บทที่ 1 การกลายเป็ภรรยาสาวชนบท
โจวหลีอันเล่นเกมของเธอทั้งคืน แล้วเข้านอนตอนเช้าก่อนที่พระอาทิตย์จะขึ้น
เมื่อเธอลืมตาขึ้นอีกครั้ง กลับพบว่าตัวเองไม่ได้อยู่บนเตียงที่สั่งทำพิเศษราคาแปดแสนหยวนของเธอ!
แต่กลับนอนเคียงข้างชายหนุ่มรูปงามบนเตียงไม้แคบ ๆ ชายคนนั้นมีรูปร่างสูงใหญ่ ใบหน้าคมเข้มดูมีมิติ มองไปมองมาแล้วผู้ชายที่อยู่ตรงหน้าดูสง่างามและน่าเกรงขามเหลือเกิน
แต่ผิวที่ซีดเซียวเล็กน้อยนั้น ดูขัดแย้งกับบุคลิกโดยรวมของเขาอยู่บ้าง
พอจ้องมองใบหน้าหล่อเหลาของชายคนนั้นนาน ๆ โจวหลีอันรู้สึกเหมือนมีเข็มทิ่มแทงในสมองอย่างฉับพลัน หลังจากความเ็ปนั้นจางหายไปแล้ว ความทรงจำมากมายก็ถาโถมเข้าใส่เธอ เมื่อมีสติแล้วโจวหลีอันถึงคิดได้ว่าเธอ ‘ข้ามมิติ’ มาแล้ว
ขณะนี้เธอได้ข้ามมาอยู่ในร่างของหญิงสาวชนบทคนหนึ่งในหมู่บ้านอิงเถาของตำบลชิงเถียน ซึ่งเธอคนนี้ก็ชื่อ ‘โจวหลีอัน’ เหมือนกันกับเธอ
เมื่อหนึ่งปีก่อน เ้าของร่างเดิมได้แต่งงานกับทหารชื่อ ‘ลู่เยี่ยนโจว’ ซึ่งก็คือชายที่นอนอยู่ข้างเธอตอนนี้
เื่ราวในคืนนั้นคือ ขณะที่กำลังจะเข้าหอ ลู่เยี่ยนโจวกลับถูกเรียกตัวไปปฏิบัติภารกิจที่กองทัพอย่างกะทันหัน
เื่นี้ยังพอรับได้ ส่วนลู่เยี่ยนโจวก็ปฏิบัติภารกิจสำเร็จอย่างยอดเยี่ยม แต่… ตัวเขากลับประสบอุบัติเหตุจากการทำงานครั้งนี้ กลายเป็คนที่อยู่ในสภาพ ‘ภาวะผัก’ *[1] เมื่อเจ็ดวันก่อน
เ้าของร่างคนเก่าและสามีที่อยู่ในภาวะผักของเธอ ถูกครอบครัวฝ่ายสามีไล่ออกจากบ้านตระกูลลู่มาด้วยกัน
ขณะนี้ ทั้งสองคนอาศัยอยู่ด้วยกันที่บ้านเกิดของโจวหลีอัน นอนพักอยู่ในห้องเล็ก ๆ ที่เธอเคยอยู่ก่อนแต่งงาน
"โอ๊ย! กลับมาได้เจ็ดวันแล้ว นอนทุกวัน! ถ้าไม่รู้ก็คงคิดว่าเป็คุณหนูจากในเมือง!"
เสียงที่แหลมจนแสบแก้วหูดังมาจากนอกห้อง
โจวหลีอันพลางนึกถึงความทรงจำของเ้าของร่างคนเก่า จำได้ว่านี่เป็เสียงของพี่สะใภ้ใหญ่ของเธอ ‘จางเฉี่ยวลี่’
“ตลอดชีวิตที่ผ่านมา ฉันไม่เคยเห็นคนที่เห็นแก่ตัวขนาดนี้มาก่อนเลย! ฉันบอกว่าพ่อแม่ของเธอตื่นมานานแล้ว แต่เธอยังนอนอย่างสบายใจอยู่อีก!”
