"โอ๊ยยยยย" หลินเสี่ยวเหยาครางออกมาอย่างทรมาน เธอค่อยๆ ลืมตาขึ้นอย่างมึนงง ภาพตรงหน้าพร่าเลือนก่อนจะค่อยๆ ชัดเจนขึ้น เผยให้เห็นห้องนอนไม้เก่าๆ ทรุดโทรม แสงแดดอ่อนๆ ลอดผ่านช่องหน้าต่างเล็กๆ ส่องกระทบใบหน้าซีดเซียวของเธอ ความเจ็บแปลบแล่นริ้วไปทั่วศีรษะราวกับเพิ่งถูกกระแทกอย่างแรง
"นี่มันเื่บ้าอะไรกัน" หลินเสี่ยวเหยาพึมพำกับตัวเอง เธอลุกขึ้นนั่งแล้วสำรวจตัวเอง หญิงสาวไม่พบร่องรอยาแจากฝูงซอมบี้แม้แต่น้อย
"นี้ฉันจะฝันไปหรือเปล่า... ที่นี้คือที่ไหนกันแน่?" หลินเสี่ยวเหยาครุ่นคิดอย่างสับสน
ทันใดนั้น ความทรงจำของเ้าของร่างนี้ก็ไหลทะลักเข้ามาในหัวของเธอราวกับเขื่อนแตก หลินเสี่ยวเหยาเบิกตากว้างด้วยความใ เธอจำได้ทันที… ว่าเธอเข้ามาอยู่ในนิยายที่เพิ่งอ่านจบไปก่อนที่จะตายนี่นา! และที่ร้ายยิ่งกว่านั้น เธอยังมาอยู่ในร่างของนางร้าย ‘หลินเสี่ยวเหยา’ ที่ดันมีชื่อเหมือนกับเธออีก
หลินเสี่ยวเหยาพยายามตั้งสติ พยายามทำความเข้าใจกับสถานการณ์ที่ไม่คาดฝันนี้ หญิงสาวสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะลุกขึ้นยืน เธอเดินไปที่หน้าต่างแล้วมองออกไปข้างนอก เห็นทุ่งนาเขียวขจีและูเาสูงตระหง่าน
ที่แห่งนี้อยู่ในยุคมืดในปี 1970 ผู้คนต้องตรากตรำแลกหยาดเหงื่อเพื่อหาอาหารและปัจจัยสี่ หลินเสี่ยวเหยาในชาตินี้กำเนิดในครอบครัวที่ไม่ลำบากนัก แต่โชคชะตาเล่นตลก กลับพรากทุกสิ่งไปจากเธอในพริบตาเดียว บิดามารดาของเ้าหล่อนจากไปอย่างไม่มีวันกลับ หล่อนโดนคุณลุงใหญ่กับป้าใหญ่ที่มาขออาศัยกับพ่อแม่ของเธอยึดบ้านของเธอไป ไล่พวกเธอสองพี่น้องไปอยู่บ้านท้ายหมู่บ้าน แต่โชคดีที่เ้าตัวยังฉลาด พอเอาทรัพย์สินของบิดามารดาของหล่อนติดตัวมาด้วย ไม่อย่างนั้นความเป็อยู่ของสองพี่น้องคงจะแย่กว่านี้
ความสูญเสียครั้งใหญ่นี้ ตีตราอยู่ในใจดวงน้อยของหญิงสาว จนกลายเป็แผลในใจ ความแข็งกร้าว ความเห็นแก่ตัว และความเ็าเข้ามาแทนที่ความไร้เดียงสา หลินเสี่ยวเหยาสร้างเกราะป้องกันตัวเองจากโลกอันโหดร้าย แต่กลับกลายเป็ชนวนแห่งความเกลียดชังจากคนรอบข้าง
ข่าวลือใส่ร้ายป้ายสีถูกเล่าขานต่อกันไปปากต่อปาก จนหลินเสี่ยวเหยากลายเป็สตรีที่น่ารังเกียจในสายตาคนทั้งหมู่บ้าน ถูกตราหน้าว่าเป็หญิงสาวจอมี้เีคร้านไม่เอาการเอางาน วันๆ มัวแต่ตามผู้ชาย
