[นิยายแปล] Logging 10000 Years into the Future - เทพไร้พ่าย ลุยเดี่ยวอนาคตหมื่นปี【จบ】

    เล่มที่ 4 บทที่ 107 ไม่มั่นใจเท่าไร เก้าสิบเก้าเปอร์เซ็นต์แล้วกัน (3)

            “เมื่อคืนนอนหลับสบายดีไหม?” ตงฉิงเสวี่ยเอ่ยถามลู่เซิ่งที่เพิ่งก้าวออกมาจากห้อง

            “ก็ไม่เลวเลยครับ แค่รู้สึกอึดอัดนิดหน่อย”

            “ช่วยไม่ได้ ที่นี่คือที่ตั้งของกองทัพเขตตะวันออก เลยไปอีกหลายร้อยกิโลเมตรก็เป็นสนามรบแนวหน้าของสัตว์ประหลาดแล้ว สัตว์ประหลาดหลายตัวจะปล่อยแก๊สพิษออกมา ฐานทัพเลยต้องป้องกันเรื่องแก๊สเป็นพิเศษ...” ตงฉิงเสวี่ยพูดได้ครึ่งเดียวก็หยุดชะงัก จ้องมองลู่เซิ่งเขม็ง

            ลู่เซิ่งลูบแก้มตัวเองอย่างสงสัย “มีอะไรติดหน้าผมเหรอ?”

            “ไม่ใช่...” ตงฉิงเสวี่ยส่ายหน้า “แค่รู้สึกว่าวันนี้...นายดูไม่เหมือนเมื่อวานอีกแล้ว”

            “จริงด้วย ฉันก็รู้สึกเหมือนกัน” ฉินเซ่าจวินที่ยืนอยู่ข้างๆ อดไม่ได้ที่จะสอดขึ้นมา “เมื่อวานมองเจ้าเด็กนี่เหมือนหยกที่จมอยู่ในโคลนตม วันนี้เหมือนโคลนตมที่ว่าถูกชะล้างออกไปจนหมดสิ้น”

            ตงฉิงเสวี่ยพยักหน้า เห็นด้วยอย่างยิ่ง

            เมื่อวานลู่เซิ่งเก็บซ่อนเอาไว้ ทำให้คนมองไม่ออก วันนี้ลู่เซิ่งอยู่สูงกว่าระดับนั้นไปอีกขั้น ถึงจะยังดูไม่ออกเหมือนเดิม แต่ถ้าสังเกตดีๆ จะพบว่าเขาคนนี้ราวกับอัญมณีที่ได้รับการเจียระไน เปล่งประกายระยิบระยับ

            เห็นได้ชัดว่าลู่เซิ่งก้าวหน้าไปอีกขั้นในศิลปะการต่อสู้ แถมดูเหมือนจะไม่น้อยเสียด้วย

            นี่เพิ่งจะผ่านไปแค่คืนเดียวเอง...

            ตงฉิงเสวี่ยรู้สึกสับสนเล็กน้อย

            “จริงเหรอครับ? อาจจะเพราะผมหล่อขึ้นก็ได้ ช่วงวัยนี้พัฒนาการมันเร็ว หน้าตาคมขึ้น มีความรู้สึกแบบนี้ก็ไม่แปลก” ลู่เซิ่งตอบอย่างจริงจัง

            ฉินเซ่าจวินมองลู่เซิ่งด้วยความชื่นชม แล้วพยักหน้า “ไอ้หนู ท่าทางหน้าไม่อายแบบนี้เหมือนฉันเลย”

            “...”

            ตงฉิงเสวี่ยขี้เกียจใส่ใจพวกตัวตลกสองคน เดินนำหน้าไปก่อน

            ทั้งสามเดินไปตามทางเดิน

            ไม่นานนัก ปลายทางเดินก็เผยให้เห็นลานกว้างขนาดใหญ่

            เมื่อทั้งสามเดินออกมาจากทางเดินไปอย่างสมบูรณ์ ลู่เซิ่งจึงเห็นว่ารอบๆ ลานกว้างนี้เชื่อมต่อกับทางเดินที่คล้ายกันอีกหลายสิบสาย ราวกับเป็นหัวใจของฐานทัพทั้งหมด

            “ตงฉิงเสวี่ย!”