"ทำไมกันน้อ ทำไม! พวกเราถึงได้โชคร้ายขนาดนี้ ไม่เพียงแต่ต้องเลี้ยงดูเธอ แต่ยังต้องเลี้ยงสามีที่เป็เ้าชายนิทราของเธออีก"
"หุบปากเดี๋ยวนี้นะ!" เพื่อไม่ให้ทั้งสองคนทะเลาะกันต่อไป คนที่เอ่ยออกมาเมื่อครู่จึงมอบหมายให้กับโจวซู่อัน "ไปปลุกน้องสาวของนายให้มากินข้าวได้แล้ว เมื่อคืนก็ไม่ได้กินอะไรเลย จะอดข้าวได้ยังไง"
"ครับ" โจวซู่อันรับคำแล้วเดินไปที่ห้องของน้องสาว
ส่วนจางเฉี่ยวลี่ยืนอยู่กับที่ ไม่รู้ว่าจะโต้แย้งคำพูดของโจวซู่อันอย่างไร ใบหน้าของเธอเริ่มแดงบ้างขาวซีดบ้างสลับกันไปมา ทางด้านแม่โจวก็รู้สึกไม่ค่อยชอบจางเฉี่ยวลี่เท่าไหร่นัก ใครใช้ให้เธอมาหาเื่ลูกสาวสุดที่รักแต่เช้าตรู่กันเล่า!
"อ้าว มายืนบื้อทำอะไรตรงนี้ อาหารพร้อมยกขึ้นโต๊ะแล้ว ยังไม่รู้จักไปหยิบชามหยิบตะเกียบอีก โตขนาดนี้ยังรอให้เอามาป้อนถึงปากอีกหรือไง?"
เมื่อเผชิญหน้ากับแม่สามีซึ่ง ๆ หน้า จางเฉี่ยวลี่ก็ไม่กล้าทำตัวเหลวไหลเหมือนก่อนหน้านี้ ได้แต่เดินเข้าไปในห้องพลางพึมพำเบา ๆ
แม่โจวไม่ได้ยินชัดว่าอีกฝ่ายพึมพำอะไร ได้แต่ปล่อยให้อีกฝ่ายบ่นไป ไม่รู้ว่าเป็เื่บังเอิญหรือไม่ แต่หลังจากที่จางเฉี่ยวลี่เข้าไปในครัว ลูกทั้งสองของจางเฉี่ยวลี่ก็ค่อย ๆ ออกมาจากห้องอย่างขลาดกลัว
ในขณะที่แม่โจวกำลังเรียกหลาน ๆ ทั้งสองให้ไปล้างหน้าล้างตา ส่วนโจวซู่อันก็ยืนอยู่หน้าประตูห้องของโจวหลีอันและแอบฟังอยู่สักพักแล้ว
เมื่อแน่ใจว่าน้องสาวคนเล็กไม่ได้แอบร้องไห้เพราะคำพูดของจางเฉี่ยวลี่ โจวซูอันถึงได้รู้สึกโล่งใจขึ้นมาบ้าง มือหนากำลังจะเคาะประตู แต่ประตูห้องดันถูกเปิดออกจากด้านใน
"พี่รอง"
โจวหลีอันกำลังเดินออกมาจากด้านใน เมื่อเห็นโจวซู่อันเธอก็ยิ้มร่าเริงและทักทายโจวซู่อันไม่กี่คำ เขายิ้มออกมาพลางมองน้องสาวสวยของเขาเดินออกไปข้างนอก
ไม่รู้ว่าเขาคิดไปเองหรือไม่ แต่เขารู้สึกว่าวันนี้โจวหลีอันมีความกังวลน้อยลงมาก สังเกตได้จากระหว่างคิ้วของเธอที่ไม่ขมวดแน่นเหมือนทุกวันแล้ว
บนใบหน้าสวยนั้น ตอนนี้นอกจากรอยยิ้มที่เห็นเขาแล้ว ก็ไม่เห็นอารมณ์ที่ไม่ดีอื่น ๆ ออกมาอีก
แต่โจวซู่อันกังวลใจว่าน้องสาวอาจจะแกล้งทำเป็เข้มแข็ง ดังนั้นเขาจึงพูดว่า "อันอัน เธออย่าเก็บคำพูดเ่าั้มาคิดมากเลยนะ..." โจวหลีอันมีความคิดละเอียดอ่อน เธอมักจะคิดมากเพราะคำพูดของคนอื่นอยู่เสมอ
"ค่ะ พี่รอง ฉันไม่เป็ไรหรอก"
แม้ว่าเธอจะพยายามแต่งตัวให้เร็วขึ้นแล้ว แต่าในบ้านก็สงบลงก่อนที่เธอจะออกไป ถึงแม้ไม่ได้ทะเลาะกัน ก็รู้สึกไม่สบายใจอยู่บ้าง เหมือนความรู้สึกยังค้างคาอยู่ลึก ๆ
