บทที่31
ขอพบจากคนปริศนา
แผงขายผักดำเนินมาถึงประมาณครึ่งวันผู้คนมากมายยังคงหนาแน่นจนกระทั่งผักที่ถูกขายหมดลง
จางหยวนสามารถขายผักเหล่านี้ทั้งหมดได้ในเวลาครึ่งวันผักวิญญาณเป็นที่ต้องการเป็นอย่างมากกับผู้คนภายในเมืองแห่งนี้
หลังจากที่ได้ลองกินพวกผักวิญญาณแล้วพวกเหล่าผู้คนแทบจะไม่อยากกลับไปกินพวกผักธรรมดาอีกเลย
มันเป็นเพราะว่ารสชาติของผักวิญญาณและก็ผักธรรมดาแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัดไม่เพียงแค่ประโยชน์ของมันที่จะทำให้สามารถฝึกฝนพลังวิญญาณได้รวดเร็ว
แต่ว่ามันยังมีรสชาติที่อร่อยเป็นอย่างมากอย่างพวกเศรษฐีหรือว่าพวกขุนนางตระกูลใหญ่ๆบางคนไม่ใช่ผู้ฝึกฝนพลังวิญญาณ แต่ว่าพวกมันเองก็ยังซื้อผักวิญญาณเหล่านี้ไปกินเพราะว่ารสชาติมันอร่อย
หลังจากที่ขายผักวิญญาณพวกนี้จนหมดเริ่มทำการเก็บของต่างๆ จางหยวนเหลือบไปมองทางด้านซ้ายยังพบเห็นชายร่างกายกำยำผู้นั้นยังคงรออยู่
มันไม่ได้มีเจตนามาซื้อผักวิญญาณเหล่านี้ได้มีเจตนาเพื่อมาสนทนาบางอย่าง
มันกำลังยืนกอดอกแล้วก็จ้องมองเขาอย่างไม่กระพริบตา
จางหยวนวางมือจากงานที่ตัวเองทำหันกลับไปบอกกับเด็กทั้งสองว่า “ พวกเจ้าเก็บของพวกนี้ไปก่อนถ้ามีเรื่องสนทนากับคนผู้นั้น”
เด็กทั้งสองที่กำลังลงมือแล้วก็ลงแรงทำงานอย่างขะมักเขม้นหันมาแล้วก็ตอบกลับด้วยรอยยิ้ม “ ได้ขอรับท่านพี่จาง”
หลังจากนั้นทางด่วนก็ได้นำพาคนผู้นั้นมาสนทนากันภายในตรอกแห่งนึงบริเวณตรอกแห่งนี้มีผู้คนเดินทางเข้าออกให้มากนะอยู่ใกล้ๆกับแผงผักที่ตั้งขาย
จางหยวนเดินนำชายผู้นั้นมาถึงบริเวณนี้เมื่อเช้าทั้งสองข้างอยู่ตรงเขาหันใบหน้าของตนเองไปหามันแล้วก็ถามขึ้นอย่างรวดเร็ว “ ท่านมาพบข้าต้องการจะสนทนาอะไรกันแน่?”
รีบดึงชายผู้นี้เข้าประโยคสนทนาและเรื่องหลักที่จะมาสนทนากันทันที
เพราะเขาเองก็สงสัยเช่นเดียวกันว่ามันเป็นผู้ใดกันแน่แล้วการที่มันมาพบเข้าภายในสถานที่แห่งนี้อยากจะสนทนาอะไร
“ บอกไปแล้วอย่างไรว่านายของข้าต้องการจะสนทนากับเจ้า ”
จางหยวนหรี่ตาเล็กลงก่อนจะพูดขึ้น “ นายของท่านต้องการจะสนทนากับข้าแล้วนายของท่านเป็นผู้ใด ”
“ นายท่านเสิ่น ”
เมื่อมันตอบกลับมาเช่นนั้นใบหน้าของจวนหยวนจริงจังขึ้นทันควัน
เพราะว่าชื่อนั้นมันเป็นหนึ่งในตระกูลเศรษฐีอันดับต้นๆของเมืองจินหยวนที่ผู้คนส่วนใหญ่รู้จักกันในนามสามตระกูลใหญ่ผู้มีอำนาจสูงสุด
จางหยวนที่แสดงใบหน้าจริงจังคิดภายในใจของตนเองอย่างรวดเร็ว “ ในที่สุดก็มาถึงสักทีคิดเอาไว้อยู่แล้วว่ายังไงวันๆนึงอีก 2 ตระกูลใหญ่ต้องเข้ามาสนทนาอย่างแน่นอน”
จะพูดว่าอย่างไรดีพูดว่าอะไรตอนนี้ไม่ได้ผิดจากที่ตนเองคิดเอาไว้สักเท่าไหร่ก็ได้