            ในขณะนั้น เสียงหนึ่งดังขึ้นข้างหูทั้งสาม

            ลู่เซิ่งมองตามเสียงไป เห็นว่าข้างๆ พวกเขาห่างไปสิบกว่าเมตร มีคนสองคนยืนอยู่

            ทั้งสองกำลังเดินมาทางพวกเขา

            คนที่นำหน้าเป็นนายทหารหนุ่มรูปงามผิวขาว ดูอายุสามสิบกว่าๆ จำนวนดาวบนบ่ามากกว่าตงฉิงเสวี่ยหนึ่งดวง

            ด้านหลังนายทหารหนุ่ม มีเด็กหนุ่มหน้าตาเฉยเมยตามมา คนอายุรุ่นราวคราวเดียวกับลู่เซิ่ง

            “ไม่ได้เจอกันนานเลยนะ จำได้ว่าครั้งล่าสุดที่เจอกัน...” นายทหารหนุ่มรูปงามเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ก็คือครั้งที่แล้ว”

            ตงฉิงเสวี่ยเหลือบมองอีกฝ่ายอย่างเย็นชา กล่าวอย่างไม่ใส่ใจ “ซ่างกวนหลิง นายก็น่ารังเกียจเหมือนเดิม”

            ลู่เซิ่งอดไม่ได้ที่จะมองตงฉิงเสวี่ยแวบหนึ่ง

            ดูเหมือนทั้งสองจะไม่ถูกกันแฮะ เขาเพิ่งเคยเห็นตงฉิงเสวี่ยแสดงความรังเกียจใครอย่างไม่ปิดบังเป็นครั้งแรก

            “ฮ่าๆ...” นายทหารหนุ่มรูปงามหัวเราะอย่างไม่ใส่ใจ กวาดสายตาข้ามตงฉิงเสวี่ย ไปหยุดที่ฉินเซ่าจวินและลู่เซิ่งเล็กน้อย

            “ฉินเซ่าจวิน ไม่ได้เจอกันนานเลยนะ นายก็ยังไร้ประโยชน์เหมือนเดิมนั่นแหละ นี่คือตัวแทนอัจฉริยะของมณฑลตงหนิงพวกนายเหรอ ดูธรรมดาดีนี่...ฮ่าๆ...”

            ลู่เซิ่ง ฉินเซ่าจวิน “...”

            ว่าแล้วเชียว ตงฉิงเสวี่ยถึงได้รังเกียจเจ้านี่ขนาดนี้...

            ลู่เซิ่งพูดไม่ออก ไอ้คนที่ชื่อซ่างกวนหลิงนี่มันน่าโดนต่อยจริงๆ

            “ซ่างกวนหลิง ถ้านายไม่ได้แปรงฟันมาตอนเช้า ฉันแนะนำว่าอย่าพูดเลยดีกว่า...” ฉินเซ่าจวินสีหน้าบูดบึ้งอย่างยิ่ง

            “ตัวแทนอัจฉริยะของมณฑลตงอี้พวกนายก็ดูไม่ดีเท่าไรเหมือนกันนี่นา? ฉันจำได้ว่าในข้อมูลไม่มีพวกนายติดดาวเลยนะ...” ที่ฉินเซ่าจวินพูดถึงเรื่องติดดาว หมายถึงมีการระบุเป็นพิเศษ คนที่แข็งแกร่งที่สุด โดดเด่นที่สุด น่าจับตามองที่สุด

            ก็คือคนที่ตงฉิงเสวี่ยเน้นย้ำกับลู่เซิ่งตั้งแต่แรกนั่นเอง

            “เหรอ” 

            ซ่างกวนหลิงยิ้มแล้วเอ่ยว่า “เอาอย่างนี้ไหม งั้นเรามาเดิมพันกันดีกว่า เอาเดิมพันเป็นไขกระดูกสัตว์ประหลาดระดับห้าหนึ่งหลอด ดูว่าตัวแทนอัจฉริยะคนไหนจะได้อันดับสูงกว่าในการคัดเลือก...ตงฉิงเสวี่ยว่าไง?”

