครักษ์หลงขมวดคิ้วก่อนร้องเรียกเสียงดัง “เล่าซัว! เ้าล่ะ? เหตุใดไม่ออกมาต้อนรับ”ไม่มีเสียงขานตอบ บรรยากาศในโรงเตี๊ยมยังคงเงียบงัน
องครักษ์ย้งกับองครักษ์ฉิงตงไม่สนใจบรรยากาศผิดปกติลากม้านั่งออกมา พลางสะบัดแขนเสื้อปัดฝุ่นเชื้อเชิญหลีไป๋หยางให้นั่งลงด้วยท่าทางเคยชิน
องครักษ์ซ้งและองครักษ์หลงนั่งลงขนาบข้างเป็เพื่อนไร้เสียงวุ่นวายตามปกติของนักเดินทางที่แวะจิบสุรา
ภายในห้องด้านในบังเกิดเสียงกระแอมไอแ่เบาชายชราผู้หนึ่งโผล่หน้าออกมาจากหลังฉากไม้ไผ่เคราสีดอกเลาขาวโพลนถึงอก ดวงตาหรี่ปรือเล็กน้อย แววตานิ่งลึกดั่งคนมองเห็นโลกมามากนัก
เสียงแหบพร่าแต่ชัดเจนของชายชราดังขึ้น “โอ๊ะ แขกยามพลบค่ำหรือนี่เชิญนั่ง เชิญนั่งวันนี้มีสุราหยกเมฆาเพิ่งต้มได้ที่เมื่อครู่กับซี่โครงแพะตุ๋นยาจีน พอจะคลายเหนื่อยให้ท่านทั้งหลายได้บ้าง”
องครักษ์ซ้งพยักหน้าอย่างนอบน้อมพลางส่งสัญญาณให้ทุกคนอยุ่ในท่าที่ผ่อนคลายชายชราเดินอย่างเชื่องช้าผ่านโต๊ะไม้เก่าเขาไม่พูดมาก ไม่ซักถามอันใดเกี่ยวกับพวกหลีไป๋หยาง
หลีไป๋หยางขณะหย่อนกายลงที่โต๊ะกล่าวว่า“ขอสุราหยกเมฆาสองไห ซี่โครงหนึ่งจาน” ชายชราพยักหน้ารับคำแล้วหายไปหลังม่านไม้ไผ่อีกครั้งทิ้งไว้เพียงกลิ่นหอมกรุ่นของไม้หอมที่ลอยระเรื่อจากเตา
องครักษ์หลงกระซิบกับองครักษ์ซ้งว่า“โรงเตี๊ยมกลางป่าเช่นนี้…ข้ายังนึกไม่ออกว่าตั้งอยู่มาได้อย่างไร”
องครักษ์ซ้งพึมพำขึ้นว่า“บางที...อาจมีไว้รอต้อนรับใครบางคนโดยเฉพาะก็เป็ได้”
หลีไป๋หยางทอดสายตามองแผ่นป้ายไม้เก่าเหนือประตูรอยสีหมึกที่เคยชัดเจนบัดนี้กลับเลือนรางจนแทบมองไม่เห็นแต่เต็มไปด้วยความนึกย้อนแล้วกล่าวว่า“หากยังเป็เ้าของคนเก่าป่านนี้คงออกมาพูดจาสรรเสริญเยินยอรินสุราให้ไม่หยุด ปากเก่งกว่าจักจั่นเรไรกลางคืนเสียอีก”
ทุกคนพยักหน้าพลางหัวเราะองครักษ์หลงกล่าวว่า “ใช่แล้วข้ายังจำได้ไม่ลืมครั้งก่อนที่เราผ่านทางนี้เ้าของโรงเตี๊ยมยังแถมถั่วอบให้พวกเราสองถุงใหญ่ บอกว่าผู้มีวาสนาเท่านั้นจึงได้แวะพักพิงที่นี้”
หลังจากนั้นชายชราและหญิงสาวชุดม่วงได้นำสุรามาให้หลีไป๋หยางและพวกหลีไป๋หยางปรายตามองรอบโรงเตี๊ยมก่อนเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเรียบๆว่า “โรงเตี๊ยมนี้ เปลี่ยนเ้าของแล้วหรือ?”
