ณ โรงพยาบาล
เวลา 20:48 น.
“ป่ะ! กลับได้แล้วทุกคน นทีได้พัก” สารวัตรเมฆาเอ่ยขึ้น
“งั้นพวกพี่ขอกลับก่อนนะนที หายไว ๆ” ก้องภพเอ่ย
“ขอบคุณครับ”ผมพยักหน้า
ทุกคนกำลังเดินไปที่ประตู ภัทราวดีหันมาหาอินทรที่ยังนั่งอยู่ที่เดิม
“ไปค่ะผู้หมวด นทีจะได้พัก”
ทุกคนหันกลับมามอง รวมถึงผมด้วยที่มองไปที่อินทร
“คืนนี้ผมอยู่เฝ้านทีน่ะ” อินทรพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบ ๆ แต่มั่นคง
“...”
ทุกคนหยุดชะงัก แม้จะไม่มีใครพูดอะไรในทันที แต่สีหน้าของแต่ละคนชัดเจนว่าพวกเขาแปลกใจ
“ไม่น่าเชื่อว่าผู้หมวดจะเป็ห่วงลูกน้องมากขนาดนี้นะคะเนี่ย” ภัทราวดีเอ่ยแซวขึ้นด้วยความแปลกใจ
“ตอนนี้เราอยู่บ้านหลังเดียวกันน่ะ”
“...” ทุกคนชะงักไปอีกครั้ง
อินทรกล่าวต่อ “จะได้ทำคดีฆาตกรต่อเนื่องได้เร็วขึ้น”
ก้องภพยกคิ้ว “มิน่าล่ะ ถึงมาทำงานพร้อมกันทุกวันเลย”
อินทรพูดต่อ “คดีมันอันตรายขึ้นเรื่อย ๆ เราเสียพิศาลไปคนหนึ่งแล้ว ขนาดผมให้นทีมาอยู่ด้วย ยังมีคนลอบยิงเขาได้ ถ้าไม่ได้อยู่ใกล้ ๆ กัน ผมคงต้องมานั่งเสียใจอีก”
“...”
คำพูดนั้นเปลี่ยนบรรยากาศในห้องอย่างฉับพลัน ชื่อของพิศาลยังทำให้ผมรู้สึกผิด แม้ผมจะไม่ได้ฆ่าเขา แต่ผมก็ช่วยอะไรไม่ได้เลย และครั้งนี้ผมก็ช่วยตัวเองไม่ได้เหมือนกัน
ธนาธิปเสริม “ก็ดีนะครับ มีคนเฝ้าไว้หน่อย เผื่อมันย้อนกลับมาอีก”
อินทรพยักหน้า
“งั้นพวกเรากลับก่อนนะ พรุ่งนี้ต้องไปดูหลักฐานเพิ่ม” เมฆาพูด
อินทรและผมพยักหน้า
เสียงประตูปิดลง เหลือแค่ผมกับอินทรในห้อง ความเงียบเข้าปกคลุมอีกครั้ง
“...”
“นายอยากได้อะไรไหม” อินทรเอ่ยขึ้น ทำลายความอึดอัดนั้น
ผมส่ายหน้า
“ถ้านาย้าอะไร ก็เรียกฉันแล้วกัน”
ผมพยักหน้า
อินทรลุกจากเก้าอี้ และกำลังจะไปนอนที่โซฟา
ผมรู้สึกเหมือนหายใจได้ไม่สุด เหมือนบางอย่างติดอยู่ในอก ภาพสะท้อนนั้นวนซ้ำอยู่ไม่หยุด
“ผู้หมวดครับ!”
เขาหันกลับมาพร้อมกับเลิกคิ้ว “อยากได้อะไรเหรอ?”