และเ้าของร่างนี้ยังมีน้องชายวัย 10 ขวบ ซึ่งเธอจะปล่อยให้เด็กน้อยต้องเผชิญชะตากรรมเดียวกับในนิยายไม่ได้ เธอจะต้องเปลี่ยนแปลงทุกอย่าง เธอจะไม่ยอมให้ตัวเองและน้องชายต้องพบกับจุดจบที่น่าอนาถเหมือนกับในนิยายเป็อันขาด หลินเสี่ยวเหยาสูดลมหายใจเข้าลึก
“เฮ้อ...ทำไมฉันไม่ไปเกิดในร่างตัวเอกเทพทรู ที่มีขาทองคำบ้างนะ” หลินเสี่ยวเหยาถอนหายใจด้วยความท้อแท้ แต่โชคดีอยู่อย่างหนึ่ง ที่เ้าของร่างนี้ยังไม่สร้างความเกลียดชังให้ชาวบ้านทั่วไปเท่าไหร่ ชาวบ้านยังแค่นินทาว่าหล่อนเป็แค่หญิงสาวี้เีสันหลังยาวเท่านั้น เหลินเสี่ยวเหยาเชื่อว่าเธอยังพอมีเวลาแก้ไขเื่ราวต่างๆ ให้ดีขึ้น
"แต่ไม่เป็ไร" หล่อนพูดกับตัวเอง "ถึงแม้ว่าฉันตอนนี้จะอยู่ในร่างของนางร้าย แต่ฉันก็จะเปลี่ยนแปลงชะตากรรมของตัวเองและน้องชายให้จงได้ ฉันจะไม่ยอมปล่อยให้น้องชายฉันหิวโซและทำงานหนักจนตายหรอกนะ"
หลินเสี่ยวเหยาลุกขึ้นจากเตียง เดินไปที่หน้าต่างแล้วมองออกไปข้างนอก เธอเห็นผู้คนกำลังเดินไปหาของป่า ทุกอย่างดูสงบสุข ไม่มีวี่แววของซอมบี้หรือหายนะใดๆ
"โชคดีเหลือเกิน ที่โลกโลกนี้ยังปกติดีอยู่" หญิงสาวถอนหายใจ ก่อนจะหันกลับมาสำรวจห้องนอนอีกครั้ง
หญิงสาวเดินไปที่โต๊ะเครื่องแป้ง เธอจ้องมองดูใบหน้าของตัวเองในกระจกอย่างละเอียด หญิงสาวในกระจก มีผิวขาวเนียน ดวงตากลมโต จมูกโด่งเป็สัน ริมฝีปากอิ่มเอิบ นี่คือใบหน้าของนางร้ายในนิยายที่เธออ่านจบไป แต่ตอนนี้มันกลับกลายเป็ใบหน้าของเธอแล้ว
"สวยไม่หยอกเลยแฮะ" หลินเสี่ยวเหยาพึมพำกับตัวเอง เธออดไม่ได้ที่จะชื่นชมใบหน้างดงามที่ตอนนี้เป็ของเธอแล้ว
"แต่เสียอย่างเดียว นางร้ายคนนี้ช่างน่าสมเพช" เสี่ยวเหยาคิดในใจ
"แต่ไม่ต้องเป็ห่วงนะ คนสวย" หลินเสี่ยวเหยาพูดกับภาพสะท้อนในกระจก "ฉันจะไม่ยอมให้ชีวิตของเธอต้องเจอจุดจบเช่นนั้นหรอก"
มือบางลูบไล้รอยสักรูปดอกบัวสีเงินบนหลังมืออย่างแ่เบา รอยสักนี้เป็สิ่งเดียวที่ติดตัวเธอมาจากโลกเดิม
"เสียดายจัง ถ้ามิติธาตุของฉันติดตามมาด้วยก็คงจะดีไม่น้อย" เธอพึมพำอย่างเสียดาย มิติธาตุของเธอเป็สมบัติล้ำค่าที่ช่วยให้เก็บของได้ไม่จำกัด
ทันใดนั้น แสงสว่างจ้าก็พวยพุ่งออกมาจากรอยสักนั้น จนหลินเสี่ยวเหยาต้องยกมือขึ้นป้องแสง แม้จะหลับตาแน่น แต่แสงนั้นก็ยังคงส่องทะลุเปลือกตาบางเข้ามา
ผ่านไปเพียงเสี้ยววินาที ลำแสงนั้นก็ดับวูบลง หลินเสี่ยวเหยาลืมตาขึ้นอย่างระมัดระวัง ก่อนจะขยี้ตาเบาๆ เมื่อเธอมองไปที่หลังมือ ก็พบว่ารอยสักยังคงอยู่ แต่กลับเรืองแสงสีเงินจางๆ ก่อนจะค่อยๆ จางหายไป
