บทที่ 1 (2/2)
นี่มันเกิดอะไรขึ้นกับข้า? (2)
เยว่เล่อฝืนใช้เรี่ยวแรงที่มีอยู่ทั้งหมดค่อย ๆ พาตัวเองก้าวเดินไปนั่งที่เก้าอี้หน้าโต๊ะเครื่องแป้งจากนั้นเขาก็จ้องมองเงาสะท้อนบนกระจก...
ซึ่งเงาที่สะท้อนอยู่บนกระจกทองเหลืองบานใหญ่คือ ใบหน้าของบุรุษหนุ่มอายุประมาณสิบแปดสิบเก้าผู้หนึ่งในขณะที่เขาเบิกตาโพลง บุรุษหนุ่มผู้นั้นก็เบิกตาโพลงอยู่เช่นกัน เยว่เล่อจึงลองแยกเขี้ยวยิงฟันบุรุษหนุ่มในเงาสะท้อนผู้นั้นก็แยกเขี้ยวยิงฟันไม่ต่างไปจากที่เขากำลังทำอยู่เลย!
เงาสะท้อนที่มันควรจะเป็ใบหน้าของเขา แต่ทว่าเหตุใดยามนี้มันกลับไม่ใช่เล่า!!
‘นี่มันเกิดอะไรขึ้นกับข้า?’ เยว่เล่อยกมือขึ้นมาลูบคลำใบหน้าอย่างตกตะลึงแล้วยังไม่ทันที่เขาจะได้ทำความเข้าใจกับสถานการณ์ตรงหน้า...
เสียงเปิดประตูห้องพักพร้อมกับเสียงตำหนิก็ดังขึ้นจากทางด้านหลัง
“จิวหรง ศิษย์พี่บอกให้เ้านอนอยู่บนเตียงนิ่งๆ ห้ามลุกไม่ใช่หรือ?”
“ข้า...” เยว่เล่อยังไม่ทันจะได้กล่าวอะไรออกมาแขนแข็งแรงก็ช้อนตัวเขาขึ้นอุ้มด้วยท่าเ้าสาวจากนั้นบุรุษน่าตายก็พาเขากลับไปวางลงบนเตียงนอน
เยว่เล่อไม่รู้ว่า เขาควรจะต้องใเื่ของตัวเองใเื่ความใกล้ชิดที่เกินพอดี หรือควรจะต้องใเื่ท่าทีที่หนิงเฟิ่งหวงมีต่อเ้าของร่างนี้ก่อนดี
ระหว่างนั้นเยว่เล่อเงยหน้าขึ้นมองใบหน้ารูปงามดั่งหยกสลักดวงตาคู่คมที่เคยมองเขา รวมไปถึงผู้คนรอบกายด้วยสายตาเ็าในยามนี้แม้ดวงตาจะยังเป็คู่เดิม แต่ทว่ามันกลับจ้องมองมาที่เขาด้วยสายตาอ่อนโยน
ในขณะที่เยว่เล่อกำลังรู้สึกสับสนบุรุษน่าตายก็นำจอกยามาชิดที่ริมฝีปาก พอเขาอ้าปาก เพื่อจะเอ่ยถามฝ่ายตรงข้ามก็เทยาเข้ามาในปากของเขาแล้ว
“ิญญาของเ้าได้รับาเ็หนักถึงยามนี้จะไม่มีอะไรให้น่าห่วงแล้ว แต่ร่างกายของเ้าก็ยังอ่อนแอมากจากนี้เ้าต้องนอนพักผ่อนให้มาก ๆ เข้าใจหรือไม่?”
น้ำเสียงอบอุ่น สายตาอ่อนโยนที่จ้องมองมา... มารดามันเถิด! ท่าทีเช่นนี้เหมือนกับท่าทีที่บุรุษมีต่อสตรีในดวงใจเลยไม่ใช่หรือ?