ตึก ตัก ตึก ตัก ผมสูดหายใจลึก ๆ อีกครั้ง
“ก่อนที่ผมจะโดนยิง ผมเห็นภาพสะท้อนบางอย่างตอนที่มือผมไปแตะที่ประตูรถของพิศาล”
“...” อินทรเดินกลับมานั่งลงที่เก้าอี้ข้างเตียงอีกครั้ง ดวงตาเขาแแ่อยู่กับผม ไม่ใช่แค่ฟัง แต่ตั้งใจฟังจริง ๆ
ผมหยุดไปเล็กน้อย สายตาเริ่มพร่าล้าเหมือนย้อนกลับไปอยู่ตรงนั้นอีกครั้ง
“ผมเห็นพิศาลถูกยิง แล้วเห็นคนหนึ่งที่สวมฮูดสีดำเปิดประตูรถของพิศาล แล้วหยิบซองสีน้ำตาลออกมาจากเบาะข้าง ๆ ของพิศาล ผมเห็นหน้าไม่ชัด เห็นแค่เงา แล้วภาพมันก็ซ้อนทับกันไปหมด”
“...” อินทรนิ่งฟัง ไม่ขัด
“แม้แต่รถที่คนร้ายขับมา ไม่ไม่รู้ว่าเป็สีอะไร เพราะมันมีหลายสีซ้อนทับกัน ผมไม่รู้ว่าผมเห็นจริงไหม หรือแค่จินตนาการไปเอง…”
ผมหายใจสะดุด แล้วกลั้นใจพูดต่อ “ผมกลัวว่าผู้หมวดจะไม่เชื่อ”
เงียบ
ตึก ตัก ตึก ตัก ใจเต้นแรงเหมือนจะทะลุออกมา อินทรต้องคิดว่าผมบ้าไปแล้วแน่ ๆ
“ฉันเชื่อนาย”
“...”
“เพราะนายไม่ใช่ตัวละครธรรมดาเหมือนพวกเรา นายเป็คนเขียน” เขาพูดโดยไม่หลบสายตา จนผมขยับตัวไม่ออก
“...” รู้สึกเหมือนคำพูดของเขาทำให้บางอย่างในใจผมคลายลง
“นายอาจกำลังเห็นในสิ่งที่คนอื่น ไม่ถูกออกแบบมาให้เห็น ก็ได้” คำพูดนั้นกระทบกับความคิดผมแรงพอ ๆ กับะุ
“...”
เราสบตากันในความเงียบ ก่อนที่อินทรจะขยับตัวลุกจากเก้าอี้ เดินไปทิ้งตัวลงนอนที่โซฟา เขาไม่พูดอะไรอีก แต่มันก็ไม่จำเป็ต้องพูด เพราะผมรู้แล้วว่าเขาเชื่อในสิ่งที่ผมเห็น และเชื่อในตัวผม มากกว่าที่ผมเชื่อตัวเองเสียอีก
2 วันต่อมา
ณ สถานีตำรวจห้วยเส้นขนาน
เสียงแอร์ทำงานดังสม่ำเสมอท่ามกลางบรรยากาศอึมครึม ตรงกลางมีโต๊ะยาวสีน้ำตาลรายล้อมด้วยทีมสืบสวน รวมถึงผมและอินทรด้วย
ก้องภพเริ่มรายงานคนแรก “ตอนนี้ยังไม่สามารถดึงสัญญาณจากกล้องหน้ารถของพิศาลได้ คนร้ายถอดกล้องไปด้วย ตอนนี้ยังไม่พบว่ามีใครพยายามใช้ไฟล์จากกล้องนั้นผ่านระบบออนไลน์หรืออุปกรณ์ใด ๆ ครับ”
ก้องภพกดโชว์วิดีโออีกตัว แล้วกล่าวต่อ
ภาพจากกล้องวงจรปิดถูกฉายขึ้นหน้าจอ เป็ภาพที่พิศาลขับรถออกจากสำนักงานในคืนที่ถูกพบเป็ศพ
“กล้องหน้าปากซอยจับภาพรถพิศาลได้ แต่กล้องอีกตัวที่ห่างออกไปเสียครับ แต่เราเจอรถเก๋งสีดำคันหนึ่งขับออกมาแทน ผมตรวจสอบทะเบียนรถแล้ว พบว่าเป็ทะเบียนปลอมครับ”
“...”
