อาหารที่เสี่ยวอี้ทำเสร็จแล้วส่งกลิ่นหอมอบอวลไปทั่ว อวิ๋นหรั่นเยว่มองดูอาหารเต็มโต๊ะที่เป็ของโปรดของนางทั้งหมด จึงหอมแก้มลูกชายสองทีด้วยความพึงพอใจ
"ท่านอาหลาน ท่านอาหน้ากากทำไมไม่มาทานข้าวด้วยกันล่ะขอรับ?" เสี่ยวอี้เอ่ยถามหลานโจว
หลานโจวถอนหายใจในใจ นายท่านของเขามีนิสัยเ็าเกินไป อีกทั้งไม่ยินดีที่จะข้องแวะกับผู้อื่นมากนัก เดิมทีเขาคิดว่านายท่านเปลี่ยนนิสัยแล้ว แต่คาดไม่ถึงว่าพอไปเรียกมาทานข้าวนายท่านกลับพูดตรง ๆ ว่าต่อไปไม่ต้องเรียกเขาอีก
แต่เมื่อสบสายตากับอวิ๋นหรั่นเยว่ เขาจึงทำได้เพียงยิ้มแล้วกล่าวว่า "ต้องขออภัยจริง ๆ ขอรับ นายท่านของข้ากำลังบำเพ็ญเพียรด้วยการอดอาหาร ไม่แตะต้องกิเลสทางโลก มิได้ตั้งใจจะไม่มานะขอรับ"
เสี่ยวอี้รู้สึกผิดหวังเล็กน้อย เขาอยากลองทานข้าวกับท่านอาหน้ากาก เพื่อดูว่าอีกฝ่ายหน้าตาเป็อย่างไร คงไม่ใช่ว่าเวลาทานข้าวก็ยังสวมหน้ากากอยู่หรอกนะ แต่ใครจะรู้ว่าอีกฝ่ายไม่แม้แต่จะปรากฏตัวออกมาเลย
อวิ๋นหรั่นเยว่ไม่ได้เก็บมาใส่ใจ นางเพียงยิ้มบาง ๆ แล้วกล่าวว่า "ไม่เป็ไร หลานโจว เ้าก็นั่งลงร่วมโต๊ะอาหารด้วยกันเถิด"
"ไม่ต้องหรอกขอรับ ไม่ต้องหรอก ข้าเป็เพียงผู้ใต้บังคับบัญชาเท่านั้น จะให้ร่วมโต๊ะกับนายท่านได้อย่างไร เชิญพวกท่านตามสบายเถิดขอรับ" หลานโจวรีบถอยออกจากห้องอาหารทันที
"อาหลิง เ้าตักอาหารไปส่งให้หลานโจวหน่อย" อาหลิงพยักหน้า แล้วนำกล่องบรรจุอาหารส่งให้หลานโจว
หลานโจวไม่อาจปฏิเสธได้จึงทานอาหารในห้องของตนจนอิ่มหนำสำราญ พอทานเสร็จและถือกล่องเดินออกมาก็เห็นนายท่านเดินออกมาพอดี สายตาของอีกฝ่ายตกลงที่กล่องในมือของเขา
"นายท่าน... ข้าทานเสร็จแล้ว ท่านอยากทานด้วยหรือไม่ขอรับ? จะให้ข้าไปขอเพิ่มอีกสักหน่อยหรือไม่ขอรับ?" เขารีบวิ่งเข้าไปหาและกล่าวอย่างระมัดระวัง
"ไร้ประโยชน์" หลงเยี่ยเยี่ยนเดินออกไปข้างนอกด้วยใบหน้าเ็า
"นายท่าน ท่านจะไปที่ใดหรือขอรับ?"
"งานประมูล"
หลานโจวอยากตบหน้าผากตัวเองเบา ๆ เกือบลืมไปเลยว่าวันนี้มีงานประมูลสำคัญที่นายท่านต้องเป็ผู้ควบคุม
แต่พอเขาเงยหน้าขึ้น นายท่านก็หายตัวไปเสียแล้ว เขาจึงถือกล่องกลับไปที่ห้องอาหารก็เห็นอวิ๋นหรั่นเยว่ทานอาหารเสร็จแล้ว และดูเหมือนกำลังเตรียมตัวจะออกไปข้างนอกเช่นกัน
"หลานโจว ตอนที่มาข้าได้ยินว่าคืนนี้ที่เมืองชื่ออวิ๋นมีงานประมูลที่ยิ่งใหญ่มาก เ้าพอจะรู้หรือไม่ว่าจัดขึ้นที่ใด?" อวิ๋นหรั่นเยว่เอ่ยถาม
หลานโจวคิดในใจ ช่างประจวบเหมาะอะไรเช่นนี้!