ชายชราพยักหน้าช้า ๆกล่าวว่า“ใช่แล้วข้าผู้เฒ่าจงเป็ผู้ดูแลที่นี้นายท่านคงเคยพานพบเ้าของรุ่นก่อนหกเดือนเศษที่ผ่านมา เขาได้ละทางโลก ปล่อยกิจการทิ้งไว้ให้ข้าดูแลแทนชั่วคราว”
หลีไป๋หยางเหลือบตามองหญิงสาว เห็นว่ารูปกายอ้อนแอ้นผิวพรรณขาวผ่องทว่าบนใบหน้ามีรอยแผลเป็ปรากฏอยู่ไม่น้อยรูปโฉมขี้ริ้วอัปลักษณ์ ท่วงท่าของนางแม้สุภาพเรียบร้อย แต่แฝงความขัดเขินคล้ายยังไม่คุ้นชินกับการรับใช้แขก
เขาคาดเดาในใจว่านางคงเพิ่งทำงานขายสุราเป็ครั้งแรกจึงไม่เฉลียวใจสงสัยอันใดเพียงแต่ไม่รู้เพราะเหตุใด สายตานางถึงได้หลบเลี่ยงผู้คนเช่นนี้
หลีไป๋หยางหัวเราะเบา ๆพลางยกถ้วยสุราขึ้นมาจิบ ก่อนกล่าวอย่างผ่อนคลายว่า “สุราหยกเมฆา หอมเยี่ยมนัก”
สิ้นคำ องครักษ์ซ้งและองครักษ์หลงต่างยกถ้วยขึ้นชนพลางหัวเราะเสียงดังบรรยากาศที่เงียบงันเมื่อครู่พลันคลายความกดดันลงองครักษ์ซ้งคว้ากระต่ายป่าหนึ่งตัวและไก่ป่าอีกตัวจากหลังม้าโยนให้ผู้เฒ่าจงพลางกล่าวว่า“ช่วยนำไปผัดเป็อาหารสองจาน ให้เข้ากับสุราหยกเมฆานี้”
ผู้เฒ่าจงรับซากสัตว์มาพลางพยักหน้าช้า ๆ องครักษ์หลงหัวเราะพลางเอ่ยขึ้นอย่างมีนัย “ผู้เฒ่าจง ข้าจะแนะนำท่านให้รู้จัก"
เขายกจอกสุราขึ้นเหลือบตามองหลีไป๋หยางอย่างภาคภูมิก่อนกล่าวต่อว่า“นายน้อยของข้านามว่า หลีไป๋หยาง เป็หัวหน้าคนเล็กแห่งพรรคพยัคฆ์ขาว”
องครักษ์ซ้งเสริมขึ้นด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะ“หากกล่าวถึงผู้ใจกว้างในมณฑลนี้แล้วล่ะก็ ท่านเจอคนที่ใช่แล้ว”
องครักษ์หลงพยักหน้า กล่าวเสริมขึ้นด้วยรอยยิ้ม“หากปรุงอาหารถูกใจ ไม่ถึงเดือน ผู้เฒ่าจงจักมีเงินตราใช้จ่ายแบบไม่ขาดมือเป็แน่”
สิ้นคำ องครักษ์ซ้งกับองครักษ์หลงต่างหัวเราะร่วนบรรยากาศพลันคึกคักขึ้นมาทันทีจากนั้นองครักษ์หลงคว้าป้านสุรารินให้กับหลีไป๋หยาง องครักษ์ซ้ง และตัวเอง ก่อนยกถ้วยขึ้นกล่าวว่า“เชิญดื่ม”ทั้งสามประสานสายตา ก่อนดื่มรวดเดียวหมดสิ้น
องครักษ์หลงวางถ้วยลงใช้หลังมือเช็ดริมฝีปาก แล้วแลบลิ้นเลียเบา ๆ ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงพึงพอใจว่า “โรงเตี๊ยมนี้เปลี่ยนเ้าของแต่รสสุรา ยังไม่เปลี่ยนแปลง”