เฮ้ย! มันคือรถคันเดียวกับที่ผมเห็นจากภาพสะท้อนเลย และตอนนี้มันเห็นชัดว่าเป็สีดำ
“แล้วรถล่ะ ตามเจอไหม” เมฆาถามต่อ
“รถถูกจอดทิ้งไว้ในป่ารถร้างแถวย่านนอกเมืองครับ” ก้องภพพูด พร้อมแสดงภาพถ่ายรถคันนั้นขณะเ้าหน้าที่กำลังตรวจสอบ
ภัทราวดีเสริมต่อ
“ไม่มีลายนิ้วมือ ไม่มี DNA คนร้ายน่าจะสวมถุงมือค่ะ และจากร่องรอยภายในรถ รวมถึงตำแหน่งเบาะ รูปร่างของคนขับค่อนค้างใหญ่ค่ะ”
“คนร้ายวางแผนไว้ดีมาก ทำความสะอาดทุกอย่าง จนไม่มีอะไรให้เกาะรอยได้เลย” ธนาธิปเอ่ยขึ้น
“พิศาลต้องรู้อะไรบางอย่างเกี่ยวกับมัน จึงถูกฆ่าปิดปาก” อินทรสันนิษฐาน
ทุกคนพยักหน้า คำพูดนั้นเหมือนเสียงลมหายใจหนัก ๆ ที่กดลงมาบนบ่าของทุกคน
ผมนั่งฟังเงียบ ๆ ไม่พูด ไม่เสริม ไม่แย้ง แต่ภายในใจกลับเต้นแรงเหมือนจะะเิ ทุกคนกำลังพยายามไขปริศนาด้วยหลักฐาน แต่ผมเห็นสิ่งที่คนอื่นไม่เห็น และนั่นทำให้ผมลังเล ผมอยากพูดออกไป อยากจะบอกว่า ผมเห็นมัน แต่คำถามคือผมจะพูดยังไงให้พวกเขาเชื่อ
ผมหันไปมองอินทร เขานั่งนิ่ง สีหน้าเรียบ แต่ผมรู้ดี ว่าเขาจำได้ทุกคำที่ผมเล่าเมื่อคืน
หลังประชุมจบ ทุกคนแยกย้ายกัน ผมเก็บเอกสารเงียบ ๆ พร้อมกับความคิดมากมายที่ยังวนเวียนอยู่ในหัว กำลังจะลุกขึ้นจากเก้าอี้ แต่สายตากลับเผลอเหลือบไปเห็นบางอย่างที่เหมือนจะไม่สำคัญ แต่กลับกระทบใจไม่น้อย
“ผู้หมวดคะ?” เสียงของภัทราวดีนุ่มกว่าตอนพูดในที่ประชุม เหมือนเปลี่ยนโหมดเป็คนละคนทันที
เธอลุกขึ้น แล้วย้ายมานั่งเก้าอี้ใกล้ ๆ กับอินทร จนไหล่แทบจะชนกัน และอินทรปล่อยให้ภัทราวดีอยู่ใกล้ขนาดนี้ มันไม่ใช่เื่บังเอิญ แต่อินทรตั้งใจ
ผมกำเอกสารในมือแน่นขึ้น ขณะมองความใกล้ชิดของพวกเขาสองคน
“มีอะไรให้ช่วยก็บอกนะคะ อย่าทำเหมือนตัวเองแบกทุกอย่างไว้คนเดียวตลอด”
อินทรหัวเราะเบา ๆ “สงสัยชินแล้วมั้ง”
ภัทราวดีมองเขาเงียบ ๆ ก่อนพูดออกมาช้า ๆ
“ต่อไปนี้ ผู้หมวดแบ่งเื่พวกนั้นให้ฉันบ้างก็ได้นะ ฉันยินดีค่ะ”
รอยยิ้มปรากฎบนใบหน้าของอินทร
ผมเม้มปากแน่น ตอนนี้ผมกลายเป็อากาศที่พวกเขาไม่ได้สนใจด้วยซ้ำ
ผมลุกขึ้นในที่สุด เดินผ่านพวกเขาไปเงียบ ๆ อินทรหันมามองเพียงชั่วครู่ แล้วพยักหน้าให้เบา ๆ ผมพยักหน้าตอบ แล้วเดินออกไป ทิ้งเสียงหัวเราะเบา ๆ ของภัทราวดีและอินทรไว้ข้างหลัง