ภายในมุมที่มืดมิดและเงียบสงบที่สุดของชั้นที่หนึ่งในหอคัมภีร์ยุทธ์แห่งสำนักกระบี่เมฆาคล้อย กลิ่นอายของความเก่าแก่และฝุ่นผงที่ลอยคลุ้งอยู่ในอากาศไม่ได้เป็อุปสรรคต่อสมาธิของเด็กหนุ่มผู้กำลังจมดิ่งอยู่ในห้วงแห่งการเรียนรู้ หลินเฟยนั่งขัดสมาธิอยู่บนพื้นกระดานไม้ที่ส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดทุกครั้งที่ขยับตัว ในมือของเขาประคองม้วนไผ่เก่าคร่ำคร่าที่มีชื่อว่า 'ก้าวพริบตาอสรพิษ' เอาไว้อย่างทะนุถนอม แม้ว่าวิชานี้จะถูกจัดให้อยู่ในระดับต่ำต้อยที่สุดและถูกเมินเฉยจากบรรดาศิษย์สายในที่มักจะมุ่งเน้นไปที่วิชาทำลายล้าง แต่สำหรับผู้ที่ผ่านความเป็ความตายและมีสายตาที่เฉียบแหลมอย่างหลินเฟย เขากลับมองเห็นอัญมณีที่ซ่อนอยู่ในกองโคลนได้อย่างทะลุปรุโปร่ง
เขาค่อยๆ คลี่ม้วนไผ่ออกอย่างช้าๆ แผ่นไผ่แต่ละชิ้นถูกร้อยเรียงด้วยเชือกหนังที่เปื่อยยุ่ย ตัวอักษรโบราณที่จารึกอยู่บนนั้นเริ่มเลือนลางไปตามกาลเวลา แต่ด้วยประสาทััที่ถูกยกระดับขึ้นถึงขีดสุดจากการชำระล้างไขกระดูก หลินเฟยสามารถกวาดสายตาอ่านและทำความเข้าใจความหมายที่ซ่อนอยู่ระหว่างบรรทัดได้อย่างรวดเร็ว วิชาก้าวพริบตาอสรพิษนี้ไม่ได้สอนให้ผู้ฝึกเหาะเหินเดินอากาศหรือะโข้ามูเา แต่มันสอนถึงปรัชญาแห่งการเคลื่อนที่ในพื้นที่จำกัด การใช้ปลายเท้าััพื้นเพียงแ่เบาเพื่อสร้างแรงดีดส่งมหาศาล การบิดตัวหลบหลีกในมุมที่ฝืนธรรมชาติของมนุษย์ และการซ่อนจิตสังหารให้แเีดุจอสรพิษที่ซุ่มซ่อนตัวอยู่ในพงหญ้า รอคอยจังหวะเพียงเสี้ยววินาทีเพื่อฉกกัดเหยื่อให้ถึงแก่ความตาย
ในขณะที่หลินเฟยกำลังทำความเข้าใจกับเคล็ดวิชา พลังปราณสีทองแดงที่หลับใหลอยู่ในตันเถียนของเขาก็เริ่มตอบสนอง มันหมุนวนและส่งคลื่นความร้อนแผ่ซ่านไปทั่วร่าง จิติญญาแห่งศาสตราไร้ลักษณ์ที่สถิตอยู่ในเศษเหล็กบริเวณหน้าอกของเขาคล้ายกับถูกกระตุ้น มันส่งกระแสพลังงานสายหนึ่งพุ่งตรงเข้าสู่สมองของหลินเฟย ทำให้ภาพตัวอักษรบนม้วนไผ่แปรเปลี่ยนเป็เงาร่างของมนุษย์ที่กำลังร่ายรำกระบวนท่าเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่องในห้วงมโนทัศน์ของเขา เงาร่างนั้นพุ่งทะยานไปซ้ายทีขวาที รวดเร็วดุจสายฟ้าฟาด ทิ้งไว้เพียงภาพติดตาที่ชวนให้สับสน หลินเฟยรับรู้ได้ทันทีว่าศาสตราไร้ลักษณ์กำลังช่วยเขาวิเคราะห์และปรับปรุงวิชาตัวเบาระดับต่ำนี้ให้กลายเป็วิชาเคลื่อนที่ระดับสุดยอดที่สอดคล้องกับพลังปราณสีเืของเขาโดยเฉพาะ
