สองวันหลังจากอามันโด้พามิสเรเชลไปหาหมอ ผู้เป็สามีจึงได้ส่งหนุ่มรับใช้ให้กลับมาแจ้งข่าวว่าจะไม่ได้กลับบ้านไปอีกหลายวัน เนื่องด้วยมิสเรเชลต้องอยู่รักษาตัว อีกทั้งตัวอามันโด้เองก็ต้องเข้าเฝ้ากษัตริย์เพื่อรายงานความคืบหน้าของการสำรวจเส้นทางในครั้งที่ผ่านมาอีกด้วย
ส่วนคนที่รับสารก็ได้แต่เงียบ ไม่ท่าทีโกรธหรือหึงหวงแสดงออกมาให้เห็น ทั้งที่ในความเป็จริงสถานการณ์เช่นนี้คนที่มีสถานะเดียวกับอลาโน่คงจะต้องตามไปดูให้แน่ชัดแล้วว่าเป็ความจริงหรือไม่ แต่สำหรับอลาโน่นั้นต่างออกไป โอเมก้าหนุ่มเลือกที่จะเชื่อคำพูดของสามี
เพราะถือว่าความไว้ใจนั้นเป็สิ่งที่สำคัญสำหรับการใช้ชีวิตคู่ หากมัวแต่ระแวดระวังก็คงจะไม่มีความสุข
แต่หากมันถูกทำลายลง ก็คงจะไม่มีครั้งต่อไป...
...
น้ำเสียงอันสุขุมนุ่มลึกดังแว่วมาจากห้องนอนของคุณหนูเจเนวีฟ โดยมีเหล่าผู้ฟังที่นั่งเงียบและฟังอย่างตั้งใจ
"และในขณะที่ทุกสรรพสิ่งกำลังโศกเศร้าแด่การจากไปของสโนไวท์"
"..."
"เ้าชายรูปงามที่เป็ดั่งแสงสว่าง ก็ได้บังเอิญเดินทางผ่านเข้ามา"
"..."
"เพียงแรกพบสบตา เ้าชายก็รู้ได้ทันทีว่า นางคือคู่แห่งโชคชะตาของตน"
"..."
"หากแต่กาลเวลานั้นยอมให้ทั้งคู่ได้เจอกันช้าไป"
"..."
"เ้าชายลงจากหลังม้าด้วยความรู้สึกเศร้าอยู่ในหัวใจ ก่อนจะคุกเข่าลงข้างหนึ่ง"
"..."
"ใบหน้าคมคายก้มลงจุมพิตให้กับรักแรก และรักสุดท้าย"
"..."
"เพื่อบอกลาสโนไวท์และจากไป-"
"เดี๋ยวนะ! ที่เคยอ่านมาไม่ได้จบแบบนี้เสียหน่อย" แกสตอนโพล่งขึ้นทันที หลังจากที่ลูเซียสอ่านนิทานจบ
"จบแบบนี้แหละ คนตายแล้วจะฟื้นได้อย่างไร" ลูเซียสตอบหน้านิ่ง
"ตะ แต่ได้เจอคู่แห่งโชคชะตาทั้งที ต้องได้ครองรักกันก่อนสิถึงจะถูก"
"ได้ครองรักกันแล้วอย่างไร สุดท้ายก็ต้องตายจากกันอยู่ดี"
"อย่างน้อยก็ได้ััรักก่อนอย่างไรล่ะ! เ้าคนไร้หัวใจ" แกสตอนสุดจะทนกับสีหน้าเฉยชานั่น จะอธิบายให้เข้าใจก็คงจะไร้ประโยชน์
"เด็กๆ ลดเสียงลงหน่อยครับ เจน(เจเนวีฟ) หลับสนิทแล้วนะ" อลาโน่เอ่ยบอก ก่อนจะค่อยๆ วางลูกน้อยลงเปลอย่างเบามือ และหันกลับมาคุยกับสองหนุ่มน้อยต่อ
"ขอบคุณที่มาเล่านิทานให้น้องฟังนะ เราไปดื่มชาที่สวนกันดีไหมครับ?" เอ่ยชวนสองเพื่อนสนิทที่มักจะทะเลาะกันบ่อยครั้งมากกว่าดีกัน
...
