หลังจากเงียบไปครู่หนึ่ง ทั้งโรงจวี้ฉ่างก็มีแต่เสียงชื่นชมดังขึ้นราวกับห้องโถงกำลังจะแตก!
“อันเจิง เจ้าเป็นต้นแบบของเรา!”
“คุณชายอัน ท่านเป็นผู้กล้าของเรา!”
อันเจิงส่ายหน้า “ข้าไม่ใช่”
ชาวเยี่ยนเหล่านั้นชะงักไปชั่วขณะในใจคิดว่าทำไมเขาถึงไม่ใช่ผู้กล้าของเรา?
อันเจิงไม่มองผู้คนเหล่านั้นแม้แต่นิดเดียวเขากลับนั่งบนเก้าอี้แล้วมองเกาหนู “คิดไม่ถึงว่าชาวโยวจะเป็นคนมีสัจจะขนาดนี้ ข้าควรต้องมองพวกเจ้าใหม่แล้ว”
ในใจเกาหนูคิดว่าสัจจะกะผีน่ะสิเขายังไม่ทันตั้งตัวเลยด้วยซ้ำ เงินและหยกแห่งวิญญาณก็ถูกเก็บไปหมดแล้ว แต่ในสถานการณ์แบบนี้ก็ไม่มีทางเลือกอื่นอีกนั่นเป็นหยกแห่งวิญญาณของจริง อีกทั้งพวกเขาก็เป็นคนนำก้อนหินมาเอง อันเจิงทำของปลอมขึ้นไม่ได้เกาหนูชะงักไป เขาไม่รู้ว่าตัวเองควรพูดอะไรดี
ชายสวมชุดแดงมีสีหน้าแย่มากที่สุดแต่ก็ไม่ได้คัดค้านแต่อย่างใด “รู้แพ้รู้ชนะ คุณชายอันต่างหากที่ทำให้พวกเราควรมองใหม่”
เงินจำนวนหกแสนห้าหมื่นตำลึงและหยกแห่งวิญญาณระดับสีทองนี่เป็นการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ของชาวโยว เพียงแค่ชายชุดแดงนึกไม่ถึงว่าปรมาจารย์ของตนจะพลาดด้วยที่เล่าลือกันว่าหินในหิน นั่นเป็นเพียงแค่ของในตำนานเท่านั้นผู้ที่นั่งอยู่ในนี้ยังไม่มีใครเคยเห็นมาก่อน แต่ทว่าเด็กหนุ่มที่อายุราวสิบห้าสิบหกปีคนนี้กลับมองออกช่างเป็นคนที่ประเมินไม่ได้จริง ๆ
คนผู้นี้ จะให้ดีต้องนำไปแคว้นโยว
ชายสวมชุดแดงหัวเราะแห้ง ๆ“ชาวโยวอย่างเราเข้มงวดเรื่องสัจจะ ฉะนั้นแพ้ก็คือแพ้ หากมีโอกาส หวังว่าต่อไปคุณชายอันจะไปแคว้นโยวของเราบ้างไม่แน่อาจมีรายรับที่มากกว่านี้ก็ได้”
ใต้เท้ากรมพิธีการยืนขึ้นแล้วพูด“เวลานี้คุณชายอันไม่มีเวลาไปแคว้นโยวหรอก เขาได้เข้าสำนักวรยุทธ์ชางของเราแล้วอนาคตจะต้องเป็นผู้ฝึกพลังวัตรในสำนัก หลังจบจากสำนักวรยุทธ์ชาง อนาคตข้างหน้าก็จะก้าวไปไกลอย่างไม่มีที่สิ้นสุดหากเจอกันอีกครั้ง พวกเจ้าก็คงไม่ได้เจอกันในโอกาสเช่นนี้อีกแล้ว”