ผู้ฝึกยตนทั่วไปอาจต้องใช้เวลาหลายเดือนหรือหลายปีในการท่องจำและฝึกฝนพื้นฐานของวิชาก้าวพริบตาอสรพิษให้เชี่ยวชาญ แต่สำหรับหลินเฟยที่มีศาสตราไร้ลักษณ์เป็ดั่งอาจารย์ผู้ชี้แนะ เขาใช้เวลาเพียงไม่ถึงสองชั่วยามในการทำความเข้าใจแก่นแท้ของวิชาทั้งหมด เมื่อการซึมซับเสร็จสิ้น เขาม้วนเก็บคัมภีร์ไผ่และวางกลับคืนสู่ชั้นวางอย่างเบามือ จากนั้นจึงเริ่มทดลองใช้วิชาในพื้นที่แคบๆ ระหว่างชั้นหนังสือ หลินเฟยกำหนดลมหายใจ โคจรปราณสีทองแดงลงสู่ฝ่าเท้าทั้งสองข้าง ทันทีที่ปลายเท้าของเขาััพื้น ร่างของเขาก็พุ่งทะยานไปข้างหน้าด้วยความเร็วที่ดวงตาเปล่าไม่อาจมองทัน
ฟุ่บ! ฟุ่บ! ฟุ่บ!
เสียงลมแหวกผ่านอากาศดังขึ้นเบาๆ ร่างของหลินเฟยเคลื่อนไหวไปมาระหว่างชั้นหนังสือที่ตั้งเรียงรายอย่างหนาแน่นโดยไม่เฉี่ยวชนสิ่งใดเลยแม้แต่น้อย การเบี่ยงตัว การหักเลี้ยวในมุมแคบ และการหยุดนิ่งกะทันหัน ทุกท่วงท่าล้วนลื่นไหลและไร้ที่ติราวกับสายน้ำที่หลากผ่านโขดหิน เขารู้สึกราวกับว่าร่างกายของเขาไร้น้ำหนัก ทุกย่างก้าวแฝงไปด้วยพลังดีดสะท้อนที่รุนแรง หากเขานำวิชานี้ไปใช้ในการต่อสู้จริง ศัตรูจะไม่มีทางคาดเดาทิศทางการเคลื่อนไหวของเขาได้เลย และเมื่อผสานเข้ากับหมัดปราณสีเืที่ทรงพลัง เขาจะกลายเป็มัจจุราชไร้เงาที่สามารถสังหารผู้คนได้ในพริบตา
เมื่อการฝึกฝนเบื้องต้นบรรลุผลจนเป็ที่น่าพอใจ หลินเฟยก็ตัดสินใจออกจากหอคัมภีร์ยุทธ์ แสงแดดยามบ่ายคล้อยเริ่มสาดส่องเข้ามาทางหน้าต่าง บ่งบอกว่าเวลาได้ล่วงเลยมาพอสมควรแล้ว เขาเดินลงบันไดเวียนไม้มายังชั้นล่างสุด และเดินผ่านโต๊ะของผู้ดูแลหอคัมภีร์ เฉินิยังคงนั่งอยู่ที่เดิม แต่มันก้มหน้าก้มตาไม่กล้าแม้แต่จะสบสายตากับหลินเฟย ร่างกายของมันสั่นเทาเล็กน้อยเมื่อััได้ถึงกลิ่นอายความเ็าที่แผ่ซ่านออกมาจากตัวเด็กหนุ่ม หลินเฟยไม่ได้สนใจคนขี้ขลาดเช่นนั้น เขาก้าวเดินออกจากประตูหอคัมภีร์ยุทธ์ มุ่งหน้ากลับไปยังที่พักของตนเองเพื่อเตรียมตัวสำหรับการฝึกฝนในขั้นต่อไป