โจวหลีอันเดินอ้อมโจวซู่อันออกจากห้องเพื่อไปห้องน้ำ เมื่อโจวหลีอันอาบน้ำแต่งตัวเสร็จ พ่อโจวและพี่ชายคนโตที่ออกไปตักน้ำแต่เช้าตรู่ก็กลับเข้ามาพอดี
ทั้งครอบครัวนั่งลงที่โต๊ะเพื่อรับประทานอาหารเช้า
บนโต๊ะแปดเซียนในลานบ้าน มุมซ้ายวางชามใหญ่ใส่โจ๊กข้าวโพด ตรงกลางวางชามใหญ่ใส่ไข่ตุ๋นโรยต้นหอมและหยดซีอิ๊วเล็กน้อย
นอกจากนี้ ยังมีชามเล็กใส่ผักดองเค็มอีกด้วย เมื่ออาหารถูกยกขึ้นโต๊ะครบแล้ว แม่โจวยกชามเปล่าของโจวหลีอันขึ้นมา แล้วใช้ช้อนตักไข่ตุ๋นจากชามใบใหญ่ใส่ให้เธอ
"อันอัน กินไข่ตุ๋นนี่สิลูก"
โจวหลีอันรับชามที่แม่โจวส่งให้ แล้วพูดว่า "ขอบคุณค่ะแม่"
จางเฉี่ยวลี่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามกำลังมองใบหน้าสวยงามของโจวหลีอัน ยิ่งมองก็ยิ่งรู้สึกไม่สบายใจ แม้ว่าเธอจะรู้ว่าไข่ตุ๋นบนโต๊ะนั้นเธอก็ต้องได้กินด้วย คิดเช่นนั้นเธอก็รู้สึกไม่พอใจขึ้นมา
เพราะว่าเมื่อไม่มีโจวหลีอัน คนในครอบครัวนี้จะได้กินไข่ตุ๋นเพียงเดือนละครั้งเท่านั้น
ตอนนี้โจวหลีอันกลับมาแล้ว นี่เป็ครั้งที่สามแล้วที่บ้านนี้ได้กินไข่ตุ๋น… เมื่อโจวหลีอันอยู่บ้านก็ได้กินไข่ตุ๋นสัปดาห์ละสามครั้ง แต่พอเธอไม่อยู่ก็กินแค่เดือนละครั้ง นี่หมายความว่ามีแค่โจวหลีอันเท่านั้นที่สมควรได้กินไข่บ่อย ๆ หรือไง?
"โอ้โห ตื่นก็สายปานนี้ แล้วยังจะมากินไข่ตุ๋นอีก ไม่อายบ้างเลยเหรอ?"
‘โจวกั๋วอัน’ พี่ชายคนโตของบ้าน รู้ทันทีว่าโจวหลีอันและจางเฉี่ยวลี่กำลังจะมีปากเสียงเกิดขึ้น
เขากำลังจะเอ่ยปากสั่งสอน แต่แม่โจวก็ปาชามลงพื้นเสียก่อน เธอทนไม่ไหวอีกต่อไปแล้ว ั้แ่ลูกสาวสุดที่รักของเธอกลับมา ผู้หญิงคนนี้ก็รังแกลูกเธอทั้งวัน
พอลูกสาวสุดที่รักของเธอกลับมา แล้วเข้าไปอยู่ในห้องนั้น ทำให้ลูกของจางเฉี่ยวลี่ย้ายไปอยู่ไม่ได้ใช่ไหม?
นั่นมันบ้านของ ‘เฉียวเหม่ยอิง’ หรือแม่โจวนะ! เธอจะให้ใครอยู่ก็ได้! "จางเฉี่ยวลี่ ถ้าเธอยังพูดจาประชดประชันแบบนี้อีก ก็กลับไปบ้านแม่เธอซะ! ถ้าข้าวในปากก็ยังทำให้เธอหยุดพูดไม่ได้"
แม่โจวไม่ใช่แม่สามีที่ชอบกลั่นแกล้งลูกสะใภ้ อีกทั้งตระกูลโจวก็ไม่มีธรรมเนียมการทุบตีคน ั้แ่จางเฉี่ยวลี่มาอยู่ที่บ้านโจวชีวิตเธอก็ดีขึ้น ความกล้าของเธอก็เพิ่มขึ้นด้วย
เธอกลัวแม่โจวอยู่บ้าง แต่ไม่มากนัก ดังนั้นเมื่อได้ยินแม่โจวพูดแบบนั้น เธอจึงตอบกลับอย่างไม่พอใจทันทีว่า "ฉันกินไข่ตุ๋น ก็เพราะฉันทำงานแล้ว ฉันควรจะได้กิน!"
แม่ของโจวได้ยินแล้วก็หัวเราะลั่น
[1] 植物人 คือ ภาวะผัก ใช้สำหรับเรียกผู้ป่วยที่หมดสติยาวนาน ไม่ตอบสนองต่อสิ่งรอบตัว