ชายสวมชุดแดงหัวเราะ“ทุกคนในใต้หล้าต่างมีโชคชะตาของตัวเอง กลุ่มลัทธิเทพของข้าก็ดูเพียงลิขิตฟ้าเท่านั้นฉะนั้นอย่าเพิ่งตัดสินอะไรตอนนี้ อนาคตไม่มีใครรู้ ไม่แน่ในวันข้างหน้าคุณชายอันอาจเป็นศัตรูกับคนในแคว้นเยี่ยนขึ้นมา หากเป็นอย่างนั้นแคว้นโยวก็ยินดีต้อนรับ”
คำพูดนี้เป็นการยุยงและทำลายความสัมพันธ์คนอื่น
อันเจิงยิ้มพลางพูดขึ้น “หากเจ้ายังพูดอีกเพียงคำเดียวก้อนหินที่เหลือข้าจะพนันทั้งหมด”
ชายชุดแดงปิดปากเงียบทันที
ขณะนี้บนร่างอันเจิงมีเงินทั้งหมดกว่าล้านตำลึงทั้งยังมีหยกแห่งวิญญาณระดับสีทองอีก หากเขาพนันก้อนหินทั้งหมดนี้ แคว้นโยวคงสูญเสียมากยิ่งกว่าเก่าแน่
อันเจิงลุกขึ้น จากนั้นก็ค่อย ๆ เดินกลับขึ้นไปบนชั้นสอง
ชาวเยี่ยนที่อยู่ยืนไม่ไกลพูดขึ้น“เก่งกะผีน่ะสิ ก็แค่ดวงดีหยิบได้ของดีเท่านั้นแหละ”
“เมื่อครู่ที่ชมว่าเขาเป็นผู้กล้าของเราเขากลับไม่รับคำชมเลยสักนิด คนแบบนี้ไม่ช้าก็เร็วคงต้องตกอับ”
“นั่นสิก็แค่เด็กไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมเท่านั้นเอง นึกว่าตัวเองเก่งจริง ๆ รึ?ข้าแค่ไม่อยากแสดงความสามารถเท่านั้นแหละเป็นคนต้องรู้จักถ่อมตัวไม่รู้หรืออย่างไร? หินนั่น...ข้าดูออกตั้งแต่แรกแล้วว่ามันเป็นหินในหินเพียงแค่ไม่อยากพูด?”
“ข้าก็ดูออกเหมือนกัน แต่เห็นว่ามันเกินความจริงไปหน่อยเลยไม่กล้าพูดออกไปเท่านั้นเอง”
หึ...เกาหยวนหูที่นั่งอยู่ด้านข้างเปล่งเสียงที่เย็นยะเยือกออกมา“พูดมาได้ไม่กลัวขายหน้า!”
คนที่พูดกันเมื่อครู่มีสีหน้าเปลี่ยนไปทันที หึ...ทั้งสองแค่นเสียงออกมาจากนั้นก็เงียบไป
หลังจากอันเจิงขึ้นไปบนชั้นสอง เขาก็ให้หงหลุนนำกระดาษและพู่กันมาเขียนอยู่ครู่หนึ่งก็ยื่นกลับไปให้หงหลุนพลางบอก “นำไปให้ฮูหยินของเจ้าข้าเคยบอกแล้ว จะทำให้คนแคว้นโยวขายหน้าจนไม่เหลือศักดิ์ศรีเลย”
หงหลุนยิ้มแล้วรับไว้ “เจ้าเก่งมาก!”