ทว่าโชคชะตามักจะชอบเล่นตลกร้ายกับผู้ที่เพิ่งค้นพบความสงบสุข ทันทีที่เท้าของเขาเหยียบลงบนลานกว้างหน้าหอคัมภีร์ยุทธ์ หลินเฟยก็ต้องหยุดชะงัก บรรยากาศรอบด้านที่เคยเงียบสงบกลับเต็มไปด้วยความอึดอัดและตึงเครียด กลุ่มศิษย์สายในนับสิบคนยืนล้อมกรอบทางเดินเอาไว้ ทุกคนสวมชุดสีขาวสะอาดตา แต่แววตาของพวกเขากลับเต็มไปด้วยความเยาะเย้ยและจิตสังหาร ตรงกลางของกลุ่มคนเ่าั้ ปรากฏร่างของชายหนุ่มผู้หนึ่งยืนเอามือไพล่หลังอย่างหยิ่งยโส ชายผู้นี้มีรูปร่างสูงใหญ่ ใบหน้าหล่อเหลาแต่แฝงไปด้วยความอำมหิต สวมชุดศิษย์สายในที่ปักดิ้นทองบริเวณขอบเสื้อ บ่งบอกถึงสถานะที่สูงส่งกว่าศิษย์ทั่วไป เขามีพัดจีบเล่มหนึ่งอยู่ในมือซ้าย ส่วนมือขวาวางพักอยู่บนด้ามกระบี่ที่ประดับด้วยอัญมณีล้ำค่า ชายผู้นี้คือ 'ซุนเหลียง' หัวหน้าศิษย์สายในผู้มีระดับการฝึกตนอยู่ในขอบเขตรวมปราณขั้นที่สาม และเป็ศิษย์คนโปรดของผู้าุโจ้าว
"ในที่สุดแกก็ยอมโผล่หัวออกมาสักทีนะ ไอ้สวะหลินเฟย ข้านึกว่าแกจะมุดหัวเป็เต่าหดอยู่ในหอคัมภีร์จนหมดลมหายใจไปแล้วเสียอีก" ซุนเหลียงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงดังกังวานที่แฝงไปด้วยความปรามาส รอยยิ้มเหยียดหยามปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเขา
บรรดาศิษย์ที่มุงดูเหตุการณ์อยู่รอบนอกเริ่มซุบซิบนินทากันอย่างตื่นเต้น ข่าวลือเื่ที่หลินเฟยหักแขนจ้าวเทียนแพร่กระจายไปทั่วสำนักอย่างรวดเร็วยิ่งกว่าไฟลามทุ่ง หลายคนยังคงไม่เชื่อว่าคนพิการที่ไม่มีเส้นชีพจรจะสามารถทำเื่เช่นนั้นได้ และการปรากฏตัวของซุนเหลียงในวันนี้ ก็เพื่อพิสูจน์ความจริงและจัดการกับหลินเฟยตามคำสั่งของผู้าุโจ้าวเพื่อกู้หน้าให้กับตระกูลจ้าว
หลินเฟยยืนนิ่งอยู่กับที่ สายตาของเขากวาดมองกลุ่มคนรอบด้านอย่างเยือกเย็น ก่อนจะไปหยุดอยู่ที่ใบหน้าของซุนเหลียง "ข้ากับเ้าไม่เคยมีความแค้นต่อกัน เหตุใดจึงต้องมาขวางทางข้า" หลินเฟยถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไร้ซึ่งความหวาดกลัวหรือความประหม่าใดๆ ซึ่งผิดวิสัยของศิษย์รับใช้ทั่วไปที่ควรจะคุกเข่าร้องขอชีวิตเมื่อเผชิญหน้ากับหัวหน้าศิษย์สายใน
"ฮ่าๆๆ ไม่เคยมีความแค้นงั้นรึ?" ซุนเหลียงหัวเราะลั่นราวกับได้ยินเื่ตลกที่สุดในโลก "แกบังอาจทำร้ายศิษย์น้องจ้าวเทียนจนแขนหัก ซ้ำยังทำร้ายศิษย์สายในอีกสองคนจนาเ็สาหัส การกระทำเยี่ยงเดรัจฉานของแกถือเป็การหยามเกียรติของสำนักกระบี่เมฆาคล้อยอย่างรุนแรง วันนี้ข้าในฐานะหัวหน้าศิษย์สายใน จะมาลงทัณฑ์แกแทนกฎของสำนัก เพื่อชำระล้างความอัปยศที่แกได้ก่อไว้!"
