อู๋จวินหยางมองไปยังร่างของลี่เค่อที่นอนหมดสติและยิ้มออกมา
“ เ้ายิ้มอะไรกัน! ” ฮุ่ยหวางไคะโขึ้น
“ เช่นนั้นพวกท่านก็น่าจะรู้ว่าชายคนนั้นมาที่นี้เพราะเหตุใด?” อู๋จวินหยางยิ้มบางและกวาดสายตามองดูกลุ่มของไป๋เหรินซีด้วยความเ็า และกล่าวต่อว่า “ ทั้งๆที่พวกข้ามาถึงก่อนแต่พวกเ้ากลับคิดที่จะไล่พวกข้าไป? ข้าอยากรู้จริงๆว่าตระกูลของพวกท่านสั่งสอนบุตรหลานกันอย่างไร? ”
“ บังอาจ!! ” หวู่เหม่ยที่ยืนอยู่ด้านหลังก็ะโขึ้นมาด้วยความโกรธ เนื่องจากชายด้านหน้าได้ดูถูกตระกูลไป๋ของนางอย่างโจ่งแจ้ง
“ ทำไม? ข้าพูดผิดไปงั้นหรือ? ” อู๋จวินหยางหัวเราะออกมาด้วยความไม่กลัว
“ เ้ากล้ามากจริงๆ เช่นนั้นเ้าคิดว่าการที่เ้าพูดจาเช่นนี้แล้วเ้าจะรอดตัวไปได้ ดูท่าวันนี้ข้าคงต้องสั่งสอนพวกเ้าสักหน่อยแล้วล่ะ? ” หวู่เหม่ยกล่าวด้วยน้ำเสียงเ็า
“ ข้าอู๋จวินหยาง ้าที่จะประลองกับนางพญาหมัดสายฟ้ามานานแล้วเหมือนกัน ” อู๋จวินหยางหัวเราะพร้อมกับแสดงรอยยิ้มที่ขี้เล่นออกมา
สำหรับตัวเขาที่แข็งแกร่งในระดับเทพยุทธ์แล้วการที่จะสู้กับระดับจักรพรรดิยุทธ์ก็เท่ากับเป็การรังแกผู้อื่นเท่านั้น แต่ใครใช้ให้พวกนี้หยิ่งผยองกันล่ะ อย่างนี้ต้องถูกสั่งสอนสักหน่อยก็คงไม่เสียหาย
“ เช่นนั้นก็ดี นานมากแล้วที่ข้าไม่ได้ลงมือ ดูเหมือนว่าคนรุ่นหลังจะลืมชื่อเสียงของข้าไปหมดแล้ว ” หวู่เหม่ยะโเสียงดังลั่นพร้อมกับปล่อยแรงกดดันของจักรพรรดิยุทธ์ออกมา
“ เข้ามา!! ” อู๋จวินหยางหัวเราะก่อนที่จะหยิบดาบของตนออกมาและพุ่งเข้าใส่หวู่เหม่ย
ทันใดนั้นทั้งสองก็หายตัวไปอย่างรวดเร็ว เนื่องจากอู๋จวินหยาง้าที่จะไปสู้กันที่อื่น เพราะกลัวว่าหยวนิเย่จะโดนลูกหลง
“ ระดับจักรพรรดิยุทธ์? ” ฮุ่ยหวางไคประหลาดใจ เขานึกไม่ถึงเลยว่าจะเจอกับตัวตนระดับจักรพรรดิยุทธ์แบบนี้ แถมดูเหมือนว่าจักรพรรดิยุทธ์คนนี้เป็เพียงแค่ข้ารับใช้เท่านั้น
คนอื่นๆเองก็ประหลาดใจเช่นกัน นึกไม่ถึงเลยว่าชายคนนั้นจะเป็ยอดฝีมือระดับจักรพรรดิยุทธ์
หยวนิเย่บอกให้อู๋จวินหยางไม่ต้องเปิดเผยพลังทั้งหมดแค่เอาชนะหวู่เหม่ยก็พอ
“ เช่นนั้นให้ชายชราอย่างข้าได้ประลองฝีมือบ้างจะได้หรือไม่? ” หยวนเฉิงที่นั่งอยู่ก็ลุกขึ้นมาพร้อมกับมองไปที่ชายวัยกลางคนที่สวมชุดของวิหารเฟิงเทียน
“ เ้า้าที่จะประลองฝีมือกับข้าเช่นนั้นหรือ? ” ชายวัยกลางคนมองไปที่หยวนเฉิงด้วยความประหลาดใจ