            ตงฉิงเสวี่ยหัวเราะเยาะ “พวกเราสามคน นายเอาไขกระดูกสัตว์ประหลาดหนึ่งหลอดมาเดิมพันนี่หมายความว่าไง? ถ้าเดิมพันไม่ไหวก็อย่าเดิมพัน พวกเราไปก่อนนะ”

            “เดี๋ยวก่อน!” 

            ซ่างกวนหลิงรีบพูด “งั้นเอาเป็นสามหลอด ไขกระดูกสัตว์ประหลาดระดับห้าสามหลอด”

            สีหน้าตงฉิงเสวี่ยเปลี่ยนไปเล็กน้อย ไม่ได้พูดอะไร

            ซ่างกวนหลิงยิ้มเล็กน้อย กล่าวอย่างไม่ใส่ใจ “ตงฉิงเสวี่ย หรือเธอไม่กล้ากันแน่”

            “ตกลง!” ตงฉิงเสวี่ยเหมือนถูกกระตุ้นด้วยสายตาที่ดูถูกของซ่างกวนหลิง กัดฟันตอบตกลง

            “ฮ่าๆ มีน้ำใจสมกับเป็นตงฉิงเสวี่ยที่ฉันรู้จักจริงๆ!” ซ่างกวนหลิงหัวเราะเสียงดัง มองไปยังเด็กหนุ่มหน้าตาเฉยเมยที่อยู่ข้างๆ แล้วเอ่ยว่า “จ้าวเลี่ย ไขกระดูกสัตว์ประหลาดระดับห้าสามหลอดนี่ พอที่จะทำให้พรสวรรค์ในการควบคุมเพลิงของนายก้าวหน้าไปอีกขั้นแล้วสินะ”

            บนใบหน้าของเด็กหนุ่มหน้าตาเฉยเมยปรากฏรอยยิ้มเยาะเย้ย มีวงแหวนเพลิงสีแดงเข้มแผ่ออกมารอบตัว

            “แน่นอนอยู่แล้ว จ้าวเลี่ยขอขอบคุณครูฝึกตงฉิงเสวี่ยล่วงหน้าเลย”

            “นักสู้ผู้มีพรสวรรค์ในการควบคุมธาตุ?!” ดวงตาของตงฉิงเสวี่ยหดเล็กลง สีหน้าบูดบึ้งอย่างยิ่ง

            ฉินเซ่าจวินถึงกับสบถออกมา “ไอ้ซ่างกวนหลิง แกโกงเหรอ! พรสวรรค์ประเภทควบคุมธาตุไม่เขียนไว้ในข้อมูล!”

            สีหน้าซ่างกวนหลิงเต็มไปด้วยความภูมิใจ หัวเราะเสียงดัง “ใครบอกว่าในข้อมูลต้องเขียนไว้ทั้งหมด พวกแกโง่เอง! ไขกระดูกสัตว์ประหลาดระดับห้าสามหลอดนะ ฮ่าๆๆ...”

            พูดจบ ซ่างกวนหลิงก็พาเด็กหนุ่มที่ชื่อจ้าวเลี่ยเดินจากไปอย่างโอหัง

            รอจนกระทั่งร่างของทั้งสองเดินจากไปจนสุดสายตา

            ตงฉิงเสวี่ยที่ก่อนหน้านี้สีหน้าแย่สุดๆ และฉินเซ่าจวินที่โกรธจนหน้าแดงก่ำก็กลับมาเป็นปกติ มองไปยังแผ่นหลังของทั้งสอง พร้อมใจกันพูดคำหนึ่งออกมา

            “ไอ้โง่!”