บรรยากาศในสวนยามบ่าย มีแดดอ่อนกำลังดีไม่ร้อนจนเกินไป อีกทั้งยังมีลมพัดผ่านอยู่ตลอด เหมาะแก่การดื่มชาเพื่อผ่อนคลายหลังจากผ่านความเหนื่อยล้าจากการเลี้ยงลูก และการร่ำเรียนของสองหนุ่มน้อย
ในวันนี้มีชากลิ่นกุหลาบ หอมสดชื่น และยังได้ลูกพลัมมาทำแยมสำหรับทาขนมปัง ช่วยให้ได้รสเปรี้ยวอมหวานเพิ่มความอยากอาหารเข้าไปอีก สังเกตได้จากปอนด์ขนมปังที่เหลือไม่ถึงครึ่งในพริบตาเดียว จากความเอร็ดอร่อยของแกสตอน
"แล้วอลันคิดว่าอย่างไรครับ เื่คู่แห่งโชคชะตากับความรัก?" ลูเซียสถามด้วยสีหน้าจริงจัง
"อืม เื่คู่แห่งโชคชะตาผมไม่ทราบหรอกครับ เพราะตัวผมเองก็ยังไม่เคยได้พบเจอ"
แม้แต่คุณพ่อและคุณแม่ของอลาโน่ ท่านทั้งสองก็ไม่ใช่คู่แห่งโชคชะตาของกันและกัน แต่กลับครองรักกันยืนยาวถึงยี่สิบกว่าปี และสำหรับโลกใบกว้างนี้ การเจอคู่แห่งโชคชะตานั้นยากยิ่งกว่างมเข็มในมหาสมุทร
"..."
"แต่เื่ความรัก...ผมมั่นใจว่าหากหัวใจผมรู้สึกรัก ผมจึงรักเท่านั้นเองครับ"
"เป็ความรักที่ซื่อตรงมากครับ" แกสตอนเอ่ยชม
"แล้วทำไมอลันถึงรักคุณพ่อล่ะครับ?" ลูเซียสถามต่อ
"อืม คงเพราะอามันโด้เป็เหมือนแสงสว่าง ที่เข้าช่วยผมให้หลุดพ้นจาก่ชีวิตที่มืดมนครับ" จะว่าไปเื่ราวก็คลับคล้ายคลับคลากับนิทานที่ลูเซียสเล่าอยู่เหมือนกัน
"แล้วก็มีจุมพิตด้วยใช่ไหมครับ อลันถึงได้กลับมาสดใสเช่นนี้" แกสตอนถามต่ออย่างรู้ทัน
"ไม่บอกครับ เด็กๆ รู้มากไปไม่ดีนะ เดี๋ยวหัวจะโตกว่าตัว" ว่าพลางหยิกแก้มกลม ๆ อย่างมันเขี้ยว
"โอ๊ยๆ เจ็บนะครับ คิกๆ" แกล้งร้องเสียงดังให้ผู้ใหญ่ใเล่น
"ถึงจะไม่ใช่คู่แห่งโชคชะตาหรือครับ?" เพราะคู่แห่งโชคชะตาของคุณพ่อ ก็คือคุณแม่ของเขาที่จากไป แต่หลังจากนั้นคุณพ่อก็ยังมีอลาโน่อีกได้ หากไม่ใช่คู่แห่งโชคชะตาก็รักกันได้อย่างนั้นหรือ?
"ครับ สำหรับผมในเวลานี้ก็มีความสุขมากแล้ว ไม่้าอะไรไปมากกว่านี้แล้วครับ" ทั้งลูก ทั้งสามี และกัลยาณมิตรที่ดีทุกคนก็เพียงพอแล้ว อย่างน้อยคุณพ่อกับคุณแม่ที่จากไปก็จะได้ไม่เป็ห่วงลูกชายคนนี้
"..." เหมือนคนถามจะยังไม่คลายความสงสัย เห็นได้จากสีหน้าที่แสดงออกมา
"บางทีหลุยส์อาจเป็คนที่โชคดี ได้พบคู่แห่งโชคชะตาของตัวเอง และได้รักเขาอย่างเต็มหัวใจ"
"..."