เพราะว่าก่อนหน้านี้ตอนที่เริ่มทำการค้าขายผักวิญญาณก็ลองคิดเล่นๆเอาไว้แล้วว่าวันนึงถ้าเริ่มมีผู้คนให้ความสนใจพวกมันต้องเป็นหนึ่งในนั้นที่เข้ามาสนทนา
เกี่ยวกับเรื่องการทำสัญญาการซื้อขายกับตระกูลโม่เรื่องนั้นเป็นเรื่องที่ไม่ได้บอกให้ผู้ใดล่วงรู้ ตอนที่คนผู้นี้พูดขึ้นมาภายในใจก็มีคิดเอาไว้บ้างแล้วว่าอาจจะเป็นคนของตระกูลใหญ่
ทั้ง3 ตระกูลถือว่าเป็นตระกูลเศรษฐีอันดับต้นๆของเมืองพวกเขามีทั้งอำนาจและเงินทอง
แต่แน่นอนว่าทั้ง3 ตระกูลไม่ถูกกันมันเป็นเพราะว่าหลายเรื่องทั้งเรื่องผลประโยชน์ทั้งเรื่องอื่นๆอีกมากมาย
ในตอนนี้พวกมันคงจะจับตามองอยู่ร้านขายผักวิญญาณของจางหยวนโด่งดังไปทั่วทั้งเมือง
ผู้คนมากมายให้ความสนใจเกี่ยวกับเรื่องนี้ถ้าเขาไม่เลือกเข้าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งก็คงจะไม่มีเรื่องอะไรเกิดขึ้น
แต่ในตอนนี้พวกมันคงจะรู้ว่าการยื่นทำสัญญาซื้อขายกับตระกูลโม่แถมก่อนหน้านี้ยังได้ไปพบกับผู้นำตระกูลโม่เป็นการส่วนตัว
เพราะแบบนั้นอีกตระกูลหนึ่งที่สูญเสียผลประโยชน์เกี่ยวกับส่วนนี้ก็คงจะยื่นมือเข้ามาเกี่ยวข้อง
แล้วก็เป็นอย่างที่เห็นคนผู้นี้เป็นคนของตระกูลเสิ่น
จางหยวนแสดงท่าทางสงบนิ่งเอาไว้แล้วก็พูดขึ้นมา “ การที่เดินทางมาที่สถานที่แห่งนี้และมาพูดเกี่ยวกับเรื่องนี้คงจะเป็นเพราะเรื่องผลประโยชน์ใช่หรือเปล่า?”
มันยิ้มแล้วตอบกลับ “ เจ้าไม่ใช่คนโง่”
“ ตอนแรกเห็นว่าเป็นคนพิการนึกว่าเจ้าจะเป็นพวกที่โชคดีที่ปลูกผักวิญญาณได้เสียอีกแต่วาดูเหมือนว่าจะมีความคิดและมีสติปัญญาอยู่พอสมควร ” คนผู้ที่มองและประเมินจางหยวนต่ำเป็นอย่างมากเพราะว่ารู้ลักษณะภายนอกของเขา
ไม่ใช่แค่คนผู้นี้หรอกที่คิดแบบนั้นจางหยวนมั่นใจว่ายังมีอีกหลายคนที่คิดแบบคนผู้นี้
มองเห็นว่าภายนอกเขาเป็นคนพิการคนพวกนั้นก็คิดว่าคงจะมีโชคดีตรงที่สามารถเพาะปลูกผักวิญญาณได้
แต่ในตอนนี้หลังจากที่มันได้ลองสนทนาดูแล้วจึงล่วงรู้ได้ว่าจางหยวนฉลาดเฉลียวกว่าที่มันคิดเอาไว้
มันพยักหน้าขึ้นลงและก็พูดเสริมขึ้นมาอีกว่า “ ตัวของเจ้ารู้แบบนี้แล้วถ้าแบบนั้นเจ้าเดินทางติดตามไปกับข้าได้”
“ ผู้เป็นนายของข้าอยากจะสนทนากับเจ้าเป็นการส่วนตัวนายท่านเสิ่นผู้คนมากมายรู้จักภายในเมืองแห่งนี้เจ้าของรู้ดีว่าไม่ควรปฏิเสธ” ชายผู้นั้นพูดออกมาราวกับว่าข่มขู่
ทั้งใบหน้าและท่าทางของมันที่แสดงออกมาพยายามจะใช้อำนาจของตนเองข่มขู่จางหยวน
จางหยวนใช้ใบหน้าที่เรียบเฉยมองตรงกลับไปอย่างไม่สะทกสะท้าน “ คำพูดนั้นเหมือนกำลังข่มขู่กันอยู่ในเมื่อในฐานของเจ้าอยากจะมาพบข้าถ้าเช่นนั้นไม่ลองให้นายท่านของเจ้านัดสถานที่ด้านนอกล่ะ”
มันหรี่ดวงตาของตนเองเล็กลงอย่างสงสัย “ ที่พูดออกมาหมายความว่าอย่างไร?”