“เพียงสามคำนี้น่าฟังมากกว่าคำชมมากมายด้านล่างด้วยซ้ำ”
หงหลุนหน้าแดงแล้ววิ่งลงไปจากนั้นก็หาโอกาสนำกระดาษนี้มอบให้จวงเฟยเฟย เรื่องต่อจากนี้ก็ง่ายนิดเดียวอันเจิงเขียนถึงก้อนหินเมื่อครู่ที่ตนดูอย่างละเอียดว่า ก้อนไหนมีหรือไม่มีหยกแห่งวิญญาณและหยกแห่งวิญญาณที่มีอยู่ในระดับอะไร และยังบอกจวงเฟยเฟยอีกว่าก้อนหินที่เหลือด้านในว่างเปล่า เมื่อจวงเฟยเฟยมีกระดาษแผ่นนี้ การจะทำให้คนแคว้นโยวขายหน้าก็ไม่ใช่เรื่องยากแล้วล่ะ
ตู้โซ่วโซ่วแปลกใจจึงถามขึ้น“เจ้าดูออกได้อย่างไร? น่าแปลกจริง”
“คนที่ตรวจสอบและเปลี่ยนแปลงหินพวกนี้เป็นยอดฝีมือหรืออาจเป็นปรมาจารย์เลยก็ว่าได้เท่าที่ข้าเคยเห็นการพนันหินมา ไม่มีใครคิดวิธีนี้ได้สักคนหากไม่ใช่เพราะเกาหยวนหูให้ผ่าก่อนหนึ่งก้อน ข้าก็เดาไม่ออกเหมือนกันก้อนหินพวกนี้ถูกเปลี่ยนแปลงโดยใช้พลังของเยาโซ่ว พลังนั้นมีทั้งกลิ่นอายและอำนาจที่สามารถเปลี่ยนสีและกลิ่นอายของก้อนหินได้”
“หากเป็นเพียงพลังของเยาโซ่วก็ช่างเถอะเพราะผู้ฝึกพลังวัตรต่างแยกแยะได้ แต่ทว่าปรมาจารย์คนนี้ยังใช้โอสถวิญญาณมาเปลี่ยนพลังต้นกำเนิดของเยาโซ่วจึงเปลี่ยนแปลงรูปลักษณ์และกลิ่นอายของก้อนหินไปอย่างสิ้นเชิง เขาใช้วิธีการฝึกโอสถมาเปลี่ยนก้อนหินเหล่านี้”
“ฝึกโอสถวิญญาณ?”
ตู้โซ่วโซ่วชะงักไป “ถ้าเป็นอย่างที่เจ้าพูดมาปรมาจารย์คนนั้นนำก้อนหินทั้งหมดไปใส่ในเตาหลอมโอสถแล้วฝึกงั้นหรือ?”
“คาดว่าเป็นแบบนั้น ปรมาจารย์คนนี้น่าจะไม่ได้เป็นเพียงผู้รู้ด้านของวิเศษแต่ยังเป็นอาจารย์ฝึกโอสถอีกด้วย คนแบบนี้เกรงว่าแคว้นโยวคงมีไม่มาก ฉะนั้นหากจะสืบขึ้นมาจริงๆ ก็เป็นเรื่องง่าย”
ขณะกำลังพูดอยู่นั้น จวงเฟยเฟยก็สะบัดบั้นท้ายเดินขึ้นบันไดมาแล้วเปิดประตู“คือโจวจื่อ”
อันเจิงหันไป “ได้ข้อมูลเร็วขนาดนี้เลยรึ?”
จวงเฟยเฟยหัวเราะ “อะไรจะเร็วขนาดนั้น เพราะได้ยินที่เจ้าพูดข้าถึงนึกถึงคนคนนี้ขึ้นมาแคว้นโยวมีคนผู้หนึ่งเป็นตำนาน ทุกคนต่างเรียกเขาว่าโจวจื่อเกรงว่ามีไม่กี่คนที่จะรู้ชื่อจริงของเขา เขามีตำแหน่งใหญ่โตในแคว้นโยวโดยเฉพาะในด้านของการฝึกโอสถวิญญาณ เรียกได้ว่าเป็นปรมาจารย์เลยแหละ กลุ่มลัทธิเทพของแคว้นโยวปกป้องเขาอย่างเข้มงวดได้ยินว่ามีองครักษ์ชุดม่วงในกลุ่มลัทธิเทพถึงสิบสองคนคอยคุ้มกันเขาอยู่”
อันเจิงนึกขึ้นได้ ตอนที่เขาอยู่จักรวรรดิต้าซีก็เคยได้ยินชื่อนี้มาก่อนแต่ตอนนั้นอันเจิงเป็นเหมือนเทือกเขาที่สูงส่งเกรียงไกรและไม่ว่าโจวจื่อจะยิ่งใหญ่ขนาดไหนก็เป็นเพียงคนของแคว้นโยวที่เป็นดั่งเทือกเขาเล็ก ๆ เท่านั้น
จวงเฟยเฟยพูดต่อ “นึกไม่ถึงจริง ๆ ว่าเจ้าจะเก่งกาจมากถึงเพียงนี้เมื่อก่อนข้าคงประเมินเจ้าต่ำเกินไป ข้าจะเลื่อนตำแหน่งเจ้าในโรงจวี้ฉ่าง”
อันเจิงยิ้มแล้วถาม“ที่แท้ก็ไม่ใช่ตำแหน่งสูงสุด?”