เยว่เล่อรู้สึกขนลุกเกรียวไปทั้งตัว แม้เขาจะรู้จักกับหนิงเฟิ่งหวงมาเกือบสองร้อยปีแต่เขาก็ยังไม่เคยเห็นอีกฝ่ายแสดงท่าทีเช่นนี้กับสตรีนางใดเลยสักครั้ง
แต่ทว่าในยามนี้...
เขาลอบกลืนน้ำลายลงคอด้วยความยากลำบากเมื่อนึกไปถึงที่ตนเคยเอ่ยเย้าบุรุษตรงหน้าว่า... ‘ที่เ้าเอาแต่ขับไล่ไสส่งเหล่าสตรีหรือว่า...ที่จริงแล้ว เ้าชมชอบบุรุษ!เฟิ่งหวงเ้าเป็บุรุษตัดแขนเสื้อใช่หรือไม่?’ แล้วเยว่เล่อก็ยังเคยเอ่ยเกี้ยวอีกฝ่ายให้มาเป็อนุบุรุษคนแรกของเขาด้วย!
เยว่เล่อกะพริบตาปริบ ๆ ถึงเขาจะเคยพูดถ้อยคำเ่าั้ออกมาแต่ทว่าภายในใจกลับไม่เคยคิดเช่นนั้นจริง ๆ เลยสักครั้ง!
“จิวหรง เ้าคงสงสัยสินะว่า ข้าเป็ใคร? แล้วตัวเ้ามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร? รอิญญาเ้าได้รับการฟื้นฟูอย่างสมบูรณ์และการรับรู้ รวมไปถึงร่างกายของเ้ากลับมาแข็งแรงสมบูรณ์พร้อม ยามนั้นข้าจะเล่าทุกอย่างให้เ้าฟัง”
พอได้ยินถ้อยคำที่บุรุษตรงหน้ากล่าวเยว่เล่อก็หลุดออกมาจากภวังค์ความคิดของตัวเองทันที แต่ยังไม่ทันที่เขาจะได้ถามว่า‘ที่เ้าพูดหมายความว่าอย่างไร?’เปลือกตาทั้งสองข้างก็เริ่มหนักอึ้ง สติรับรู้ก็เริ่มเลือนลางจากนั้นเขาก็ค่อย ๆ จมดิ่งเข้าสู่ความมืดมิด หลับสนิทเป็ตาย
เยว่เล่อลืมตาขึ้นมาอีกครั้งเขารับรู้ได้ถึงอ้อมกอดอบอุ่นที่ปกคลุมจากทางด้านหลังจากนั้นเขาก็รับรู้ได้ถึงพลังสายหนึ่งที่ค่อย ๆ รินไหลเข้ามาภายในกายพลังดังกล่าวช่างอ่อนโยนราวกับสายน้ำ มันกำลังช่วยโอบประคองและชักจูงความร้อนผ่าวบริเวณท้องน้อยของเขาที่กำลังไหลทะลักให้มันทะลวงแผ่ซ่านไปยังส่วนต่างๆ ของร่างกาย
ระหว่างนั้นฆานประสาทของเยว่เล่อก็รับรู้ได้ถึงกลิ่นหอมเย็นสดชื่นราวกับกลิ่นป่าไผ่ในยามเช้าเขาจึงรู้ทันทีว่า ผู้ใดกำลังโอบกอดเขา และก็พอจะคาดเดาได้ว่า ยามนี้หนิงเฟิ่งหวงคงกำลังส่งพลังเซียนเข้ามาช่วยทะลวงเส้นลมปราณ
แต่ทว่าการโอบกอด เพื่อช่วยส่งมอบพลังเช่นนี้ มันช่าง...