หลินเฟยแค่นเสียงในลำคอ "กฎของสำนัก? วันที่พวกมันรุมซ้อมข้าปางตาย แย่งชิงอาหารของข้า และกดขี่ข่มเหงข้ามาตลอดหลายปี กฎของสำนักที่เ้าอ้างถึงมันไปมุดหัวอยู่ที่ไหน? ยามที่ผู้แข็งแกร่งรังแกผู้อ่อนแอ พวกเ้าเรียกมันว่าความชอบธรรม แต่พอมดปลวกอย่างข้าลุกขึ้นสู้เพื่อปกป้องตัวเอง พวกเ้ากลับเรียกมันว่าความอัปยศ ช่างเป็กฎเกณฑ์ที่น่าสะอิดสะเอียนเสียนี่กระไร"
คำพูดของหลินเฟยแทงใจดำของศิษย์หลายคนจนหน้าชา ซุนเหลียงโกรธจนหน้าดำหน้าแดง เขาไม่คิดว่าไอ้สวะที่เคยเอาแต่ก้มหน้ายอมรับชะตากรรม จะกล้าฝีปากกล้าและต่อปากต่อคำกับเขาต่อหน้าผู้คนมากมายเช่นนี้ "สามหาว! ไอ้ขยะชั้นต่ำ แกคิดว่าแกมีพลังวิชามารนิดหน่อยแล้วจะสามารถท้าทายอำนาจของข้าได้งั้นรึ? วันนี้ข้าจะสับแกเป็หมื่นๆ ชิ้น แล้วโยนให้สุนัขกินเพื่อเป็เยี่ยงอย่าง!"
กล่าวจบ ซุนเหลียงก็ชักกระบี่ออกจากฝัก เสียงเหล็กกล้าเสียดสีกันดังก้องกังวาน ประกายกระบี่สีเงินสะท้อนแสงแดดยามบ่ายดูแสบตา พลังลมปราณระดับรวมปราณขั้นที่สามของเขาปะทุขึ้นอย่างรุนแรง ก่อเกิดเป็กระแสลมหมุนวนรอบตัว พัดพาฝุ่นผงบนลานกว้างให้ปลิวว่อน ศิษย์คนอื่นๆ รีบถอยกรูออกไปสร้างวงล้อมขนาดใหญ่เพื่อป้องกันการถูกลูกหลง ทุกคนต่างเบิกตากว้างเพื่อรอดูจุดจบของหลินเฟย ไม่มีใครเชื่อว่าหลินเฟยจะสามารถรอดพ้นจากคมกระบี่ของซุนเหลียงผู้เชี่ยวชาญวิชากระบี่ระดับสูงไปได้
ซุนเหลียงไม่รอช้า พุ่งตัวเข้าหาหลินเฟยด้วยความเร็วสูง กระบวนท่า 'กระบี่เมฆาทะลวงตะวัน' ถูกใช้ออกมาอย่างเต็มกำลัง ปลายกระบี่สั่นไหวสร้างภาพลวงตาเป็เงากระบี่นับสิบเล่ม พุ่งทะยานเข้าหาจุดตายทั่วร่างของหลินเฟย ทั้งลำคอ หัวใจ และข้อต่อสำคัญ นี่ไม่ใช่วิชาที่ใช้สำหรับสั่งสอน แต่เป็วิชาที่มุ่งหมายจะสังหารให้ตกตายในกระบวนท่าเดียว
ท่ามกลางวิกฤตแห่งความเป็ความตาย หลินเฟยกลับยืนสงบนิ่งดุจขุนเขา แววตาของเขาเยือกเย็นจนน่าขนลุก ในห้วงความคิดของเขา เวลาคล้ายกับเดินช้าลง เงากระบี่นับสิบเล่มที่ดูอันตรายและรวดเร็วในสายตาคนอื่น กลับกลายเป็การเคลื่อนไหวที่เชื่องช้าและเต็มไปด้วยช่องโหว่ในสายตาของเขา ประสาทััที่เฉียบคมผสานกับความเข้าใจในวิชาก้าวพริบตาอสรพิษ ทำให้เขาสามารถคำนวณวิถีของกระบี่ได้อย่างแม่นยำ
