บทที่ 35 ท่านน้อยผู้เกรียงไกร
“คุณชาย ท่านว่าหมู่บ้านเล็ก ๆ เช่นนี้ เหตุใดถึงมีคนประหลาดมากมายเพียงนี้เล่า?”
“เจ้าถามข้า ข้าจะรู้ได้อย่างไร?”
หลินชุนฮวาแม้จะรู้สึกภูมิใจอยู่บ้าง ในที่สุดนังตัวแสบนั่นก็จะต้องตายแน่แล้ว แม้ยังรู้สึกไม่สาสมใจอยู่บ้าง เพราะการล้างแค้นครั้งนี้ถือว่ายังเบาไปสำหรับนางนั้น เรื่องเฉินเฉิงเยี่ยถูกผู้อาวุโสหลินปฏิเสธ แพร่ออกไปเช่นนี้ ทำให้หลินชุนฮวาอยากจะกินเลือดกินเนื้อเฉินเถียนเถียนเสียมากกว่าการให้จบเยี่ยงนี้
วันรุ่งขึ้น ที่ลานบ้านของหัวหน้าบ้าน ชาวบ้านส่วนใหญ่มารวมตัวกัน นอกจากคนที่มีงานต้องออกไปข้างนอกแล้ว แทบจะมากันหมดทั้งหมู่บ้านหัวหน้าหมู่บ้านเป็นชายวัยกลางคนใบหน้าดูเคร่งขรึมอย่างยิ่ง ได้ยินว่าเขาเคยเป็นถงเซิง*[1] มาก่อน ในหมู่บ้านก็ถือว่าคำกล่าวของเขาก็มีความน่าเชื่อถือไม่น้อย จากนั้นก็มีผู้อาวุโสอีกสามท่านที่เป็นผู้อาวุโสของตระกูลเฉินก็มา
สองท่านเคยปรากฏตัวก่อนหน้านี้แล้ว ท่านหนึ่งคือท่านปู่หกที่หัวเราะร่าเริง อีกท่านคือท่านปู่สี่ที่หน้าตาเคร่งขรึม ส่วนท่านสุดท้ายเป็นผู้อาวุโสที่ดูทรงภูมิ ดูจากท่าทางที่ได้รับความเคารพนับถือน่าจะเป็นท่านปู่ใหญ่ตามที่เล่าลือกัน ผู้มีศักดิ์เป็นหัวหน้าตระกูล
ตระกูลเฉินอาศัยอยู่ในหมู่บ้านเซินหนี่มาหลายปี เรื่องราวต่าง ๆ ของตระกูลเฉินในแต่ละวันล้วนเป็นผู้อาวุโสและหัวหน้าหมู่บ้านช่วยกันสะสาง แต่เรื่องราววันนี้ล้วนเป็นสิ่งที่พบเจอได้ยากที่จะให้ทั้งสี่คนมารวมตัวเช่นนี้
เฉินเถียนเถียนไม่รู้ว่าควรจะรู้สึกเป็นเกียรติหรือควรจะเศร้าใจดีเพียงแค่เรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ของนางกลับไปรบกวนผู้คนมากมายเช่นนี้ เฉินเถียนเถียนเดินเข้าไปยืนอยู่ตรงกลางผู้อื่น ด้วยสีหน้าเศร้าสร้อยถูกผู้คนจ้องมองรอบทิศทาง เฉินผิงอันเองก็ยืนอยู่ด้านข้างด้วยใบหน้าเขียวคล้ำอย่างมิค่อยสบอารมณ์
“บุตรชายตระกูลเฉินเพราะเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ในครอบครัวของเจ้า กลับไปรบกวนผู้อาวุโสของตระกูลถึงสามสี่ครั้ง เจ้านี่นะแม้แต่หญิงผู้เดียวยังควบคุมไม่ได้อีกหรือ”