"หรือว่า... มิติธาตุของเธอจะ..." หลินเสี่ยวเหยาพึมพำกับตัวเองอย่างไม่อยากจะเชื่อ ก่อนที่หญิงสาวจะหลับตาลงอีกครั้ง มือบางเอื้อมไปแตะรอยสักบนหลังมือเธอหายตัวเข้าไปในมิติทันที
สิ่งที่เธอเห็นเบื้องหน้าทำให้เธอเบิกตากว้าง คือมิติส่วนตัวขนาดใหญ่ ที่มีห้างสรรพสินค้าที่เธอเคยเข้าไปเก็บของก่อนที่หญิงสาวจะเสียชีวิตในชาติก่อน ในห้างสรรพสินค้ามีทุกอย่างครบครัน ทั้งอาหาร เสื้อผ้า ยารักษาโรค และอื่นๆ อีกมากมาย ในชาติที่แล้วเธอใช้มิติเพียงที่เก็บของเท่านั้นเธอไม่สามารถเข้าไปหลบซอมบี้ในมิติได้
"ขอบคุณพระเ้า ขอบคุณสิ่งศักดิ์สิทธิ์" หลินเสี่ยวเหยากล่าวอย่างตื้นตัน มือบางยกขึ้นพนมไหว้ไปรอบทิศอย่างสำนึกบุญคุณ
"ในที่สุด ฉันก็ไม่ต้องอดตายแล้ว "เธอบ่นพึมพัมกับตัวเองเบาๆ ก่อนจะออกจากมิติหันมาสำรวจบ้านดินหลังเล็กที่เธอไม่คุ้นเคย
"สภาพบ้านแบบนี้ มิน่าละน้องชายของนางร้ายหลินเสี่ยวเหยา ถึงได้ทำงานหนักจนหิวตาย" หล่อนบ่นพึมพำกับตัวเอง
สายตาของเธอมองไปรอบๆ บ้าน เห็นเพียงความทรุดโทรม บ้านดินที่ผนังแตกร้าว หลังคามุงจาก ที่เต็มไปด้วยรูรั่ว ต้นไม้ใหญ่ขึ้นรกครึ้มบดบังแสงแดดจนภายในบ้านมืดสลัว ถนนหนทางก็เป็เพียงทางดินขรุขระ
เมื่อเธอเดินออกมาตรงลานบ้าน หญิงสาวเห็นร่างเล็กๆ ของเด็กน้อยกำลังง่วนอยู่กับการผ่าฟืน เสียงขวานกระทบกับท่อนไม้ดังขึ้นเป็จังหวะ สลับกับเสียงหอบหายใจของเด็กชายที่ดูเหนื่อยล้า เหงื่อเม็ดเล็กๆ ผุดขึ้นทั่วใบหน้าเล็กๆ นั้น ร่างกายที่ผอมบางดูแทบจะรับน้ำหนักของขวานไม่ไหว
"เสี่ยวิ! หยุดทำงานก่อนเร็ว!" เสียงใสดังขึ้นจากด้านหลัง เด็กชายชะงักมือที่กำลังง้างขวานขึ้น เขาหันกลับไปมองต้นเสียงด้วยความประหลาดใจ พี่สาวไม่เคยเรียกชื่อเขาด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนแบบนี้มาก่อน
"มาทานข้าวได้แล้ว พี่เตรียมกับข้าวไว้เสร็จเรียบร้อยแล้ว" หลินเสี่ยวเหยายิ้มให้เสี่ยวิอย่างอบอุ่น ทำให้เด็กชายรู้สึกแปลกใจ
เมื่อหลินเสี่ยวเหยาไม่เห็นน้องชายเดินตามมาเสียที หญิงสาวจึงเดินไปหาเด็กชายก่อนจูงมือเขาพาไปที่โต๊ะไม้เก่าๆ ที่ตั้งอยู่หน้าบ้าน เธอได้นำอาหารจากห้างสรรพสินค้าที่อุ่นไว้นำออกมาวางไว้บนโต๊ะ กลิ่นหอมของอาหารโชยไปทั่วบริเวณ
"เสี่ยวิ กินข้าวเยอะๆ นะ พี่มีกับข้าวเหลืออีกเยอะ" หลินเสี่ยวเหยาคีบผัดผักใส่จานของน้องชายด้วยความรักใคร่