องครักษ์ซ้งหัวเราะเบา ๆ พลางพยักหน้ากล่าวว่า“ถูกแล้ว รสยังคงเข้มข้นละมุนลิ้น” องครักษ์หลงรินสุราอีกถ้วยหนึ่งเตรียมจะยกดื่มตามติด แต่ทันใดนั้นพลันได้ยินเสียงฝีเท้าม้าดังขึ้น
ม้าสองตัวควบทะยานมาจากทางหลวงด้านทิศเหนือเสียงกีบม้ากระทบพื้นดังหนักแน่น บ่งบอกถึงความเร่งรีบชั่วพริบตาเดียวม้าทั้งสองก็มาถึงหน้าโรงเตี๊ยมเสียงทุ้มต่ำของชายผู้หนึ่งดังขึ้นแฝงแววห้าวหาญไม่เกรงกลัวสิ่งใดกล่าวว่า “ที่นี่มีร้านสุราหรือ เข้าไปดื่มสักสองชาม”
องครักษ์ซ้งตาลงเล็กน้อยมือขวาคลึงถ้วยสุราเบา ๆ ฟังสำเนียงของทั้งสองพลางตรึกตรองอยู่ในใจ “หนานจวินหรือ?” เขาคิด ั์ตาสะท้อนแววคมกล้า ก่อนจะแสร้งจิบสุราอย่างไม่ใส่ใจ
คนชุดเขียวทั้งสองดูทะนงตนยิ่งนักพวกมันเดินผ่านโต๊ะอย่างไม่แม้แต่จะปรายตามองใคร ก่อนจะหักพัดพกในมือเปิดออกดัง ปับ!แล้วสะบัดตัวนั่งลงที่โต๊ะกลางร้าน ประหนึ่งว่าที่แห่งนี้เป็ของพวกมัน
องครักษ์ซ้งยิ้มมุมปากพลางเอียงศีรษะเล็กน้อยกล่าวเสียงเรียบแต่แฝงความเย้ยหยัน“คนจากหนานจวินมีนิสัยโอหังเช่นนี้ทุกคนหรือ?”ทันใดนั้นบรรยากาศในโรงเตี๊ยมเงียบงันลงทุกสายตาหันไปมองโต๊ะกลางรอคอยปฏิกิริยาจากคนชุดเขียวทั้งสอง
องครักษ์ซ้งทอดสายตามองพวกเขาอย่างครุ่นคิดลักษณะเช่นนี้พบเห็นได้บ่อยในหมู่ชาวหูหนานจวินผ้าขาวโพกศีรษะมิใช่เพื่ออวดอ้างศักดิ์ศรีแต่เป็ธรรมเนียมไว้ทุกข์สืบทอดกันมาเนิ่นนานนี่แสดงว่าทั้งสองเพิ่งสูญเสียญาติผู้ใหญ่ไป
ทันใดนั้น ชายฉกรรจ์อายุน้อยในหมู่พวกเขาก็เอ่ยขึ้นเสียงดังฟังชัด“นำสุรามา สุราร้อน ๆ สักไห”เขากล่าวพลางหัวเราะอีกว่า “ฟ้ายังไกลดินยังกว้าง แต่เท้าของข้าชาเสียแล้ว ฮาฮา”เพื่อนร่วมทางของเขาส่ายศีรษะพลางตบไหล่เป็เชิงปรามกล่าวว่า “สุราไม่ช่วยให้ทางสั้นลงหรอกแต่ช่วยให้ใจอบอุ่นขึ้น”ชายหนุ่มย้อนกลับด้วยรอยยิ้มมุมปาก
หญิงสาวในอาภรณ์สีม่วงเดินเข้ามาอย่างเงียบเชียบศีรษะก้มลงเล็กน้อยเป็เชิงสำรวมฝีเท้าเบาเสียจนแทบไร้สุ้มเสียงนางหยุดลงที่หน้าโต๊ะของชายทั้งสองเอ่ยถามด้วยเสียงนุ่มนวลว่า“้าดื่มสุราใด?”