"ถึงวันนั้นช่วยมาเล่าความรู้สึกให้ผมฟังด้วยนะครับ" ว่าพลางยิ้มบาง ๆ
"ใช่ๆ มาเล่าให้ฉันฟังด้วยนะ เบต้าอย่างฉันก็อยากรู้ว่าจะรู้สึกอย่างไร?" แกสตอนเสริม เพราะตนไม่มีโอกาสได้รู้ว่าการเจอคู่แห่งโชคชะตาจะมีความรู้สึกอย่างไร
แต่อลาโน่นั้นคิดกลับกัน แม้โลกใบนี้จะทำเหมือนเบต้าเป็สิ่งที่ธรรมดาที่สุด ไม่ได้มีความโดดเด่นเท่าอัลฟ่า และไม่ได้มีลักษณะเฉพาะเหมือนโอเมก้า แต่ในความจริงแล้วเบต้าคือความธรรมดาที่น่าอิจฉา ทุกอย่างที่คนพวกนี้กระทำมักจะออกมาจากความรู้สึกโดยแท้จริง ไม่จำเป็ต้องใช้ฟีโรโมนข่มเพื่อให้ตนเองพิเศษกว่าใคร
"แต่ฉันว่าการเป็เบต้าแบบนายอาจจะดีเสียกว่า"
"แปลว่าแกสตอนตรวจเพศรองแล้วหรือครับ?"
"ใช่ครับ ผมอายุมากกว่าลูเซียส 2 ปี จึงถึงเกณฑ์ก่อน แต่ก็เป็ผลตรวจที่ไม่แปลกใจเท่าไหร่" ทำสีหน้าเฉยเมย ด้วยเพราะั้แ่ต้นตระกูลของเขามักจะถูกจับคู่ครองที่เป็เบต้าเหมือน ทั้งคุณพ่อ คุณแม่ พี่ชายทั้งสองคนจึงสืบเชื้อสายเบต้าโดยสมบูรณ์ ตัวเขาจึงหนีไม่พ้น
"ยินดีด้วยนะครับ"
"ไม่เห็นน่ายินดีเลยครับ เป็แค่คนทั่วๆ ไป"
"แค่ไม่เจ็บป่วยและสุขภาพดีก็ถือเป็เื่ดีแล้วครับ"
"อลันมองโลกในแง่ดีจังเลยนะครับ ทั้งที่เป็โอเมก้า" ด้วยความปากไวของหนุ่มน้อยทำเอาอลาโน่ชะงักเล็กน้อย จนความเงียบเข้าปกคลุมโต๊ะน้ำชา
"ผะ ผมไม่ได้ตั้งใจ" แกสตอนหน้าเสียทันที
"ถ้าปากว่างนักก็กินขนมเข้าไปซะสิ!" ตามด้วยลูเซียสที่บ่นเพื่อนแทนอลาโน่ พลางชำเลืองมองท่าทีของโอเมก้าหนุ่ม
"ผมขอโทษที่พูดแบบนั้นครับ ผมปากไม่ดีเอง" เริ่มน้ำตาคลอ
"ไม่เป็ไรครับแกสตอน ผมแค่คิดว่าเราทุกคนเท่าเทียมกันนะ" พร้อมเอื้อมมือไปลูบไหล่เล็กเป็การปลอบ
"..."
"แค่เราไม่เบียดเบียนซึ่งกันและกัน ก็สามารถอยู่ร่วมกันอย่างสันติได้ครับ"
"..."
"แม้ว่าจะเป็คำพูดของโอเมก้า ที่อยู่ในจุดต่ำสุดของห่วงโซ่นี้อย่างผมก็ตาม" ้าอธิบายให้เด็กน้อยเข้าใจ แต่ดูเหมือนจะทำให้ยิ่งรู้สึกผิดเข้าไปใหญ่
"ฮึก ฮึก ผมขอโทษครับ ผมสัญญาต่อไปจะให้เกียรติทุกคนไม่ว่าจะเป็เพศไหน"
"..."