ดวงตากลมโตของเสี่ยวิเบิกกว้างด้วยความตื่นเต้น เขาไม่เคยเห็นอาหารมากมายขนาดนี้มาก่อน ปกติแล้วครอบครัวของเขามีเพียงข้าวเปล่ากับผักดองเท่านั้น แต่ในวันนี้กลับมีทั้งผัดผัก เนื้อหมูผัดพริกหยวก ไข่เจียว และซุปใส
"ขอบคุณครับพี่สาว" เสี่ยวิตอบรับเสียงเบา ก่อนจะก้มลงกินข้าวอย่างหิวโหย
หลังจากทานข้าวเช้าเสร็จ เธอเริ่มสำรวจบ้านที่เธออาศัยต่อทันที บ้านของเธอในตอนนี้ทรุดโทรมจนน่าใจหาย รั้วไม้เก่าผุพัง หลังคารั่ว ทั่วทุกมุมเต็มไปด้วยคราบสกปรก หลินเสี่ยวเหยาสำรวจบ้านด้วยความรู้สึกหนักอึ้ง เธอรู้ว่าต้องซ่อมแซมบ้านโดยด่วน แต่เงินที่มีติดตัวก็แทบไม่เหลือแล้ว
"เสี่ยวิ" เธอเรียกน้องชายที่กำลังนั่งเหม่อลอยอยู่ที่โต๊ะไม้เก่า "พี่สาวจะออกไปข้างนอกสักหน่อย เดี๋ยวพี่สาวจะรีบกลับมานะ"
เสี่ยวิเงยหน้าขึ้นมองพี่สาวด้วยแววตาใสซื่อ "พี่สาวจะไปไหนเหรอครับ"
"เดี่ยวพี่จะไปหาเงินมาซ่อมบ้านเราไงจ๊ะ" หลินเสี่ยวเหยายิ้มให้น้องชายอย่างอ่อนโยน
แม้ว่าเด็กชายจะไม่เข้าใจทั้งหมด แต่เสี่ยวิก็พยักหน้ารับอย่างว่าง่าย หลินเสี่ยวเหยาเดินเข้าไปในห้อง เธอหยิบชุดกระโปรงลายดอกไม้สีฟ้าอ่อนออกมาสวมใส่ มันเป็ชุดที่เธอตั้งใจเลือกมาจากห้างสรรพสินค้า มันเป็เสื้อย้อนยุค เธอคิดว่าน่าจะเหมาะกับยุคนี้มากที่สุด
หญิงสาวใช้เวลาแต่งตัวนานกว่าปกติหลังจากอาบน้ำในตุ่มไม้ที่เสี่ยวิตักน้ำมาจากลำธารหลังบ้าน
"คราวหลังฉันจะต้องทำห้องน้ำเพิ่มแล้ว" เธอคิดในใจในขณะที่บรรจงแต่งแต้มใบหน้าอยู่หน้ากระจกเก่าบานเล็ก
หลินเสี่ยวเหยาเป็สาวน้อย วัย 17 ที่งดงามตามธรรมชาติ ผิวขาวผ่อง ดวงตากลมโตเป็ประกาย ริมฝีปากอิ่มเอิบสีชมพูระเรื่อ แต่ในวันนี้เธอแต่งหน้าแบบบางเบาที่ดูเหมือนไม่แต่ง ปัดแก้มด้วยสีชมพูอ่อนๆ เพิ่มความอวบอิ่มของริมฝีปากด้วยลิปมันสีชมพูอ่อน
แต่สิ่งที่ทำให้หลินเสี่ยวเหยาแตกต่างจากเดิมในวันนี้เธอฉีดน้ำหอมที่เธอหิ้วออกมาจากห้างสรรพสินค้าที่อยู่ในมิติของเธอ กลิ่นหอมของดอกไม้นานาพันธุ์ผสมผสานกับกลิ่นผลไม้รสเปรี้ยวอมหวาน สร้างความสดชื่นและน่าหลงใหล
"สวยฉ่ำ มากแม่!" หญิงสาวมองตัวเองในกระจกก็พบกับใบหน้าที่พราวเสน่ห์ แต่เมื่อแต่งเติมนิดหน่อยก็ยิ่งสวยสง่าราวกับคุณหนูในเมืองหลวง เธออมยิ้มอย่างพอใจกับผลงานของตัวเอง
หลินเสี่ยวเหยานำตะกร้าสานมาถือไว้ข้างในบรรจุพวกของผักผลไม้ที่เธอจะนำไปขายที่ตลาดมืด ปิดทับด้วยผ้าขาวสะอาดตา ก่อนจะเดินออกจากบ้านไป