ในเสี้ยววินาทีที่ปลายกระบี่เล่มหนึ่งกำลังจะทะลวงคอหอยของเขา หลินเฟยก็เริ่มขยับตัว ปลายเท้าของเขากดลงบนพื้นหินเพียงเบาๆ ร่างกายของเขาก็บิดตัวด้วยองศาที่ผิดธรรมชาติ หลบพ้นคมกระบี่ไปได้อย่างฉิวเฉียดเส้นยาแดงผ่าแปด เงากระบี่เล่มอื่นๆ พุ่งทะลุผ่านความว่างเปล่า ซุนเหลียงเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง กระบวนท่าไม้ตายของเขาพลาดเป้าไปอย่างไม่น่าเชื่อ
"เป็ไปได้อย่างไร!" ซุนเหลียงอุทานในใจ แต่มันไม่ยอมแพ้ พลิกข้อมือเปลี่ยนกระบวนท่ากลางอากาศ กระบี่ตวัดกลับหลังหมายจะตัดลำตัวของหลินเฟยขาดเป็สองท่อน
ทว่าหลินเฟยก็ไม่ได้ยืนเป็เป้านิ่ง เขาโคจรปราณสีทองแดงลงสู่ฝ่าเท้าอีกครั้ง ใช้วิชาก้าวพริบตาอสรพิษอย่างเต็มรูปแบบ ร่างของเขาพุ่งวูบวาบไปมาดุจภูตผีไร้เงา ปรากฏตัวทางซ้ายที ขวาที ทิ้งไว้เพียงภาพติดตาที่ทำให้ซุนเหลียงสับสนและฟันโดนแต่อากาศธาตุ เสียงคมกระบี่ฟาดฟันอากาศดังเฟี้ยวฟ้าวอย่างต่อเนื่อง แต่ไม่มีแม้แต่ครั้งเดียวที่ปลายกระบี่จะััโดนชายเสื้อของหลินเฟยได้
บรรดาศิษย์ที่ยืนมุงดูอยู่รอบนอกต่างอ้าปากค้างด้วยความตกตะลึง พวกเขาแทบไม่อยากเชื่อสายตาตัวเอง ไอ้สวะหลินเฟยกำลังล้อเล่นกับหัวหน้าศิษย์สายในราวกับผู้ใหญ่กำลังหยอกล้อเด็กน้อย ท่วงท่าการหลบหลีกของเขานั้นงดงาม พลิ้วไหว และแฝงไปด้วยความลึกลับที่ไม่มีใครในสำนักเคยเห็นมาก่อน แม้แต่ระดับผู้าุโบางคนก็อาจจะทำไม่ได้ถึงเพียงนี้
ซุนเหลียงเริ่มสูญเสียความเยือกเย็น ใบหน้าของมันบิดเบี้ยวด้วยความโกรธแค้นและอับอาย เหงื่อกาฬไหลหยดลงมาตามกรอบหน้า การโจมตีที่สูญเปล่าอย่างต่อเนื่องทำให้ลมปราณของมันเริ่มปั่นป่วน "ไอ้หนูสกปรก! ดีแต่หลบซ่อนเป็หนูท่อ หากแกแน่จริงก็มารับกระบี่ของข้าตรงๆ สิ!" มันคำรามลั่น เสียงแหบพร่าด้วยความคลุ้มคลั่ง
"รับกระบี่ของเ้างั้นรึ?" เสียงอันเย็นเยียบของหลินเฟยดังก้องขึ้นจากด้านหลังของซุนเหลียง ทำให้มันต้องรีบหันขวับไปมองด้วยความใ หลินเฟยยืนอยู่ห่างออกไปเพียงสามก้าว แววตาของเขาทอประกายสังหารที่รุนแรงจนทำให้อากาศรอบด้านลดต่ำลงอย่างฉับพลัน "กระบี่ของเ้ามันเชื่องช้าและไร้เรี่ยวแรง ราวกับเด็กทารกถือไม้จิ้มฟัน หากเ้า้าให้ข้ารับมัน ข้าก็จะสนองให้!"