            ลู่เซิ่ง “...”

            “เป็นไง การแสดงเมื่อกี้ของฉันใช้ได้ไหม มีความรู้สึกเหมือนนักแสดงมีฝีมือไหม” ฉินเซ่าจวินเอ่ยถามลู่เซิ่งด้วยรอยยิ้ม

            ตงฉิงเสวี่ยก็มีสีหน้าเยาะเย้ย “การปกปิดความสามารถบางส่วนในข้อมูลถือเป็นกฎที่ตกลงกันแล้ว มีแต่ไอ้โง่อย่างซ่างกวนหลิงเท่านั้นแหละที่จะคิดว่าตัวเองทำได้คนเดียว นักสู้ผู้มีพรสวรรค์ประเภทควบคุมธาตุ เก่งจังเลยนะ ไม่รู้ว่าเทียบกับนักพลังจิตระดับสามเป็นยังไงบ้าง?”

            “อย่าพูดเลย พูดยิ่งขำ...ฮ่าๆๆ...” ฉินเซ่าจวินอดไม่ได้ที่จะเอามือปิดปาก

            ลู่เซิ่งมองทั้งสองคนด้วยสายตาเหมือนเพิ่งรู้จักกันเป็นครั้งแรก ในใจอดไม่ได้ที่จะสงสารซ่างกวนหลิงที่ตอนนี้ยังคงจมอยู่กับความภูมิใจ

            ไม่รู้ว่าไอ้บื้อคนนั้นไต่เต้าไปถึงตำแหน่งพันเอกได้ยังไง เป็นคนทึ่มชัดๆ

            “ตระกูลซ่างกวนไม่ค่อยถูกกับตระกูลตงและตระกูลฉินของพวกเราอยู่แล้ว แถมไอ้ซ่างกวนหลิงคนนี้ก็ขึ้นชื่อเรื่องปากเสีย ทุกครั้งที่เจอกันจะต้องเหน็บแนมพวกเราสองสามคำ สู้ๆ นะลู่เซิ่ง คราวนี้จะตบหน้ามันได้ไหม ก็ขึ้นอยู่กับการแสดงของนายแล้ว...” ฉินเซ่าจวินตบไหล่ลู่เซิ่งอย่างจริงจัง แล้วกล่าวว่า “ถ้านายช่วยพวกเราชนะเกมนี้ได้ ไขกระดูกสัตว์ประหลาดระดับห้าของฉันก็ยกให้นายเลย”

            “ผมจะพยายามครับ” ลู่เซิ่งกล่าว

            สีหน้าฉินเซ่าจวินห่อเหี่ยวลงทันที “นายพูดไม่มีความมั่นใจแบบนี้ ฉันเริ่มเสียใจที่รับคำท้าเดิมพันกับซ่างกวนหลิงแล้วสิ”

            “เอาละ ใกล้ถึงเวลาเข้าไปข้างในแล้ว” ตงฉิงเสวี่ยเตือน จากนั้นก็นำทั้งสองเดินหน้าต่อไป

            ใจกลางลานกว้างมีเสาลิฟต์ขนาดใหญ่อยู่ ลิฟต์แต่ละตัวแทบจะมีนายทหารและเด็กหนุ่มยืนอยู่ เด็กหนุ่มเดินเข้าไปในลิฟต์แล้วลงไป

            เห็นได้ชัดว่าการคัดเลือกนายพลวีนัสที่ลู่เซิ่งเข้าร่วมนั้น จัดขึ้นที่ใต้ฐานทัพ

            ตงฉิงเสวี่ยและทั้งสองส่งลู่เซิ่งไปที่หน้าลิฟต์ กดปุ่มลง

            “พวกเราส่งนายได้แค่นี้แหละ ข้างล่างจะมีคนมาอธิบายกฎของการคัดเลือกให้นายฟัง...”