“ ใช่ ข้า้าที่จะประลองฝีมือกับท่าน ” หยวนเฉิงพยักหน้ารับ
“ ก็ได้ ” ชายวัยกลางคนตกลงทันที
“ ตามมา ” หยวนเฉิงยิ้มและพุ่งตัวไปยังทิศทางหนึ่ง
“ เร็วมาก!!! ” ชายวัยกลางคนใ เขาไม่คิดเลยว่าชายชราคนนี้จะรวดเร็วเช่นนี้ แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็พุ่งตัวตามไป
หลังจากนั้นก็เหลือเพียงแค่หยวนิเย่คนเดียว ส่วนกลุ่มของไป๋เหรินซีก็ยังเหลือผู้คุ้มกันอีกจำนวนหนึ่ง เพียงแต่ผู้คุ้มกันเ่าั้มีความแข็งแกร่งในระดับบรรพจารย์ยุทธ์
เมื่อเห็นชายชราและชายวัยกลางคนหายไปแล้ว กลุ่มของไป๋เหรินซีมองดูหยวนิเย่ที่กำลังทำอาหารไม่สนใจสิ่งใดรอบๆ
“ นี้เ้าไม่เป็ห่วงคนของเ้าเลยหรือไง? ” ไป๋เหรินซีมองไปยังหยวนิเย่ที่ยังทำอาหารอยู่
“ ทำไมข้าต้องเป็ห่วงพวกเขาด้วย ข้าคิดว่าคงที่น่าเป็ห่วงก็คือคนของพวกเ้าเสียมากกว่า ” หยวนิเย่กล่าวพร้อมกับทำอาหารต่อ
“ เหอะ เ้าคิดว่าท่านยายหวู่เหม่ยและท่านลิ่วเปียวจะเป็ฝ่ายแพ้งั้นหรอ ข้าจะบอกอะไรให้ฟัง ท่านลิ่วเปียวเป็ถึงผู้าุโของวิหารเฟิงเทียน นอกจากนี้เขายังเป็ถึงผู้าุโที่แข็งแกร่งอันดับต้นๆในระดับราชันยุทธ์อีกด้วย ” ฮุ่ยหวางไคหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง
“ มันก็ควรจะเป็อย่างนั้นอยู่แล้ว ” หยวนิเย่กล่าวสบายๆพร้อมกับทำอาหารต่อ
“ กลิ่นหอมจริงๆ ” ไป๋เหรินซีย่นจมูกดมกลิ่นด้วยความประหลาดใจ
“ จะว่าไปกลิ่นอาหารที่เ้าบ้านี้ทำก็หอมจริงๆ ” ฮุ่ยหวางไคเห็นด้วย
ทั้งสองจึงเดินเข้าไปใกล้ๆหยวนิเย่พร้อมกับดูหยวนิเย่ทำอาหารด้วยความสนใจแทน
“ หลบไปให้พ้น ข้าจะทำอาหารแล้วพวกเ้าจะมามุงดูอะไรกัน ” หยวนิเย่เงยหน้าขึ้นมองดูทั้งสองด้วยความไม่พอใจ
“ อะไรกันแค่นี้ทำเป็หวงไปได้ ” ไป๋เหรินซีกล่าวพร้อมกับถลึงตามองดูหยวนิเย่ด้วยความไม่พอใจ
“ ข้าจะทำอะไรมันก็เื่ของข้า ไม่ใช่เื่ของพวกเ้าสักหน่อย อีกอย่างอาหารเหล่านี้ข้าก็มอบให้กับคนของข้า ” หยวนิเย่กล่าวด้วยความไม่พอใจ
เพียงแต่ยิ่งหยวนิเย่ทำอาหาร กลิ่นของอาหารก็หอมฟุ้งไปทั่ว ทำไมฮุ่ยหวางไคและไป๋เหรินซีพากันกลืนน้ำลายไปหลายรอบ
“ นี้ๆเ้ามาเป็พ่อครัวในตระกูลของข้าไหม? ” ไป๋เหรินซีถามขึ้น
“ ใช่ๆ ถ้าหากเ้าเป็พ่อครัวของน้องสาว ข้าก็จะไม่เอาความเื่ที่เ้าทำก่อนหน้านี้ ” ฮุ่ยหวางไคกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง
ฮุ่ยหวางไคเป็คนฉลาดเขาย่อมทำทุกอย่างให้น้องสาวของตนมีความสุข เพื่อที่ฐานะของเขาในตระกูลไป๋จะสูงขึ้น อีกอย่างการทำร้ายแค่ลี่เค่อไม่เป็อันใดมาก สำหรับเขาการเป็มิตรกับคนที่แข็งแกร่งย่อมดีกว่าเป็ศัตรู
“ ไม่ล่ะ ข้าขอปฏิเสธ ” หยวนิเย่กล่าวทันที
“ ทำไมล่ะ ข้าเป็ถึงบุตรสาวของผู้นำตระกูลไป๋ ตระกูลไป๋ที่เป็หนึ่งในสามตระกูลใหญ่ของเมืองหลวงกุ่น ด้วยฐานะของข้าเ้าย่อมทำอะไรก็ได้ที่เมืองหลวงกุ่น นอกจากนี้ฐานะของเ้าก็จะต้องสูงยิ่งในตระกูลอีกด้วย ” ไป๋เหรินซีกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง แต่ถึงอย่างนั้นนางก็กลืนน้ำลายไปด้วย
“ นี้เ้ากล้าปฏิเสธงั้นหรือ? ” ฮุ่ยหวางไคใ เขาไม่คิดเลยว่าจะมีคนกล้าปฏิเสธตระกูลไป๋อยู่ด้วย
“ ต่อให้เป็คนของราชวงศ์เยว่ข้าก็ปฏิเสธ ” หยวนิเย่กล่าวขึ้น
ดวงตาของไป๋เหรินซีเต็มไปด้วยความใและไม่คาดคิด
“ เ้า!! ” ฮุ่ยหวางไคใ
ในขณะที่พวกเขากำลังพูดคุยกันอยู่ จู่ๆก็มีสองร่างปรากฏตัวขึ้น
เมื่อทุกๆคนมองไปก็พบว่าเป็หยวนเฉิงและลิ่วเปียว เพียงแต่สิ่งที่ทำให้ทุกๆคนใก็คือร่างกายของหยวนเฉิงไม่ได้รับาเ็เลย แต่กลับกันร่างกายของลิ่วเปียวเต็มไปด้วยรอยแผลนับไม่ถ้วน นอกจากนี้สีหน้าของเขาก็ดูซีดเซียวราวกับได้รับาเ็สาหัส
“ ไม่จริงน่าท่านลิ่วเปียวพ่ายแพ้งั้นหรอ? ” ฮุ่ยหวางไคแสดงสีหน้าไม่อยากเชื่อ คนอื่นๆเองก็ไม่อยากเชื่อเหมือนกัน เพราะชื่อเสียงของท่านลิ่วเปียวโด่งดังมาก
“ ท่านลิ่วเปียวเป็อย่างไรบ้าง? ” ไป๋เหรินซีถามด้วยความประหลาดใจ นางเองก็ไม่คิดเหมือนกันว่าลิ่วเปียวที่มีชื่อเสียงโด่งดังจะพ่ายแพ้แบบนี้
“ คุณหนูไป๋ข้าไม่เป็อะไรมาก ต้องขอบคุณสหายหยวนที่ยั้งมือไว้ทัน ไม่อย่างนั้นข้าอาจจะได้รับาเ็สาหัสกว่านี้อีก ” ลิ่วเปียวกล่าวพร้อมกับส่ายหน้าเบาๆ
“ ท่านหยวนแข็งแกร่งมากเลยงั้นหรือ? ” ไป๋เหรินซีถามด้วยความไม่อยากเชื่อ
“ ใช่ สหายหยวนแข็งแกร่งมาก เขาเป็ยอดฝีมือระดับราชันยุทธ์ที่สามารถต่อสู้กับระดับจักรพรรดิยุทธ์ได้อย่างสบายๆเลย ” ลิ่วเปียวกล่าวพร้อมกับถอนหายใจบางๆพร้อมกับมองไปยังหยวนเฉิงด้วยแววตานับถือและเคารพ
ไป๋เหรินซีและคนอื่นๆมองไปยังหยวนเฉิงด้วยความไม่อยากเชื่อ ยอดฝีมือระดับราชันยุทธ์ที่สามารถต่อสู้ข้ามระดับได้นับว่าเป็อัจฉริยะในระดับเดียวกัน
“ ปู่ ดื่มชาก่อนสิ ” หยวนิเย่เดินไปหาพร้อมกับถือถ้วยชาไว้ในมือ