"ที่ท่านกล่าวถึงน่าจะเป็โรงประมูลในเครือของหอการค้าโยวหลงขอรับ คืนนี้มีงานประมูลสำคัญจริง ๆ จะมีสมบัติล้ำค่ามากมายถูกนำมาประมูล พอดีข้ามีบัตรเชิญอยู่ใบหนึ่ง ท่านพาเสี่ยวอี้ไปเที่ยวชมความครึกครื้นเถิดขอรับ"
"ขอบคุณท่านอาหลานขอรับ!" เสี่ยวอี้กล่าวอย่างปากหวาน เขาอยากรู้เหลือเกินว่างานประมูลในโลกมนุษย์เป็อย่างไร และไม่รู้ว่าจะแตกต่างจากในแดนผีมากน้อยเพียงใด
เมื่อลูกชายกล่าวขอบคุณ อวิ๋นหรั่นเยว่จึงให้อาหลิงรับบัตรเชิญมา
หลานโจวส่งพวกนางถึงหน้าประตูงานประมูลด้วยความกระตือรือร้นก่อนจะจากไป ในใจคิดว่า นายท่านขอรับผู้น้อยทุ่มเทแรงกายแรงใจถึงเพียงนี้ก็เพื่อให้ท่านได้มีคู่ครอง ดังนั้นโปรดอย่าได้ทำลายความปรารถนาดีของข้าเลยนะขอรับ
ที่หน้าโรงประมูลมีผู้คนเข้าแถวรอเป็จำนวนมาก อวิ๋นหรั่นเยว่มองดูรอบ ๆ ก็พบว่าส่วนใหญ่เป็ศิษย์รุ่นเยาว์ที่สวมชุดของสำนักศึกษาชางหลาน มีเพียงส่วนน้อยที่เป็ผู้บำเพ็ญอิสระที่มีอายุมากกว่า
ผู้ที่สามารถเข้าเรียนในสำนักศึกษาชางหลานได้ล้วนเป็ผู้ที่ถูกเรียกว่าผู้ที่์โปรดปราน โดยทั่วไปจะมีภูมิหลังครอบครัวที่ดี อีกทั้งยังมีเพียงเงินแต่ไร้ปัญญา งานประมูลจึงเป็สถานที่ชั้นเลิศในการโอ้อวดความมั่งคั่ง อวิ๋นหรั่นเยว่เข้าใจเล่ห์เหลี่ยมนี้เป็อย่างดี
"อาหลิง เ้าไปที่แคว้นซื่อเซี่ยงสืบดูว่าดวงตาของข้าหายไปอยู่ที่ใด" นางสั่งการอาหลิงเสียงเบา
นางจำได้ว่าเ้าของร่างเดิมเคยได้ยินบิดามารดากล่าวว่าดวงตาของนางกลายเป็มณีม่วงดารา ในเมื่ออวิ๋นเสวี่ยเวยปิดด่านบำเพ็ญเพียรแล้ว ก็ให้อาหลิงไปที่แคว้นซื่อเซี่ยงสักรอบเพื่อดูว่ายังอยู่ที่จวนแม่ทัพหรือไม่
อาหลิงพยักหน้า ถือกระบี่แล้วหายตัวเข้าไปในฝูงชน
อาหลิงเป็ภูตกระดาษทว่ามิใช่ภูตกระดาษธรรมดาทั่วไป นางมีกลิ่นอายมนุษย์ที่ิญญากระดาษทั่วไปไม่มี ดังนั้นก่อนหน้านี้แม้แต่รองเ้าสำนักก็ยังดูไม่ออกว่าอาหลิงมีความผิดปกติ ทว่าอวิ๋นหรั่นเยว่รู้สึกว่าชายสวมหน้ากากคนนั้นกลับมองอาหลิงด้วยสายตาเหมือนจะมองเห็นอะไรบางอย่าง นางจึงต้องให้อาหลิงจากไปก่อน
ไม่ใช่ว่านางกลัวคนอื่นจะพบฐานะของอาหลิง แต่เป็เพราะชายผู้นี้ให้ความรู้สึกลึกลับและอันตรายมาก อีกทั้งอาหลิงไม่ใช่สิ่งที่ถือกำเนิดในโลกมนุษย์จึงต้องระวังเอาไว้ก่อน เพราะนางไม่รู้จักชายผู้นี้เลย ไม่รู้แม้แต่ชื่อ ถึงเขาจะเป็ศิษย์พี่ที่อาจารย์ใหญ่ยอมรับ หรือถึงเขาจะมีรูปร่างดีเพียงใดก็ไม่อาจประมาทได้
"เสวี่ยเวย! คือนางคนนั้น! นางคือคนที่ทำลายโฉมหน้าของอวิ๋นเฟยเฟย และยังข่มขู่เอาหินิญญาคุณภาพสูงจากข้าไปหนึ่งแสนก้อน!" ทันใดนั้นนางก็ได้ยินเสียงของชีหยวนจงดังมาจากด้านหลัง
เสวี่ยเวย อวิ๋นเสวี่ยเวยอย่างนั้นหรือ? ออกจากด่านบำเพ็ญเพียรเร็วขนาดนี้เชียว?