จวงเฟยเฟยชี้ตัวเอง “สำหรับข้าเจ้าก็อยู่ตำแหน่งสูงสุดมานานแล้ว แต่สำหรับโรงจวี้ฉ่าง เจ้าเพิ่งเป็นวันนี้”
อันเจิงหันหน้าหลบจวงเฟยเฟย “ทำไมเจ้าถึงขึ้นมาล่ะ”
จวงเฟยเฟยพูด“ก็ไม่เห็นจะมีเรื่องน่าสนใจแล้ว ต่อไปก็แค่เป็นการดูชาวโยวขายหน้าเท่านั้นใต้เท้ากรมพิธีการกลัวว่าเจ้าจะถูกคนของแคว้นโยวยื่นข้อเสนอที่ไม่อาจปฏิเสธแล้วเปลี่ยนใจฉะนั้นจึงให้ข้ามาดูเจ้า”
อันเจิงยิ้มพลางตอบ “ที่แท้ก็ใช้สาวสวยมาเฝ้านี่เอง”
จวงเฟยเฟยหัวเราะ“หากข้าใช้ไม้นี้กับเจ้าจะได้ผลรึ? สำนักเจ้ามีสาวน้อยงดงามประดุจดอกไม้ถึงสองคนมีใครงามน้อยกว่าข้าบ้าง คนหนึ่งชื่อชวีหลิวซี อีกคนชื่อกู่เชียนเยว่ใช่หรือไม่?นั่นถึงจะเป็นสีสันท่ามกลางผู้คนของแท้เจ้ามองสาวงามเยี่ยงนั้นทุกวัน เกรงว่าจะใช้สาวสวยแค่ไหนเจ้าก็ไม่ตกหลุมพรางหรอก”
อันเจิงยิ้ม “หากข้าชอบสตรีที่แต่งงานแล้วเล่า”
ครั้งนี้ถึงตาจวงเฟยเฟยหลบหน้าอันเจิงบ้าง“เหอะ ๆ...พวกเราพี่น้องก็คิดเงินอย่างเปิดเผยเลยแล้วกันครั้งนี้เจ้าช่วยโรงจวี้ฉ่างหารายได้หลายสิบล้านตำลึง หากมอบให้หน่วยทหารสำหรับทหารแถบชายแดนก็ราวกับมีฝนตกเย็นฉ่ำไปทั่วแล้ว พวกเขาต้องมีเงินใช้กินอิ่มนอนหลับแน่ แต่ถึงกระนั้น ตามกฎข้าต้องให้สินน้ำใจกับเจ้า คิดแล้ว...ค่าตอบแทนทั้งหมดก็เป็นเงินราวสิบห้าล้านตำลึง”
ตู้โซ่วโซ่วชื่นชมอยู่ด้านข้าง “สวรรค์เยอะขนาดนี้เชียว! ทีนี้เงินเดือนของพี่น้องเราในสำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์ก็จะได้เพิ่มเป็นหนึ่งเท่าตัวแล้วทุกคนต้องดีใจแน่ ๆ”
อันเจิงส่ายหน้า “เงินนี่ ข้าไม่เอาสักตำลึง”
เขาหยิบเงินออกมาจากกระเป๋า “นี่เป็นเงินหกแสนห้าหมื่นตำลึงที่ชนะพนันมาได้นำไปให้พี่น้องทหารทางแถบชายแดนเสีย พวกเขากินไม่อิ่มมานานมากแล้วเงินนี้ช่วยให้เรามีชีวิตที่ดีขึ้นก็จริง แต่สำหรับพี่น้องทหารก็ไม่เหมือนกันแล้วอีกอย่าง หยกแห่งวิญญาณที่ได้มาในวันนี้ นำทั้งหมดมาประเมินราคาแล้วขายออกไปเงินที่ได้จากการขายหยกแห่งวิญญาณก็ส่งไปให้หน่วยทหารด้วยแล้วกัน”