ผู้อาวุโสเอ่ยปากก็ตำหนิหัวหน้าครอบครัวเช่นเขา เฉินผิงอันทำได้เพียงแต่ฟังอยู่เงียบ ๆ ต่อให้เขามีความกล้ามากเพียงใด ก็ไม่กล้าหยาบคายต่อหน้าหัวหน้าตระกูล
ผู้อาวุโสท่านหนึ่งตวัดตามองไปทางเฉินเถียนเถียนอย่างกะทันหัน เด็กสาวที่ถูกผู้คนจ้องมองอยู่ตรงกลาง เปลี่ยนท่าทางอ่อนแอที่เคยพบเห็นในทุกวันไปหลงเหลือ นางยืนตัวตรงเชิดหน้าอยู่ตรงกลางมีกลิ่นอายสูงส่งและกิริยาที่ไม่ยอมก้มหัวให้ผู้ใดแม้แต่น้อย
ผู้อาวุโสพยักหน้าชื่นชมอยู่ในใจ เด็กสาวผู้นี้ช่างเป็นคนที่ไม่ยอมแพ้เสียจริง ๆ แม้จะอายุยังน้อยแต่ก็เห็นได้คร่าว ๆ ถึงความโดดเด่นของนาง เมื่อชื่นชมเฉินเถียนเถียนอยู่ในใจแล้ว น้ำเสียงที่กล่าวก็อ่อนโยนลงไม่น้อย
“ได้ยินว่าตระกูลเฉินเกิดเรื่องอื้อฉาวขึ้น เจ้าหนูผู้นี้ถูกแม่เลี้ยงส่งตัวไปอยู่จวนตระกูลหลี่ใช่หรือไม่?” เฉินเถียนเถียนรู้อยู่แก่ใจว่านี่คือโอกาสที่ดีที่สุดที่จะได้แก้ไขทุกสิ่งให้เข้าที่เข้าทางจึงก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าวแล้วเอ่ยอย่างนอบน้อม
“ท่านปู่ เถียนเถียนผู้นี้ภาคภูมิใจในความซื่อสัตย์และความอ่อนโยนของตัวเองมาตลอดชีวิตไม่เคยกล้าก่อเรื่องอันใดให้เสื่อมเสีย ทุกวันนี้ก็ให้ความเคารพแม่เลี้ยงเป็นอย่างยิ่ง แต่ท่านแม่กลับไม่เมตตาข้า ถึงกับให้ข้าไปอยู่จวนตระกูลหลี่ เพื่อแลกกับโอกาสให้พี่ชายได้ไปเรียนที่สำนักศึกษาตระกูลหลี่ แม้เถียนเถียนจะอายุยังน้อยแต่ก็รู้ว่าหากไม่มีพ่อสื่อแม่ชักหรือการหมั้นหมายก็ไม่ควรไปอยู่กับผู้ใดตามอำเภอใจ แต่ท่านแม่กลับไม่สนใจที่ข้าคัดค้าน ตีข้าจนสลบแล้วส่งตัวไปจวนตระกูลหลี่ ข้าจำต้องใช้กลอุบายเล็กน้อยถึงจะหนีออกมาจากที่นั่นได้” นางกล่าวต่อราวกับจะระบายสิ่งที่อยู่ในใจทั้งหมดให้ผู้อื่นฟังจนหมดสิ้น
“เถียนเถียนอดทนมาหลายปี แต่กลับได้รับการกระทำเยี่ยงนี้ ในใจรู้สึกไม่ยอมรับ เช่นนั้นจึงไปรบกวนผู้อาวุโสของตระกูลทำให้ได้สินเดิมบางส่วนของท่านแม่ข้ากลับคืนมา คิดว่าวันเวลาต่อจากนี้คงจะสุขสบายขึ้นไม่น้อย”
“แต่กลับมีผู้ไม่ยอมปล่อยเถียนเถียนไปถึงกับเผยแพร่ข่าวลือข้างนอก บอกว่าข้าเสียความบริสุทธิ์ที่จวนตระกูลหลี่แล้ว วันนี้เถียนเถียนอยากจะขอพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตัวเองก็เพียงเท่านั้น”