นางหันกลับไปมอง ก็เห็นอวิ๋นเสวี่ยเวยสวมชุดกระโปรงสีม่วง เมื่อเทียบกับห้าปีก่อน ในยามนี้อวิ๋นเสวี่ยเวยดูสง่างามและสูงส่งจนเอื้อมไม่ถึงยิ่งขึ้น โฉมหน้าก็งดงามหยาดเยิ้ม เชิดคางขึ้นสูงท่าทางโอหังราวกับนกยูงรำแพนหาง
ส่วนชีหยวนจงที่อยู่ข้างกาย กลายเป็ผู้ติดตามคอยประคบประหงมนางไปเสียแล้ว เขากล่าวด้วยน้ำเสียงประจบประแจง อ่อนน้อมถ่อมตนไม่หลงเหลือความสง่าผ่าเผยเหมือนในอดีต อย่างไรเสียเขาก็เป็เพียงรัชทายาทของแคว้นเล็ก ๆ และที่สำนักศึกษาชางหลานสิ่งที่ไม่ขาดแคลนที่สุดก็คือศิษย์ที่มีฐานะสูงส่ง
รอบกายอวิ๋นเสวี่ยเวยนอกจากชีหยวนจงแล้วยังมีผู้ติดตามอีกหกเจ็ดคน พวกเขาทุกคนจ้องมองอวิ๋นหรั่นเยว่ด้วยสายตาดุดันและเต็มไปด้วยจิตสังหาร
เหอะ! ชิงไข่สัตว์เทพของนางไปตั้งห้าปีกลับมีระดับบำเพ็ญเพียรเพียงเท่านี้หรือ?
อวิ๋นหรั่นเยว่เย้ยหยันในใจ นางมองปราดเดียวก็รู้ว่าอวิ๋นเสวี่ยเวยมีระดับบำเพ็ญเพียรเพียงราชันิญญาขั้นที่หกเท่านั้น เงื่อนไขการบำเพ็ญเพียรดีเยี่ยมขนาดนี้แต่กลับมีระดับเพียงเท่านี้ ช่างน่าขันสิ้นดี!
ด้านอวิ๋นเสวี่ยเวยกวาดสายตามองอวิ๋นหรั่นเยว่ั้แ่หัวจรดเท้า นางไม่ััถึงกระแสพลังิญญาจากตัวอวิ๋นหรั่นเยว่เลย ราวกับมีคนไร้ค่ามายืนอยู่ตรงนั้น ในใจจึงเกิดความดูแคลนขึ้นมา
แต่เด็กชายที่อยู่ข้าง ๆ กลับหน้าตาน่ารักราวกับแกะสลักจากหยก ทั้งตัวเต็มไปด้วยของวิเศษ โดยเฉพาะผลึกอสูรระดับศักดิ์สิทธิ์สิบกว่าชิ้นที่ห้อยอยู่ที่เข็มขัด แม้แต่นางยังอดไม่ได้ที่จะมองซ้ำอยู่หลายครั้ง
ในตอนนั้นเองระหว่างคิ้วของนางพลันรู้สึกร้อนวูบ เทาเถี่ยที่หลับใหลมาตลอดดูเหมือนจะขยับตัวอย่างไม่สงบ
นางคิดว่าเทาเถี่ยััได้ถึงผลึกอสูรระดับศักดิ์สิทธิ์จนเกิดความกระหาย นางจึงไม่ได้คิดอะไรมาก ในใจคิดว่าหากสามารถชิงผลึกอสูรของเด็กคนนี้มาได้ทั้งหมด น่าจะทำให้ระดับบำเพ็ญเพียรของเทาเถี่ยเพิ่มขึ้นอีกขั้นหนึ่ง ดังนั้นนางจึงเดินตรงเข้าไปหาอวิ๋นหรั่นเยว่
"ได้ยินว่าเ้าคือคนที่ทำลายวรยุทธ์ของญาติผู้น้องของข้าและยังทำลายโฉมของนางด้วย ดูจากอายุเ้าเองก็ยังเด็ก เหตุใดจึงใจคออำมหิตเช่นนี้?"