จวงเฟยเฟยลุกขึ้น จากนั้นก็ทำความเคารพ“ขอบคุณ”
“หยกแห่งวิญญาณพวกนั้นเจ้าเป็นคนพนันมา ฉะนั้นก็ทำตามที่เจ้าพูดแล้วกันข้าจะเชิญท่านเสนาบดีของหน่วยทหารมานำเงินก้อนนี้จากกรมครัวเรือนก่อน”
อันเจิงพยักหน้า “ส่วนหยกแห่งวิญญาณระดับสีทองนี้ข้าจะเก็บไว้เองเตาหลอมโอสถของหลิวซีจำเป็นต้องยกระดับขึ้น ความรู้ด้านการฝึกโอสถของนางล้ำหน้าไปไกลกว่าระดับของเตาหลอมโอสถนานมากแล้วก่อนหน้านี้ข้าหาของที่เหมาะสมไม่ได้ ต่อไปรบกวนท่านช่วยนางดู ๆ ไว้ด้วย หากได้อุกกาบาตมาจะดีมาก”
จวงเฟยเฟยยิ้มแล้วพูด“ที่แท้ก็เป็นชายที่เข้าใจคนอื่นดีนี่เอง ชวีหลิวซีโชคดีตายเลย แต่ทว่าอุกกาบาตเป็นของระดับสีม่วงฉะนั้นจึงหายากมาก หากเจอข้าจะเก็บไว้ให้เจ้าก็แล้วกัน แต่อย่าคาดหวังมากเกินไปล่ะ”
“ข้ารู้แล้ว พวกเจ้าหูตามากกว่าย่อมดีกว่าข้าเพียงคนเดียวอยู่แล้ว”
จวงเฟยเฟยขานรับจากนั้นก็มองออกไปนอกหน้าต่างด้านล่างขณะนี้ชาวโยวไม่ต่างไปจากลูกบอลที่ลมรั่วออกจนหมดเดิมทีคนพวกนี้ทำตัวยิ่งใหญ่ไม่มีใครเปรียบ ขณะนี้ก็เหลือเพียงแค่กระดองเท่านั้นครั้งนี้พวกเขาขนหน้าแข้งร่วงไปมาก และยังหาเงินจากแคว้นเยี่ยนไม่ได้สักตำลึงเงินที่โรงจวี้ฉ่างหามาได้ทั้งหมดก็จะส่งไปทางแถบชายแดน หากแพ้พนันเสียเงินมากกว่านี้คงทำให้ชาวโยวร้องไห้ตายแน่
ที่ห้องโถงชั้นหนึ่ง ชายสวมชุดแดงหน้าบึ้งไม่ต่างจากตูดลิง
เขาเขม่นหน้าเกาหนูอย่างจริงจังจากนั้นก็เดินออกไปไม่ได้มองท่านอ๋องทานซงเลยด้วยซ้ำ สีหน้าเกาหนูประมาณว่า นี่ไม่เกี่ยวข้องอะไรกับข้าเลยทั้งหมดนี้ก็เป็นเพราะคนสกุลอันคนนั้นที่ก่อเรื่องวุ่นวายขึ้น
ส่วนท่านอ๋องทานซงยังคงไม่พูดอะไรเลยสักคำ หลังจากชายชุดแดงจากไปไม่นานเขาก็ลุกขึ้นแล้วจากไปเช่นกัน