เยว่เล่อคิดจะขยับร่างกาย เพื่อถอยห่างแต่เขาก็ได้แค่คิดเท่านั้นเพราะในชั่วขณะนั้นยาเม็ดหนึ่งก็ถูกยัดเข้ามาในปากของเขาแล้ว
“รีบกลืนยาฟื้นฟูพลังิญญาจากนั้นเ้าจงทำสมาธิ รวบรวมลมปราณศิษย์พี่จะส่งพลังเข้าไปช่วยเ้าทะลวงเส้นชีพจรเอง”
เยว่เล่อรับรู้ได้ถึงกลิ่นคาวเืจากเม็ดยา แม้อยากจะคายออก แล้วถึงแม้เขาจะยังรู้สึกสับสนรู้สึกไม่พอใจในหลาย ๆ เื่ และไม่เข้าใจในสถานการณ์ที่ตนเองกำลังเผชิญอยู่แต่ก็เพราะเชื่อในตัวหนิงเฟิ่งหวง และเชื่อในคุณธรรมของอีกฝ่ายเขาจึงยอมกลืนยาในปากลงท้อง หลังจากนั้นก็ค่อย ๆ ทำตามที่บุรุษน่าตายบอก
ผ่านไปสักพัก ร่างกายของเยว่เล่อก็เริ่มเบาหวิว ก่อนจะอ่อนยวบจากนั้นการรับรู้ และความนึกคิดก็ค่อย ๆ เลือนลางเขารีบดึงสติที่เหลือเพียงน้อยนิดของตนเองกลับมา ฝืนลืมตา ในขณะที่กำลังจะเอ่ยถามบุรุษที่นอนโอบกอดเขาอยู่ก็เอ่ยแทรกขึ้นมาว่า
“ตื่นขึ้นมาอีกครั้งิญญาของเ้าก็จะได้รับการฟื้นฟูอย่างสมบูรณ์ เส้นชีพจรจะถูกทะลวงจนครบทุกเส้นลมปราณจะรวมอยู่ที่จุดตันเถียน จากนั้นเ้าก็จะสามารถเริ่มฝึกวิชาเซียนได้แล้ว”
‘ฝึกวิชาเซียนหรือ...?’เยว่เล่อคิดได้เพียงเท่านั้น ความง่วงก็เข้าครอบงำเขาอย่างเต็มที่ในขณะที่สติเริ่มเลือนลางเขารับรู้ได้ถึงััอุ่นร้อนแ่เบาตรงบริเวณข้างแก้มขวาจากนั้นความมืดมิดก็ดึงสติที่เหลือเพียงน้อยนิดของเขาให้ดับวูบไป
เมื่อเยว่เล่อลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง เขาก็รับรู้ได้ว่า ยามนี้ตนเองกำลังนอนอยู่บนเตียงไม้สี่เสาในห้องพักเพียงลำพังซึ่งก็น่าจะเป็ห้องเดียวกับที่หนิงเฟิ่งหวงอุ้มเขาเข้ามา...!
ฉับพลัน ขนแขนของเยว่เล่อลุกชัน เขาถึงกับไม่กล้ารื้อค้นความทรงจำต่อ เขารีบสะบัดศีรษะจากนั้นก็ก้มลงไปมองร่างกาย...
เมื่อเห็นว่า เรือนกายของเขาสวมใส่อาภรณ์สีขาวอยู่ เยว่เล่อก็ค่อยๆ ทอดถอนลมหายใจออกมา จากนั้นก็ลองขยับแขน และขาทั้งสองข้าง ดูเหมือนว่า...การเคลื่อนไหวของร่างนี้จะไม่มีปัญหาเขาจึงคิดจะไปส่องกระจกทองเหลืองที่โต๊ะเครื่องแป้งอีกครั้งเพราะ้ายืนยันความคิดบางอย่าง
เยว่เล่อรีบดีดตัวลุกขึ้นนั่งจากนั้นก็ขยับร่างกายเตรียมจะก้าวเท้าลงจากเตียงแต่พอเขามองลงไปที่พื้นไม้ข้างเตียงก็สบเข้ากับดวงตากลมโตของเด็กชายคนหนึ่ง
ยังไม่ทันที่เยว่เล่อจะได้เอ่ยปากถามเด็กชายผู้นั้นก็ลุกขึ้นยืน พร้อมกับะโขึ้นมาว่า
“ท่านพ่อ ท่านแม่ ท่านพี่เซียนน้อยตื่นแล้วขอรับ!”