ซุนเหลียงโกรธจนขาดสติ มันโคจรลมปราณทั้งหมดในร่างมารวมไว้ที่กระบี่ในมือ ปราณสีขาวเข้มข้นทะลักออกมาจนกระบี่ส่งเสียงหึ่งๆ ร่างของมันพุ่งทะยานเข้าหาหลินเฟยด้วยความเร็วสูงสุด กระบวนท่า 'เมฆาพิโรธสยบฟ้า' ซึ่งเป็ท่าไม้ตายก้นหีบที่รุนแรงที่สุดของมันถูกใช้ออกมา ปราณกระบี่ขนาดใหญ่พุ่งแหวกอากาศตรงเข้าบดขยี้ร่างของหลินเฟยหมายจะทำลายล้างทุกสิ่งให้แหลกเป็ผุยผง
ครั้งนี้หลินเฟยไม่ได้หลบหลีก เขายืนหยัดอย่างมั่นคง เท้าทั้งสองข้างฝังแน่นลงบนพื้นหิน เขาโคจรพลังปราณสีทองแดงจากจุดตันเถียน ส่งผ่านไปตามเส้นชีพจรที่กว้างใหญ่ เข้าสู่แขนขวาและรวมตัวกันที่กำปั้น ปราณสีเืเดือดพล่านและส่งเสียงคำรามประดุจสัตว์ร้ายที่ถูกปลดปล่อยออกจากกรงขัง กล้ามเนื้อแขนของเขาขยายตัวขึ้นจนเสื้อผ้าฉีกขาด เผยให้เห็นเส้นเืที่ปูดโปน รัศมีพลังทำลายล้างที่แผ่ออกมาจากหมัดของเขานั้นรุนแรงจนทำให้ผู้คนรอบข้างต้องก้าวถอยหลังด้วยความหวาดผวา
ในเสี้ยววินาทีที่ปราณกระบี่ของซุนเหลียงพุ่งเข้ามาถึงตัว หลินเฟยก็ปลดปล่อยหมัดขวาออกไปอย่างสุดแรง
"หมัดทะลวงไร้ลักษณ์!"
ตูมมมมมมมม!
เสียงปะทะดังสนั่นหวั่นไหวราวกับ์ถล่มแผ่นดินทลาย คลื่นกระแทกจากการปะทะของสองพลังปราณที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงแผ่ขยายออกไปเป็วงกว้าง กระเื้ัคาของหอคัมภีร์ยุทธ์ปลิวว่อน ต้นไม้ใหญ่รอบลานกว้างหักโค่น ฝุ่นควันลอยคลุ้งบดบังวิสัยทัศน์จนมิด บรรดาศิษย์ที่มุงดูอยู่ต่างถูกแรงลมพัดจนล้มลุกคลุกคลาน กรีดร้องด้วยความตื่นตระหนก
เมื่อฝุ่นควันค่อยๆ จางหายไป ภาพที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้าทำให้ทุกคนต้องหยุดหายใจ เืในกายเย็นเฉียบ ร่างของหลินเฟยยังคงยืนตระหง่านอยู่ที่เดิมไม่ขยับเขยื้อนแม้แต่นิ้วเดียว เสื้อผ้าของเขาขาดวิ่นเล็กน้อยจากแรงลม แต่ร่างกายกลับไร้รอยขีดข่วน ในขณะที่ซุนเหลียง หัวหน้าศิษย์สายในผู้หยิ่งยโส บัดนี้กลับมีสภาพที่น่าสมเพชยิ่งกว่าสุนัขข้างถนน ร่างของมันกระเด็นไปไกลกว่ายี่สิบเมตร กระแทกเข้ากับกำแพงหินจนเกิดรอยร้าว กระบี่ล้ำค่าประจำตัวของมันหักสะบั้นเป็ชิ้นเล็กชิ้นน้อยร่วงหล่นเกลื่อนพื้น แขนขวาที่ใช้จับกระบี่บิดผิดรูปและมีกระดูกทิ่มทะลุเนื้อออกมา เืสดๆ ไหลทะลักออกจากปาก จมูก และดวงตา มันพยายามจะเงยหน้าขึ้นมองหลินเฟย แต่ความเ็ปและอาการช้ำในอย่างรุนแรงทำให้มันกระอักเืคำใหญ่ออกมาก่อนจะหมดสติไปคาที่
ความเงียบงันระดับที่เข็มตกก็ยังได้ยินแผ่ปกคลุมไปทั่วลานกว้าง ไม่มีใครกล้าแม้แต่จะสูดลมหายใจแรงๆ สายตาทุกคู่จับจ้องไปที่ร่างของหลินเฟยด้วยความหวาดกลัวและยำเกรงอย่างถึงที่สุด ไอ้ขยะที่พวกเขารังเกียจเหยียดหยาม บัดนี้ได้กลายเป็ปีศาจร้ายที่สามารถล้มยอดฝีมืออันดับหนึ่งของศิษย์สายในได้อย่างง่ายดายด้วยการโจมตีเพียงครั้งเดียว นี่คือพลังที่ท้าทายกฎเกณฑ์แห่ง์ เป็ปาฏิหาริย์ที่ไม่อาจมีใครอธิบายได้
หลินเฟยลดหมัดลงอย่างช้าๆ พลังปราณสีทองแดงค่อยๆ จางหายไปกลับคืนสู่จุดตันเถียน เขากวาดสายตามองไปรอบๆ ลานกว้าง สายตาของเขากระทบเข้ากับใบหน้าที่ซีดเผือดของศิษย์ทุกคน "จงจำไว้..." น้ำเสียงของเขาแหบพร่าแต่ดังกังวานเข้าไปในจิติญญาของผู้ฟังทุกคน "ข้า หลินเฟย ไม่ใช่เศษสวะให้พวกเ้าเหยียบย่ำอีกต่อไป หากผู้ใดกล้ามาท้าทายข้าอีก จุดจบของพวกมันจะไม่ใช่แค่กระดูกหัก แต่มันคือความตาย!"