อันเจิงและจวงเฟยเฟยคุยเล่นกันอยู่ที่ชั้นสองหลังผ่านไปหนึ่งชั่วโมงก็มีข่าวจากตำหนักวิหารสวรรค์ บอกว่าคืนนี้จะมีงานเลี้ยงต้อนรับกลุ่มลัทธิเทพจากแคว้นโยวจึงเชิญจวงเฟยเฟยและอันเจิงไปร่วมงานด้วยในนามตัวแทนโรงจวี้ฉ่าง
จวงเฟยเฟยยิ้มแล้วพูด“หากไม่ใช่เพราะเจ้า ข้าคงไม่มีโอกาสไปกินข้าวในตำหนักวิหารสวรรค์”
“ก็ไม่เห็นจะเป็นเรื่องดีอะไร”
สิ่งที่สมองของอันเจิงคิดในตอนนี้ก็คือท่านอ๋องทานซงเขามักจะรู้สึกว่าคนคนนั้นมีอะไรแปลกไป คนที่สุขุมอยู่เพียงผู้เดียวต่อให้จะเป็นการควบคุมความเจ้าชู้ก็ไม่ควรมีปฏิกิริยาเช่นนี้ แคว้นโยวสูญเสียเงินหลายสิบล้านตำลึงสำหรับแคว้นโยวนี่ก็ถือเป็นการโจมตีอย่างหนึ่ง และเงินส่วนนี้เป็นไปได้มากว่ามาจากกลุ่มลัทธิเทพ
“ข้าจะกลับไปเตรียมตัวก่อน หาก...”
หลังจากครุ่นคิดครู่หนึ่งอันเจิงก็พูดขึ้น “หากเจ้าหาข้ออ้างได้ จะให้ดีคืนนี้อย่าไปร่วมงานเลี้ยงในตำหนักวิหารสวรรค์เลยข้าสังหรณ์ใจว่าจะเกิดเรื่องบางอย่างขึ้น ข้ากลัวจะเกิดอะไรที่คาดไม่ถึงกับเจ้า”
จวงเฟยเฟยหรี่ตามองอันเจิงแวบหนึ่ง“นี่เป็นห่วงพี่สาวหรือ?”
อันเจิงกลอกตา “ข้าเป็นห่วงเงินทองต่างหากหากเจ้าเป็นอะไรไป อีกหน่อยข้าจะหาเงินก้อนโตได้อย่างไร”
จวงเฟยเฟยยิ้ม “วางใจเถอะ ตำหนักวิหารสวรรค์คุ้มกันอย่างแน่นหนาคนพวกนั้นไม่กล้าก่อเรื่องหรอก หากก่อเรื่องขึ้นจริง ยอดฝีมือในตำหนักวิหารสวรรค์ตั้งมากมายเจ้าอย่าได้ดูถูกพวกเขาเชียวนะ หลายปีมานี้ ไม่มีใครกล้าประเมินราชสำนักต่ำไปหรอก”
อันเจิงถอนหายใจ...เมื่อเทียบกับจักรวรรดิต้าซีแล้วแคว้นเยี่ยนไม่ถือว่ามีรากฐานใหญ่โตอะไรเลย
เขาขอตัวกลับ ในใจคิดทบทวนว่าตัวเองควรไปร่วมงานเลี้ยงในคืนนี้หรือไม่
เดินไปเพียงไม่นาน อันเจิงก็เห็นเฉินเซ่าป๋ายที่ไม่ได้เจอมาพักใหญ่เขาปรากฏตัวขึ้นพร้อมร่มกระดาษและกำลังจ้องอันเจิงจากที่ไกล ๆ