            ลู่เซิ่งพยักหน้า เดินเข้าไปในลิฟต์

            ขณะที่ประตูลิฟต์กำลังจะปิด ตงฉิงเสวี่ยก็ก้าวไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว จ้องมองเข้าไปในดวงตาของลู่เซิ่ง กล่าวด้วยความจริงจังอย่างยิ่ง “ลู่เซิ่ง นายมั่นใจกับการคัดเลือกครั้งนี้แค่ไหน? ฉันหมายถึงนายพลวีนัส!”

            ฉินเซ่าจวินก็มองลู่เซิ่งด้วยความคาดหวังเช่นกัน

            ลู่เซิ่งส่ายหน้า กล่าวว่า “มีความมั่นใจอยู่บ้าง แต่ไม่มากเท่าไร”

            เมื่อเห็นท่าทางของเขาแบบนี้ ตงฉิงเสวี่ยและฉินเซ่าจวินก็เผยความผิดหวังออกมา แต่ก็ยังไม่ยอมแพ้ กล่าวว่า “ไม่มากเท่าไรคือเท่าไร?”

            ในวินาทีต่อมา พวกเขาเห็นลู่เซิ่งที่อยู่ในลิฟต์ที่กำลังปิดลงอย่างช้าๆ กล่าวออกมาด้วยสีหน้าสงบ

            “เก้าสิบเก้าเปอร์เซ็นต์แล้วกัน ถ้าตอนนี้ผมถูกตัดสิทธิ์จากการคัดเลือกอย่างกะทันหัน ผมก็จะแพ้การแข่งขันครั้งนี้”

            “ปึ้ง”

            ประตูลิฟต์ปิดสนิท ลิฟต์เคลื่อนลง

            ข้างนอกลิฟต์ ตงฉิงเสวี่ยและฉินเซ่าจวินยืนอึ้ง

            หลังจากนั้นไม่กี่วินาที ฉินเซ่าจวินก็ส่งเสียงออกมาอย่างพูดไม่ออกและดีใจ

            “ให้ตายสิ ฉันยังคิดว่าเจ้าเด็กนี่ไม่มั่นใจซะอีก ที่แท้เขามั่นใจกว่าใครเพื่อนอีกนะเนี่ย!”

            เก้าสิบเก้าเปอร์เซ็นต์...

            กล้าพูดออกมาได้

            ตงฉิงเสวี่ยส่ายหน้าอย่างขบขัน แล้วหันหลังกลับ

            “เอาละ พวกเราไปกันเถอะ”

            ...

            ภายในลิฟต์ไม่มีปุ่มอะไรเลย เห็นได้ชัดว่าจุดหมายปลายทางมีเพียงที่เดียว

            ลู่เซิ่งไม่สามารถคาดการณ์ความลึกที่แน่นอนได้ รู้เพียงว่าลิฟต์เคลื่อนลงไปนานมาก ในที่สุดก็ค่อยๆ หยุดลง

            ประตูลิฟต์เปิดออก นายทหารหญิงในชุดทหารสีน้ำเงินเข้มยืนอยู่ตรงหน้าเขา พร้อมกับเอกสารในมือ

            “มณฑลตงหนิง ลู่เซิ่ง?”

            “ใช่ครับ”

            “ตามฉันมา”

            นายทหารหญิงไม่ได้พูดจาไร้สาระ หันหลังเดินทันที

            ลู่เซิ่งเดินตามเธอไป เดินไปประมาณสามห้าที สุดท้ายก็หยุดอยู่ที่หน้าประตูโลหะขนาดใหญ่

    คล้ายกับเรื่อง[นิยายแปล] Logging 10000 Years into the Future - เทพไร้พ่าย ลุยเดี่ยวอนาคตหมื่นปี【จบ】 ที่คุณอ่าน