"ละ...และจะปกป้องผู้ที่อ่อนแอกว่า ฮึก" น้ำตานองหน้า อาบแก้มสีช็อกโกแลตเป็ทาง
"เข้าใจแล้วครับๆ ไม่ต้องร้องแล้วนะ หากรู้สึกผิดแล้วขอโทษ ก็ย่อมได้รับการให้อภัยครับ" ว่าพลางซับน้ำตาให้เ้าเด็กเบต้า
"ผมก็จะคอยปกป้องอลันเอง ไม่ต้องห่วงครับ" อยู่ๆ ลูเซียสก็พูดขึ้น
"ผะ ผม ฮึก ด้วยครับ ผมจะปกป้องอลันกับน้องคนสวยด้วย"
"ขอบคุณทั้งคู่เลยนะครับ เป็เด็กดีแบบนี้ ผมจะทำขนมอร่อยๆ ให้ทานทุกวันจนอ้วนเลยดีไหม?" หยอกล้อเพื่อเปลี่ยนสถานการณ์
"อ้วนก็ยอมครับ ฮึก" หัวเราะทั้งที่น้ำตายังนองหน้า
"ตอนนี้นายก็แทบจะกลิ้งอยู่แล้วนะ" ทำสีหน้าเรียบพร้อมจิบชา
"ชิ ผอมแห้งแบบนายจะไปปกป้องใครได้!"
"งั้นนายก็ไม่ต้องกินแล้ว ฉันกินเอง" ว่าพร้อมแย่งขนมปังในมือเพื่อนเข้าปากตัวเองเสียดื้อ คนกลางอย่างอลาโน่ได้แต่หัวเราะกับการทะเลาะกันของทั้งสอง
หวังเพียงว่าทุกคนจะได้เติบโตมาอย่างดี เพราะโลกใบนี้ยังมีเื่ที่ซับซ้อนเกินกว่าที่มนุษย์อย่างเราจะเข้าใจ
...
ภายในห้องครัว หัวหน้าแม่บ้านที่เพิ่งกลับจากซื้อวัตถุดิบในเมือง พร้อมกับสาวใช้อีกสามคนช่วยกันขนข้าวของทั้งหมดมาวางไว้บนโต๊ะตัวใหญ่ ก่อนทั้งสี่คนจะมองหน้ากันและถอนหายใจพร้อมกันเฮือกใหญ่ แต่มิใช่ด้วยความเหนื่อยล้า
"เื่ที่เห็นวันนี้ ห้ามให้ดัชเชสรู้เป็อันขาด!" หญิงวัยกลางคนผู้เป็หัวหน้าแม่บ้านเริ่มบทสนทนาก่อน เปิดประเด็นร้อนที่เพิ่งได้พบเจอ
"จะเรียกดัชเชสได้อยู่หรือคะ!? มิใช่ว่ามิสเรเชลคือดัชเชสตัวจริงแล้วหรอกหรือ" สาวใช้ด้านขวามือต่อความ เมื่อนึกถึงภาพที่ทั้งสี่คนได้เห็นในวันนี้
พิธีสมรสถูกจัดขึ้นที่โบสถ์ใจกลางเมือง รายล้อมไปด้วยผู้คนที่มียศศักดิ์มากมายที่มาร่วมแสดงยินดี จนเป็ที่พูดถึงกันั้แ่ขุนนางสู่คนขายผัก อีกทั้งยังมีข่าวลือว่าเป็ราชโองการจากราชินีที่อนุญาตให้ทั้งคู่ได้สมรสกันอีกด้วย ทำเอาทั้งสี่คนตกตะลึงกันเป็แทบที่ท่านดยุกปกปิดความลับนี้จากคนในบ้านทั้งหมด
"นั่นสิคะ ถึงกับจัดพิธีแต่งงานที่โอ่อ่าขนาดนั้น ท่านดยุกช่างใจร้ายเสียจริง" สาวใช้ด้านซ้ายเสริม ด้วยสงสารคุณชายอลาโน่อย่างยิ่ง
"คุณหัวหน้าคิดว่าคุณชายอลาโน่จะรู้เื่นี้อยู่แล้วไหมคะ?" ตามด้วยสาวใช้ที่อยู่ตรงกันข้าม
"ฉันเองก็ไม่รู้" ทำสีหน้าเป็กังวลปนสงสาร
"หรือเดิมทีคุณชายอาจจะยอมรับเงื่อนไขเช่นนี้อยู่แล้ว?" ตั้งคำถามถึงความเป็ไปได้ของเื่นี้
"แต่คุณชายก็เป็ถึงลูกขุนนางนะ จะยอมลดตัวมาอยู่ในสถานะนี้หรือ?" ถูกตอบด้วยปัจจัยตั้งต้น
"แต่ที่ฉันได้ข่าวมา คุณชายถูกปลดจากตำแหน่งดยุกเพราะเป็โอเมก้านี่!" เสริมด้วยตัวแปรที่อาจจะเป็ความสำคัญ
"!?"