ผู้อาวุโสพยักหน้ารับแม้จะอายุยังน้อย แต่ก็สามารถบอกเล่าเรื่องราวทั้งหมดได้อย่างฉะฉานต่อหน้าผู้คนมากมาย ถือว่าสาวน้อยที่มีพื้นฐานดีคนหนึ่ง ในที่สุดก็พบจุดที่คล้ายคลึงกับสะใภ้อวิ๋นในอดีตอยู่บ้าง
“งั้นเจ้ามีหลักฐานอะไรที่จะพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตัวเองบ้าง” เฉินเถียนเถียนแทบจะกัดฟันแตกมันจะมีสิ่งใดในยุคสมัยนี้ที่จะพิสูจน์ได้กัน
แค่หาหลักฐานความผิดมาก็ไม่ช่วยอันใดนางได้ทั้งที่นางเกือบถูกข่มขืน ซ้ำยังต้องให้นางพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตนเองอีกช่างน่าชิงชังนัก แต่เมื่ออยู่ต่างที่ก็จำต้องทำตามกรอบธรรมเนียมที่ถูกวางไว้ เฉินเถียนเถียนจะทำอย่างอื่นได้เยี่ยงไร สิ่งที่ทำได้คงเพียงกลั้นใจอดทนเอาไว้
“ตอนที่ข้าหนีออกมาได้ลงมือตีคนใช้ของจวนตระกูลหลี่จนหมดสติไป ทุกคนในจวนท่านล้วนเป็นพยานให้ข้าได้ ข้าเดินกลับบ้านด้วยเท้าในยามใกล้ค่ำ ท่านพ่อท่านแม่นอนหลับไปเสียแล้ว ข้าจึงไม่ได้ไปรบกวนพวกท่าน จนกระทั่งเช้าวันรุ่งขึ้นท่านถึงได้เห็นข้าในโรงเก็บฟืน” ท่านผู้อาวุโสเงยหน้ามองหัวหน้าหมู่บ้าน
“พยานที่เด็กสาวผู้นี้เอ่ยถึง ไปตามมาแล้วหรือยัง”หัวหน้าหมู่บ้านพยักหน้าอย่างนอบน้อม
“ท่านหลี่ซื่อหัวมาด้วยตัวเอง ตอนนี้พักอยู่ที่เรือนข้าเอง” ตอนนี้ฝูงชนแยกออก เสี่ยวซื่อนำทางหลี่ซื่อหัวเดินเข้ามา
เฉินเถียนเถียนรู้สึกหนาวยะเยือกในใจ ครั้งก่อนที่หนีไปได้ทำให้ท่านหลี่ซื่อหัวไม่พอใจ หากเขาเป็นพยานเท็จ จะทำเช่นไรดี ใครจะรู้ว่าท่านหลี่ซื่อหัวกลับเดินทางมาด้วยตัวเอง
“ช่างเป็นหญิงสาวที่งดงามจริง ๆ ข้าบอกแล้วว่าข้าไม่มีทางมองผิด พลาด พ่อแม่ของเจ้าไม่ยอมรับเจ้าถึงเพียงนี้ ไม่สู้เจ้ากลับไปกับข้าไม่เป็นการดีกว่าหรือ” เฉินเถียนเถียนถูกเอ่ยวาจาเยี่ยงนี้ต่อหน้าผู้คน ใบหน้าของนางก็แดงก่ำ หันหน้าหนีกล่าวอย่างดุดัน
“ท่านหลี่ซื่อหัวโปรดรักษามารยาทด้วย”
"รักษามารยาท ฮ่า ๆๆ น่าสนใจจริง ๆ” เฉินเถียนเถียนได้ทำให้ท่านหลี่ซื่อหัวไม่พอใจอีกครั้งแล้ว ทำให้หลินชุนฮวาที่อยู่ข้าง ๆ มีแววตาเหยียดหยามปรากฏขึ้น