“ ขอบใจมากเย่เอ๋อร์ ” หยวนเฉิงกล่าวด้วยรอยยิ้มพร้อมกับดื่มชาไปด้วย
“ ไม่นานอาหารจะเสร็จแล้ว เดี๋ยวพวกเรารอลุงจวินหยางสักครู่ ” หยวนิเย่กล่าวขึ้น
“ ดี ปู่รู้สึกสดชื่นจริงๆหลังจากที่ออกแรงมากแบบนี้ ” หยวนเฉิงหัวเราะออกมา แม้ว่าเขาจะเอาชนะคนของวิหารเฟิงเทียนแต่เขาก็ไม่ได้เคียดแค้นต่อกันถึงขั้นลงมือสังหารกัน เป็เพียงการประลองฝีมือเท่านั้น
“ ปู่กินพวกนี้ลองท้องไปก่อนนะ ” หยวนิเย่นำมันฝรั่งทอดให้กับหยวนเฉิงกิน
“ ดีๆ ปู่ชอบกินมันฝรั่งทอดของเ้ามาก ” หยวนเฉิงพยักหน้าพร้อมกับค่อยๆกินอย่างมีความสุข
“ ข้าขอกินบ้างจะได้ไหม? ” ไป๋เหรินซีถามด้วยแววตาเปร่งประกาย
“ เ้าอยากกิน? ได้สิแต่ข้าไม่ได้ให้กินฟรีๆหรอกนะ จ่ายเงินข้ามาด้วย จานละสิบตำลึงทองเป็อย่างไง ” หยวนิเย่กล่าว
“ เ้าบ้า มันฝรั่งในจานมีเพียงแค่ลูกเดียวแต่เ้าคิดเงินสิบตำลึงทองเลยงั้นเรอะ แบบนี้ไม่ปล้นกันไปเลยล่ะ? ” ฮุ่ยหวางไคะโด้วยความใ
“ แล้วมันทำไมล่ะในเมื่อข้าเป็คนทำและเป็คนคิดราคาเอง ถ้าหากเ้ามีปัญหาก็ไม่ต้องกินก็ได้ ข้าไม่ได้ห้ามพวกเ้าสักหน่อย จริงไหม? ” หยวนิเย่กล่าวด้วยรอยยิ้ม
“ เ้าไม่กลัวว่าข้าจะแค้นแล้วสั่งให้คนมาลงมือกับพวกเ้างั้นเรอะ? ” ไป๋เหรินซีถามขึ้นพร้อมกับมองไปยังหยวนิเย่
“ ถ้าหากพวกเ้าเป็คนขี้แค้นนักก็เชิญ อีกอย่างหนึ่งนะ ข้าก็จะได้ประกาศให้ทุกคนทราบเลยว่าเพียงแค่อาหารจานเดียวก็ทำให้ผู้สูงศักดิ์อย่างคุณหนูไป๋เหรินซีแห่งตระกูลไป๋ถึงกับลงมือล้างแค้น ” หยวนิเย่หัวเราะเบาๆ
“ หึ่มมม เ้าชนะ ” ไป๋เหรินซีกัดฟันกล่าวด้วยความไม่พอใจ
“ แน่นอนเพราะสุดท้ายก็คงเป็ข้าเองที่จะชนะ ” หยวนิเย่กล่าวอย่างไม่ใส่
หลังจากนั้นหยวนิเย่ก็นั่งลงข้างๆหยวนเฉิงพร้อมกับมองดูกลุ่มของไป๋เหรินซีก่อนที่จะถอนหายใจออกมา
“ นั่งเถอะ ยืนแบบนั้นเมื่อยแย่ ” หยวนหยิงเย่กล่าวพร้อมกับชี้นิ้วไปยังเก้าอี้ที่ว่างอยู่
“ เหอะถ้าก็คิดว่าเ้าเป็พวกแล้งน้ำใจ ” ไป๋เหรินซีฉีกยิ้มและนั่งลงอย่างไม่เกรงใจ ส่วนฮุ่ยหวางไคเองก็นั่งลงเช่นกัน
จากนั้นไป๋เหรินซีกำลังจะหยิบมันฝรั่งทอดกิน จู่ๆก็ได้ยินเสียงของหยวนิเย่ดังขึ้น “ สิบตำลึงทอง ”
ไป๋เหรินซีหยุดชะงักก่อนที่จะมองไปยังหยวนิเย่ที่กำลังฉีกยิ้มอยู่
“ ได้ สิบตำลึงทอง ” ไป๋เหรินซีมองไปยังฮุ่ยหวางไค
ฮุ่ยหวางไคหยิบถุงเงินออกมาวางไว้บนโต๊ะ