"คงต้องทำทุกวิถีทางให้ตัวเองไม่ต้องไปเป็สามัญชนอย่างไรล่ะ" และเริ่มคาดคะเนผลลัพธ์
"พอได้แล้ว! อย่าพูดจาเลอะเทอะไป หากไม่รู้ข้อเท็จจริง" หัวหน้าแม่บ้านเอ็ดสาวใช้ทั้งสามที่เริ่มนินทาเ้านายจนสนุกปาก
"..."
"ไม่ว่างเื่ราวจะเป็อย่างไร ฉันขอเตือนนะว่าอย่าให้เื่นี้หลุดออกไป ไม่เช่นนั้นฉันจะไล่พวกเธอออก!" หญิงวัยกลางคนดุจนทั้งสามไม่กล้าพูดต่อ พวกเธอก็แค่คนนอกทำได้แค่เป็ห่วง แต่ไม่มีสิทธิ์ไปตัดสินเื่ของเ้านาย
แต่หาไม่รู้ไม่ว่า...
ที่ด้านหลังเพียงแค่กำแพงของห้องครัวกลั้นเอาไว้ บุคคลที่ถูกพูดถึงอยู่นั้นได้ทรุดตัวลงกับพื้นเป็ที่เรียบร้อย หยดน้ำตาไหลออกมาโดยไร้เสียงร้อง เพราะความเ็ปมันถูกกรีดลึกจนแทบจะเปล่งเสียงออกมาไม่ได้และไม่ทันตั้งตัวจากการถูกหักหลังในครั้งนี้
ขณะที่กำลังเสียใจและคิดหาทางออกอยู่นั้น คนเดียวที่อลาโน่นึกถึงและให้ความสำคัญเป็อันแรกคือเจเนวีฟ ลูกน้อยของตน
มือบางรีบปาดน้ำตาและยืนหยัดขึ้นจากความโศกเศร้า ไม่ว่าโลกของอลาโน่จะพังทลายแค่ไหน แต่เจเนวีฟต้องได้เติบโตมาในสภาพแวดล้อมที่ดีและมีความสุข
โอเมก้าหนุ่มจึงตัดสินใจตรงดิ่งไปยังห้องทำงานของอามันโด้ บนโต๊ะไม้โอ๊คสีน้ำตาลเข้มตัวยาวเต็มไปด้วยกองเอกสารมากมาย ทั้งบันทึกการเดินทาง แผนที่ และสมุดบัญชีต่างๆ แต่สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เป้าหมายที่อลาโน่้า เขาเพียง้าแค่กระดาษว่างเปล่าหนึ่งแผ่น ปากกา และน้ำหมึก
เมื่อได้ของที่้า ร่างบางจึงนั่งลงบนเก้าอี้ของสามีและเริ่มต้นเขียนข้อความด้วยสีหน้าเคร่งเครียด ไม่นานจดหมายก็ถูกพับใส่ซอง พร้อมปิดผนึกด้วยขี้ผึ้งสีแดงที่ถูกละลายด้วยความร้อนจากเทียน และวางตราประทับประจำตระกูลเวลบริทลงไป จบท้ายด้วยการจ่าหน้าซองถึงดยุกเออร์เกรย์ลำดับที่ 4