นังเด็กต่ำต้อย ครั้งนี้เจ้าทำตัวตายเองอย่าโทษคนอื่นเลย ทำให้ท่านหลี่ซื่อหัวไม่พอใจ หากท่านหลี่ซื่อหัวยังยอมเอ่ยแทนเจ้า ข้าหลินชุนฮวาจะเขียนชื่อตัวเองกลับหลัง
ท่านผู้อาวุโสก็ไม่กล้าทำให้ท่านหลี่ซื่อหัวไม่พอใจ จึงแค่ไอสองที แล้วกล่าวว่า
“ท่านหลี่ซื่อหัว เรื่องอื่น ๆ ค่อยว่ากันทีหลัง ตอนนี้ขอท่านกล่าวความจริงอย่างตรงไปตรงมา เด็กสาวคนนี้…” แต่กล่าวไม่ทันจบ ท่านหลี่ซื่อหัวกลับระเบิดอารมณ์ขึ้นมา
“ข้าว่าเจ้านี่อยากตายหรือไร ข้ามีใจอยากยกย่องเจ้าถึงกับให้สาวใช้สองคนข้างกายไปรับใช้เจ้า แต่เจ้ากลับทำร้ายพวกนางหมดสติแล้วหนีมาเอง นึกว่าจวนของข้าเป็นที่ที่เจ้าจะมาก็มา จะไปก็ไปได้ตามใจชอบหรือเช่นไร” โล่งอกไปที คำกล่าวนี้ก็ถือเป็นการพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตัวนางได้ เฉินเถียนเถียนถอนหายใจอย่างโล่งอกเป็นครั้งแรกที่มองท่านหลี่ซื่อหัวด้วยสายตาขอบคุณอย่างจริงใจ
ดูเหมือนคุณชายใหญ่ผู้นี้ก็ไม่จำเป็นต้องเลวเสมอไป วันนี้แค่เขากล่าวประโยคเดียว ชีวิตความเป็นความตายของนางก็ถูกตัดสินแล้ว หลินชุนฮวายืนอยู่ด้านหลังเฉินผิงอันเซถอยหลังเกือบล้มลงพื้น
ไม่ใช่ว่าทำตัวเลวร้ายหรอกหรือ ไม่ใช่ว่าจะแก้แค้นให้ได้หรอกหรือ เหตุใดพอถึงเวลาจริง ท่านหลี่ซื่อหัวถึงได้เสียสติมากล่าวแทนนังเด็ดต่ำต้อยนี่ล่ะ
ท่านผู้อาวุโสก็คลายความกังวลลงเล็กน้อยหากตระกูลเฉินมีลูกสาวที่เสียพรหมจรรย์คงไม่น่าดูชม อีกอย่างด็กสาวคนนี้ยังดูเก่งกาจมาก ๆ เช่นนี้แล้ว ความเสียหายของตระกูลเฉินก็คงมากทีเดียวหากเกิดเรื่องขึ้น ตอนนี้เด็กสาวคนนี้ยังบริสุทธิ์อยู่ เขาก็พอจะมีข้ออ้างได้บ้างแล้ว
“ในเมื่อ…” ใครจะรู้ว่าท่านผู้อาวุโสคิดไปเองผู้เดียว ท่านอาวุโสผู้น้องที่อยู่ข้าง ๆ กลับเริ่มโต้แย้งขึ้นมา
“ถึงแม้เด็กคนนี้จะไม่ได้เสียตัว แต่การที่นางเข้าไปในจวนตระกูลหลี่เป็นความจริง การเก็บนางไว้ก็ยังส่งผลต่อชื่อเสียงของตระกูลเฉินอยู่ดี ท่านพี่ข้าคิดว่าถึงแม้จะไม่ให้เด็กสาวคนนี้กระโดดลงบ่อ ก็ต้องรีบจัดการเรื่องนางโดยเร็วที่สุด”
[1] ถงเซิง : บัณฑิตที่เข้าร่วมการสอบ