กล่าวจบ หลินเฟยก็สะบัดชายเสื้อและเดินแหวกวงล้อมของฝูงชนออกไปอย่างสง่างาม ไม่มีใครกล้าขยับตัวเข้ามาขวางทางแม้แต่คนเดียว พวกเขาได้แต่หลีกทางให้ประดุจกำลังหลีกทางให้กับมัจจุราช
ทว่าในมุมมืดของหลังคาอาคารที่อยู่ห่างออกไป ร่างของชายชราผู้หนึ่งกำลังยืนกอดอกมองดูเหตุการณ์ทั้งหมดด้วยสายตาที่ลุกเป็ไฟ เขาคือผู้าุโจ้าว ผู้ที่ส่งซุนเหลียงมาเพื่อจัดการกับหลินเฟย มือทั้งสองข้างของเขากำแน่นจนเล็บจิกเข้าไปในเนื้อ เืสีแดงซึมออกมาเล็กน้อย "ไอ้เด็กบัดซบ! มันปิดบังพลังที่แท้จริงเอาไว้มาตลอดสิบปีงั้นรึ? พลังปราณสีเืนั่นช่างน่ากลัวยิ่งนัก หากปล่อยให้มันเติบโตต่อไป มันจะต้องกลายเป็ภัยคุกคามต่อชีวิตของข้าอย่างแน่นอน!"
ผู้าุโจ้าวขบกรามแน่น เขารู้ดีว่าด้วยสถานการณ์ปัจจุบัน เขาไม่สามารถลงมือสังหารหลินเฟยอย่างเปิดเผยได้อีกต่อไป เพราะศิษย์นับร้อยคนเป็พยานถึงความแข็งแกร่งของหลินเฟย หากเขาใช้อำนาจกดขี่ ย่อมเกิดข้อครหาและอาจถึงหูของจ้าวสำนัก เขาต้องหาวิธีการที่แยบยลและโเี้กว่านี้ในการกำจัดเสี้ยนหนามชิ้นนี้ทิ้งให้สิ้นซาก รอยยิ้มอำมหิตปรากฏขึ้นบนใบหน้าเหี่ยวย่นของเขา แผนการร้ายบางอย่างกำลังก่อตัวขึ้นในเงามืดของสำนักกระบี่เมฆาคล้อย
การเดินทางบนเส้นทางแห่งวิถีเซียนและศาสตราวุธของหลินเฟยเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้น เขาได้ประกาศศักดาและทวงคืนศักดิ์ศรีของตนเองกลับมาได้สำเร็จ แต่เขาก็รู้ดีว่าพายุลูกใหม่ที่รุนแรงยิ่งกว่ากำลังจะโหมกระหน่ำเข้ามา การประลองในวันนี้เป็เพียงจุดเริ่มต้นของการหลั่งเื และศัตรูที่แท้จริงของเขายังคงซ่อนตัวอยู่ในเงามืด หลินเฟยกำเศษเหล็กไร้ลักษณ์ที่ซ่อนอยู่หน้าอกแน่น เขาสาบานกับตนเองว่า ไม่ว่าอุปสรรคเบื้องหน้าจะหนักหนาสาหัสเพียงใด เขาจะใช้หมัดและปราณสีเืนี้ ทะลวงฟันทุกสิ่งที่ขวางหน้า เพื่อก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดแห่งยุทธจักร และชำระล้างหนี้แค้นที่ถูกจารึกไว้ในสายเืให้จงได้!