“ ก็อย่างที่พูดออกไปนั่นแหละก็หมายความตรงตัว ในตอนนี้พวกท่านกำลังขัดแย้งเรื่องผลประโยชน์กันอยู่แล้วมีส่วนใดบ้างที่จะทำให้ข้ามั่นใจว่าถ้าเดินทางไปกับท่านแล้วจะไม่โดนลอบทำร้าย” จางหยวนยื่นใบหน้าของตนเองเข้าไปใกล้ๆมัน
ใบหน้าของเขาทั้งเย็นชาทั้งสุขุมจนอีกฝ่ายประหลาดใจ
ชายผู้นั้นกัดฟันแน่นที่เห็นคนพิการที่อยู่ด้านหน้ากล้าต่อรองกับมันด้วยท่าทางและน้ำเสียงเช่นนั้น
จางหยวนค่อยๆดึงใบหน้าของตัวเองออกมาดวงตาของเขาเหลือบไปมองกำปั้นของมันที่กำแน่นด้วยความโกรธ
ดูเหมือนว่าท่าทางที่เย็นชาและสุขุมของเขาจะทำให้มันโมโห
ก็คงจะเป็นแบบนั้นโดยทั่วไปแล้วเมื่อใช้ชื่อเสียงของตระกูลเสิ่นเขามาพูดไม่ว่าผู้ใดก็ต้องยอมทำตาม
“ อย่างที่ข้าบอกไปถ้าอยากจะสนทนากับข้าก่อนนัดสถานที่ที่มันโล่งกว้างและก็มีผู้คนมากๆขาดถึงจะยอมสนทนาด้วย”
“ ถ้าคิดจะทำร้ายข้าตรงสถานที่แห่งนี้กรุณาดูข้างหลังก่อน ” จางหยวนพูดเตือน
คนผู้นั้นค่อยๆหันไปมองด้านหลังมันพบเห็นเข้ากับชายร่างกายใหญ่โตที่มีร่างกายสูงกว่าสองเมตรยืนอยู่
หย่งคังยืนกอดอกอยู่ด้านหลังของมันเมื่อเห็นเช่นนั้นใบหน้าของคนผู้นั้นกัดฟันแน่นและเก็บความโกรธของตนเองเอาไว้ภายในใจ
“ หย่งคัง…” ก็จะเจ็บใจเป็นอย่างมากแต่ก็ไม่สามารถทำอะไรได้
จนสุดท้ายแล้วมันสะบัดหน้าของตนเองแล้วก็เดินออกไปจากจุดนี้คนผู้นั้นเป็นคนของสกุลใหญ่ภายในเมืองแห่งนี้แต่มันก็ยังไม่อยากจะยุ่งกับหย่งคัง
หย่งคังอาศัยอยู่ภายในเมืองแห่งนี้เป็นเวลานานเขามีชื่อเสียงในหลายๆด้านผู้คนมากมายต่างไม่อยากจะยุ่งด้วย
ขนาดอันธพาลภายในเมืองยังไม่อยากเข้ามายุ่งเกี่ยวกับเขามีตระกูลใหญ่หลายตระกูลพยายามจะทาบทามให้เขาเข้าสู่ตระกูลเพื่อไปเป็นผู้คุ้มกัน
แต่เสียดายที่ว่าหย่งคังไม่ค่อยชื่นชอบในการทำงานร่วมกับตระกูลใหญ่หรือพวกขุนนางสักเท่าไหร่เลยตัดสินใจเป็นพรานป่า
หลังจากคนผู้นั้นเดินออกไปหย่งคังใช้ดวงตามองตรงมายังจางหยวนแล้วถามขึ้น “ เกิดเรื่องอะไรขึ้น? ”
จางหยวนถอนหายใจเฮือกใหญ่ออกมาด้วยความหนักใจ
จบบท