“ ในนี้คือห้าสิบตำลึงทอง หวังว่าสหายจะไม่ถือสา ” ฮุ่ยหวางไคยิ้มอย่างเป็กันเอง
ฮุ่ยหวางไคมองดูหยวนิเย่ด้วยรอยยิ้ม ถึงอย่างไรเขาก็เป็คนฉลาด เขายังไม่รู้เบื้องลึกเื้ัของหยวนิเย่เพราะฉะนั้นเขาจึงไม่กล้าที่จะทำอะไรบุ่มบ่ามอย่างการเป็ศัตรูอย่างโจ่งแจ้ง เพราะถ้าหากเกิดเื่อะไรขึ้นคนที่ซวยที่สุดก็คงจะเป็เขา
หยวนิเย่เก็บถุงเงินอย่างไม่ใส่ใจและพูดต่อว่า “ ห้าจาน มากกว่านั้นต้องจ่ายเพิ่ม ”
“ ทำอย่างกับอาหารของเ้าอร่อยมากนัก เป็แค่มันฝรั่งทอดแท้ๆทำอย่างกับมันเป็อาหารเลิศรสไปได้ ” ไป๋เหรินซีกรอกตา
“ ข้าก็เห็นด้วยกับน้องสาว ” ฮุ่ยหวางไคเห็นด้วย
แต่หลังจากที่ทั้งสองคนกินมันฝรั่งทอดแล้ว ทั้งสองก็ต้องใ เพราะมันฝรั่งทอดอร่อยอย่างยิ่ง
“ นี้มันจะอร่อยเกินไปแล้ว ทำไมมันฝรั่งถึงอร่อยแบบนี้ไปได้ ” ไป๋เหรินซีกล่าวออกมาด้วยความประหลาดใจ
ส่วนทางด้านของฮุ่ยหวางไค เขาก็กินมันฝรั่งทอดจนหมดก่อนที่เขาจะมองไปยังหยวนิเย่ด้วยดวงตาที่เปร่งประกาย
หยวนิเย่หัวเราะพร้อมกับทอดมันฝรั่งทอดให้กินอีกสองจาน
สำหรับผู้ฝึกยุทธ์พวกเขาสามารถกินข้าวได้มากกว่าคนธรรมดาถึงสิบเท่า เนื่องจากผู้ฝึยุทธ์้าใช้สารอาหารมากกว่าคนธรรมดามาก เพราะฉะนั้นต่อให้เป็มันฝรั่งทอดสิบจานหรือยี่สิบจาน สองคนนั้นก็กินหมดอย่างไม่มีปัญหา
พริบตาเดียวทั้งสองก็กินหมดก่อนที่จะขอกินมันฝรั่งทอดของหยวนิเย่อีก
“ ได้แค่อีกจานเดียวเท่านั้นนะ ” หยวนิเย่กล่าว
ไป๋เหรินซีและฮุ่ยหวางไคหยุดชะงักก่อนที่จะเป็ฮุ่ยหวางไคหยิบถุงเงินออกมาอีกหนึ่งถุง
“ สหายในนี้มีเงินอยู่สองร้อยตำลึงทอง ” ฮุ่ยหวางไคกล่าวด้วยรอยยิ้ม
“ เช่นนั้นก็เชิญตามสบาย ” หยวนิเย่ลงมือทอดมันฝรั่งให้กับทั้งสองกินจนครบสองร้อยตำลึงทอง
“ จะว่าไปนี้มันก็ผ่านไปเกือบสองเค่อแล้วนะทำไมยายหวู่เหม่ยถึงยังไม่กลับมาอีก? ” ไป๋เหรินซีถามด้วยความประหลาดใจ
“ มันก็จริงอย่างที่น้องสาวกล่าวมา เหตุใดท่านยายหวู่เหม่ยถึงยังไม่กลับมาอีก ” ฮั่วหวางไคเองก็สงสัยและประหลาดใจเช่นกัน
“ จะมัวร้อนใจไปทำไมอีกไม่นานทั้งสองก็กลับมาแล้ว ” หยวนิเย่กล่าวอย่างสบายๆพร้อมกับเริ่มทำอาหารจานหลักทันที
“ จะว่าไปเ้ามีนามว่าอะไร ” ไป๋เหรินซีถามออกมาด้วยความอยากรู้
“ ใช่ๆพวกเรายังไม่รู้ชื่อของเ้าเลย ” ฮุ่ยหวางไคเห็นด้วย
“ แซ่หยวน นามิเย่ ” หยวนิเย่ตอบพร้อมกับทำอาหารไปด้วย