สุ้มเสียงแม้แ่เบา แต่สดใสไพเราะยิ่งชายฉกรรจ์อายุน้อยถึงกับงงงันวูบ ดวงตาจ้องมองหญิงสาวอย่างพินิจ พลันยื่นมือขวาจับแก้มหญิงสาวชุดม่วงผิวเนื้อของนางเย็นเฉียบ สะท้านเล็กน้อยภายใต้ปลายนิ้วของเขา
ทันทีที่สบสายตากับนางชายหนุ่มกลับหัวเราะออกมา เอ่ยว่า “น่าเสียดาย น่าเสียดาย”หญิงสาวชุดม่วงใจหายวาบรีบถดถอยไปด้านหลังร่างบางสั่นระริกดวงตาหลุบลงต่ำนางมิได้กล่าวสิ่งใดแต่ภายในใจคล้ายมีพายุพัดโหม
ชายฉกรรจ์อีกผู้หนึ่งซึ่งนั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามหัวเราะเสียงต่ำพลางกล่าวด้วยน้ำเสียงเย้ยหยันว่า“น้องแซ่แต้ แม่นางนี้ร่างกายอ้อนแอ้นนักแต่โฉมหน้ากลับขรุขระ หากเ้าโฉมหน้างดงามเ้าคงได้ของมีค่าจากพวกเราไปไม่น้อย”
คนแซ่แต้หัวเราะเสียงดัง ฮาฮามิได้ถือสาแม้แต่น้อย ทว่าหลีไป๋หยางกลับบังเกิดโทสะพลุ่งพล่าน ใบหน้าเคร่งขรึมฝ่ามือกระแทกลงบนโต๊ะไม้เสียงดังปัง จอกสุรากระเพื่อมไหวร้องะโว่า“พวกเ้าสองตัวปากดีมีตาแต่ไร้แววกลับกล้าลำพองอวดดีถึงเมืองปันยูของข้า”
คนแซ่แต้หัวเราะเสียงดัง ฮาฮาราวกับมิได้ถือสาแม้แต่น้อย เขายกจอกสุราขึ้นจิบหนึ่งคำ ก่อนจะหันไปมองสหายข้างกายพลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงหยอกเย้าว่า “กงยี่ ท่านคาดว่าเ้าลูกแมวนี้ด่าผู้ใด?”
ชายที่ถูกเรียกว่ากงยี่หัวเราะหึเบา ๆส่ายศีรษะช้า ๆ มือหนึ่งเคาะนิ้วลงบนโต๊ะเป็จังหวะ ราวกับใช้ความคิดกล่าวว่า “หากมิใช่พวกเราแล้วจะเป็ผู้ใดไปได้?”เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน ดวงตาฉายแววเ็า
หลีไป๋หยางจ้องมองทั้งสองด้วยแววตาแข็งกร้าวฝ่ามือยังคงกดแน่นอยู่บนโต๊ะร่างทั้งร่างตึงเครียดกล่าวว่า“เ้าสองตัวนี้คิดว่าหมู่บ้านของข้าจะปล่อยให้พวกเ้าลำพองได้ถึงเพียงนี้รึ?”
หลีไป๋หยางมีหน้าตาประพิมพ์ประพายคล้ายมารดาหล่อเหลางดงามยิ่ง ยามปกติ เพียงบุรุษใดยักคิ้วหลิ่วตาให้ก็มักตวัดฝ่ามือตบหน้าโดยมิรีรอ แม้แต่พวกอันธพาลในเมือง ยังต้องหลีกทางให้สามส่วนบัดนี้ได้ยินคนแซ่แต้เอ่ยเรียกตนว่าเ้าลูกแมว ไหนเลยจะข่มกลั้นได้
หลีไป๋หยางดวงตาวาวโรจน์ เืลมแล่นพลุ่งพล่านโดยพลันมิทันคิดอันใดให้มากความ มือขวาหยิบฉวยป้านสุราบนโต๊ะขว้างออกไปอย่างดุดันเสีงดัง เพล้ง!ป้านสุราพุ่งผ่านอากาศหมายตรงเข้ากลางหน้าคนแซ่แต้ทว่าอีกฝ่ายเพียงเบี่ยงกายเล็กน้อยฝ่ามือซ้ายสะบัดออกเบา ๆดัง ผลัวะ!
ป้านสุรากลับกระแทกเข้ากับขอบโต๊ะแตกกระจายเป็เสี่ยงๆ หยดสุราสาดกระเซ็นไปทั่ว กลิ่นเหล้าคละคลุ้งไปทั้งโรงเตี๊ยม
คนแซ่แต้ยืนขึ้นช้า ๆปัดหยดสุราที่เปื้อนชายแขนเสื้อออก พลางหัวเราะเสียงดังว่า“ฮา ฮา เ้าลูกแมวนี้โมโหร้ายยิ่งนักน่าหวาดเกรงเสียจริง”กงยี่ที่อยู่ข้าง ๆ เพียงหัวเราะหึในลำคอมือแตะดาบข้างเอวเบา ๆ
หลีไป๋หยางยืนขึ้นดวงตาแข็งกร้าวกล่าวว่า“วันนี้หากข้าไม่สั่งสอนเ้าสองตัวไร้ตานี้มันคงคิดว่าเมืองปันยูนี้เป็โรงเตี๊ยมส่วนตัวของมันสินะ”