อวิ๋นหรั่นเยว่หัวเราะเยาะ "ญาติผู้น้องของเ้าคิดจะฆ่าชิงทรัพย์ข้าก่อน กลายเป็ข้าที่ใจคออำมหิตอย่างนั้นหรือ?"
เมื่อได้ยินเสียงของนาง อวิ๋นเสวี่ยเวยถึงกับชะงักไปทั้งตัว แม้ว่าระหว่างทางชีหยวนจงจะบอกว่าเสียงของผู้หญิงคนนี้เหมือนอวิ๋นหรั่นเยว่มาก แต่เมื่อได้ยินจริง ๆ นางก็ยังคงใไม่น้อย
นาง่ชิงทุกสิ่งทุกอย่างของอวิ๋นหรั่นเยว่ไปจึงได้มีความโดดเด่นในวันนี้ ในใจจึงมีความรู้สึกผิดอยู่บ้างไม่มากก็น้อย ในห้าปีนี้สิ่งที่นางเกลียดที่สุดคือการได้ยินคนพูดถึงอวิ๋นหรั่นเยว่ นึกไม่ถึงว่าวันนี้จะพบคนที่มีเสียงเหมือนอวิ๋นหรั่นเยว่ขนาดนี้
แต่ถึงจะเหมือนก็คือเหมือน นางรู้ดีว่าอวิ๋นหรั่นเยว่ตายไปนานแล้ว ตอนนั้นนางเป็คนกรีดหน้าอวิ๋นหรั่นเยว่จนเสียโฉมเองกับมือ ทำลายจุดตันเถียนของนาง ขุดเอาพื้นที่นิมิตและดวงตาออกไป อีกทั้งยังวางยาปลุกกำหนัดที่ร้ายแรง เรียกได้ว่าตัดทางรอดทุกวิถีทางไม่มีทางมีชีวิตอยู่ได้เด็ดขาด
"ญาติผู้น้องของข้าอายุยังน้อย ไม่รู้ความ ถูกเหล่าศิษย์พี่ชักนำไปในทางที่ผิด เ้าฆ่าศิษย์พี่ของนางไปแล้วทั้งยังทำลายโฉมและระดับบำเพ็ญเพียรเพื่อระบายโทสะไปแล้ว เท่านี้ยังไม่พออีกหรือ? เ้าควรจะคืนหินิญญาคุณภาพสูงหนึ่งแสนก้อนของท่านพี่รัชทายาทกลับมา เช่นนี้จึงจะเรียกว่ามีคุณธรรมสมเป็มนุษย์"
นางกล่าวด้วยสีหน้าโอหัง ในใจรู้สึกไม่สบอารมณ์ หินิญญาคุณภาพสูงหนึ่งแสนก้อนนี้คือนางตั้งใจให้ชีหยวนจงเตรียมไว้ให้ เพื่อที่จะใช้ซื้อของวิเศษชิ้นสำคัญในงานประมูลครั้งนี้
ดังนั้นนางจึงตั้งใจออกจากด่านบำเพ็ญเพียรก่อนงานประมูลจะเริ่ม แต่นึกไม่ถึงว่าชีหยวนจงจะถึงขั้นมอบหินิญญาจำนวนมากขนาดนั้นเพื่อคนอย่างอวิ๋นเฟยเฟย ช่างเป็คนโง่เขลาจริง ๆ !
นางไม่เคยเห็นอวิ๋นเฟยเฟยอยู่ในสายตาอยู่แล้ว ที่ปกติทำดีด้วยก็เพียงเพื่อรักษาภาพลักษณ์ว่าตนเองเป็คนใจดีเท่านั้น เดิมทีคิดว่าหินิญญาคงไม่ได้คืนแล้ว นึกไม่ถึงว่าจะได้พบกับสตรีสวมผ้าคลุมหน้าคนนี้ แน่นอนว่าต้องเอาหินิญญาคืนมาให้ได้!
ไม่มีใครสามารถชิงของที่เป็ของอวิ๋นเสวี่ยเวยไปได้!
ทว่าผู้หญิงตรงหน้ากลับหัวเราะเบา ๆ แล้วกล่าวว่า "ข้าต้องให้เ้าสอนสิ่งที่มนุษย์พึงกระทำอย่างนั้นหรือ? เ้าเป็ตัวอะไรกัน?"